มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ขอถามเรื่อง..สันดาน




..ใคร่อยากให้อธิบายคำนี้ให้ชัดหน่อยค่ะ ..สันดาน...ในหลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นเช่นใด..มีกิจการงานใดบ้างเจ้าค่ะ

โดย แม่ชีสมปอง [27 ส.ค. 2545 , 17:19:25 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.147.183 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

.ครับผมมาสร้างปัญญาบารมีกันต่อครับ

เสียงที่ปรากฏทางหูเป็นเสียงเดียวกันทั้ง

หมดหรือต่างกันครับ???

เป็นแต่ละเสียงตามปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้นๆ เกิดขึ้น

คนมีเท่าไร เสียงของแต่ละบุคคลก็ต่างกันไปเท่า

นั้น จิตรู้แจ้งทุกเสียงที่ปรากฏต่างๆ กัน เสียงเยาะ

เย้ย เสียงประชดถากถางดูหมิ่น เสียงลมพัด

เสียงน้ำตก สัตว์นานาชนิดก็ร้องต่างๆ กัน

หรือแม้คนที่เลียนเสียงสัตว์

จิตก็รู้แจ้งของลักษณะของเสียงที่ต่างกัน

จิตได้ยินเสียงรู้แจ้ง คือ ได้ยินเสียงทุกเสียงที่

ต่างกัน
นะครับผม

สภาพธรรมทุกอย่างปรากฏได้ ก็เพราะจิตเกิดขึ้น

รู้แจ้งอารมณ์นั้นๆ ที่ปรากฏ

จิตที่รู้แจ้งทางจมูกเกิดขึ้นรู้แจ้งกลิ่นต่างๆ ที่ปรากฏ กลิ่นสัตว์ทุกชนิด

กลิ่นพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด กลิ่นอาหาร กลิ่นแกง

กลิ่นขนม ถึงไม่เห็นเพียงได้กลิ่น ก็รู้ว่าเป็นอะไร

จิตที่รู้แจ้งทางลิ้น เกิดขึ้นลิ้มรสต่างๆ รสอาหารมี

มากมาย รสเนื้อ รสผัก รสผลไม้ รสชา กาแฟ รส

เกลือ รสน้ำตาล รสน้ำส้ม รสมะนาว รสมะขาม

เป็นรสที่ไม่เหมือนกันเลย

แต่จิตที่ลิ้มรสก็รู้แจ้งรสต่างๆ ที่ปรากฏ

แม้ว่าจะต่างกันอย่างละเอียดเพียงใด

จิตก็สามารถรู้แจ้งลักษณะที่ต่างกันอย่างละเอียดนั้น

ได้ เช่น ขณะชิมอาหาร... จิตที่ลิ้มรสรู้แจ้งในรสนั้น

จึงรู้ว่ายังขาดรสอะไร จึงต้องปรุงอะไร ใส่อะไร

เป็นต้น.


.

จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย รู้แจ้งลักษณะต่างๆ

ที่กระทบกาย เช่น ลักษณะของเย็นลม เย็นน้ำ หรือ

เย็นอากาศ รู้ลักษณะของผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ เป็น

ต้น ที่กระทบกาย

เวลาที่คุณแม่ชีกำหนดเช่น กำลังยืนอยู่ที่ถนนก็เกิด

ระลึกรู้ลักษณะแข็งที่ปรากฏ แล้วต่อไปก็คิดว่าแข็ง

นี้เป็นถนน แล้วต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นรองเท้า

นี่เป็นความคิดทั้งนั้นเพราะ..เรื่องลักษณะแข็งที่ปรากฏ

...จิตที่คิดเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เมื่อกระทบแข็งจึงคิด

ว่าแข็งนี้คืออะไร แข็งนี้ถนน แล้วต่อไปแข็งนี้

รองเท้า จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครสามารถยับยั้งการ

คิดนึกเรื่องสิ่งต่างๆ ได้เลย

แต่การที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงได้

นั้น ต้องเป็นปัญญาที่รู้ว่าจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์

แต่ละขณะ แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว


ขณะที่กำลังคิดถึงถนน รองเท้า ต่างๆนั้น ไม่ใช่

ขณะที่รู้แจ้งลักษณะที่แข็งครับผม... .


..ยังมีต่อนะครับพักก่อนปวดหลังแล้วครับผม

โดย เทพธรรม [28 ส.ค. 2545 , 15:27:48 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.155.177 )


  สลักธรรม 12

กราบอนุโมทนาค่ะ
...แล้วจะเข้ามาอ่านตอนต่อไปค่ะ

โดย สุธาดา [29 ส.ค. 2545 , 08:34:54 น.] ( IP = 202.6.107.13 : : 10.1.65.41 )


  สลักธรรม 13

ช่วงนี้มีกระทู้เข้ามาเยอะมาก ...จึงต้องเข้ามาอ่านช้าไปบ้าง ...แต่สำหรับกระทู้นี้ ..ยิ่งอ่านก็ยิ่งตื่นเต้น ตาลุกโพลง ..เพราะอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่มีคำอธิบายได้อย่างละเอียดและชัดเจนได้มากถึงขนาดนี้ ..ขอบอกว่าตื่นเต้นจริงๆค่ะ ..และต้องอ่านซ้ำอีกหลายๆรอบ ..ดีใจจังเลยที่ได้เข้ามาอ่าน ....
ขอบพระคุณท่านเทพธรรมค่ะ ที่เสียสละเป็นอย่างมาก ...แม้จะนับถอยหลังเข้าห้องผ่าตัดแล้ว ก็ยังมีน้ำใจมาให้ความสว่างไสวแก่พวกเราอีก...ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ส.ค. 2545 , 11:16:14 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 14

ฝาก ให้ท่านอาจารย์ค่ะ และขอกล่าวอนุโมทนาอย่างยิ่งเลยค่ะ จะมาติดตามต่อค่ะ

โดย อัญชลี [29 ส.ค. 2545 , 11:23:45 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 15

สวัสดีครับผม วันนี้ผมมาหากุศลต่อครับ ที่ค้างไว้จากวันวานครับผม

การที่ปัญญาจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงนั้น

จะต้องรู้ชัดว่าขณะที่คิดไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นจิตที่

กำลังรู้เรื่องคิด จิตที่คิดไม่ใช่จิตที่เห็น จิตที่รู้

อารมณ์ทางตา จิตคิดรู้อารมณ์ทางใจตามปกติที่

สภาพธรรมปรากฏทางกาย จะเป็นลักษณะทางอ่อน

นุ่มหรือแข็งก็ตาม ...ขณะนั้นนยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ถ้าอยู่ในที่มืด เราก็อาจจะต้องลืมตาเปิดไฟขึ้นดูว่า

กำลังกระทบสัมผัสอะไร

ฉะนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว ขณะที่จิตรู้แข็งนั้นไม่

ใช่จิตคิดนึก

ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้นไม่มีโลกของ

รองเท้า หรือถนน ไม่มีโลกของสมมติบัญญัติ

ใดๆ เลย มีแต่สภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่

แข็ง แม้สภาพที่รู้แข็งนั้นก็ไม่ใช่สัตว์ บุคคล

เป็นเพียงสภาพที่รู้แข็งเกิดขึ้นแล้วดับไป

แล้วจิตก็เกิดภายหลังจึงคิดนึก เป็นสิ่งที่ปรากฏทาง

ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นเรื่อง

ราวสมมติบัญญัติของสิ่งที่ปรากฏ

จนลืมว่าจิตที่เกิดขึ้นรู้แข็งแล้ว สภาพที่แข็งนั้นดับไป

แล้ว และจิตที่คิดเรื่องสิ่งที่แข็งนั้นก็ดับไป

สภาพธรรม ทั้งนามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้น และ

ดับไปสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว

จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมทั้งนามธรรม และรูปธรรม

นั้นเกิดดับไม่ใช่ตัวตนไงครับผม

โดย เทพธรรม [29 ส.ค. 2545 , 14:06:58 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.156.214 )


  สลักธรรม 16

จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ

ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น

ทางใจ เมื่อสัมผัสเจตสิกกระทบอารมณ์ใด จิตก็

เกิดพร้อมผัสสะนั้น ก็รู้แจ้งลักษณะต่างๆ ของ

อารมณ์นั้น

ฉะนั้น แม้คำว่ารู้แจ้งอารมณ์ ซึ่งเป็นลักษณะ

ของ จิตซึ่งเป็นสภาพรู้ ก็จะต้องเข้าใจว่า "รู้แจ้ง

อารมณ์"
คือ รู้ลักษณะต่างๆ ของอารมณ์

ต่างๆ ที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก

ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

เมื่อจิต เป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์

อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้จิตแต่ละ

ประเภทเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น


ฉะนั้น อารมณ์จึงเป็นอารัมมณปัจจัย คือเป็นปัจจัย

ให้เกิดโดยเป็นอารมณ์ของจิต

จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้น มีปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย

แต่จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อารมณ์ไม่ได้

ฉะนั้น อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่ง ในหลายปัจจัย ที่

ทำให้จิตแต่ละขณะเกิดขึ้นนั่นเองครับ

โดย เทพธรรม [29 ส.ค. 2545 , 14:11:58 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.156.214 )


  สลักธรรม 17

"จิตตํ" นี้ทั่วไปแก้จิตทุกดวง ฉะนั้น ในว่า

"จิตตํ" นี้กุศลจิต อกุศลจิต และมหากริยาจิตฝ่าย

โลกีย์ ชื่อว่า "จิต" เพราะสั่งสมสันดานของตนเอง

สามารถแห่งชวนวิถี ..ดั่งที่กล่าวไปแล้วครั้งกระโน้น

ครับ


การที่จะเข้าใจอรรถที่ว่า ชื่อว่าจิต เพราะสั่งสมสันดานของตนเองสามารถแห่งชวนวิถีนั้น

จะต้องเข้าใจเรื่องของจิตซึ่ง เกิด ดับๆ สืบต่อกัน

อย่างรวดเร็วว่า นามธรรมที่เกิดกับจิตแล้วดับไป

แต่ละขณะนั้น สะสมสืบต่อในจิตขณะหลังๆ ที่เกิด

ดับสืบต่อมานั่นเอง

เมื่อจิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือ

ได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู เป็นต้น

ตามปกติจะไม่รู้ว่าขณะที่เห็น หรือได้ยินนั้น เป็น

ลักษณะของจิต แต่มักจะรู้ว่าขณะใดจิตใจเป็นทุกข์

เศร้าหมองขุ่นมัว

ขณะใดจิตใจสบาย แจ่มใส

ขณะใดโกรธ ขณะใดเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่น

ขณะใดเป็นมิตรไมตรีกับบุคคลอื่น

จิตแต่ละขณะที่เกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วนั้น

ก็สั่งสมสันดานของตน .คือ ไม่ว่าจะเป็นกุศล

อกุศล แต่ละขณะที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น เป็นปัจจัย

สะสมสืบต่อในจิตดวง (ขณะ) ต่อๆ ไป


เพราะเมื่อจิตดวงหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับไป

การดับไปของจิตดวงก่อน--เป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไป

เกิดขึ้นสืบต่อทันทีนะครับ

ฉะนั้น จิตดวงที่เกิดต่อ จึงมีสภาพธรรมซึ่งจิตดวง

ก่อนสะสมไว้ แล้วสืบต่อไปในจิตดวงหลังๆ ที่เกิด

ต่อๆ ไปอีกเรื่อยๆ

แต่ละท่านจะสังเกตได้ว่า แต่ละบุคคลมี

อัธยาศัยต่างๆ กัน

มีอุปนิสัยต่างๆ กัน

ตามการสะสมของจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน

บางท่านก็เป็นผู้ใจบุญใจกุศลเพราะจิตที่เป็นบุญกุศล

นั้นๆ เป็นปัจจัยสืบต่อๆ ไปข้างหน้า

อกุศลก็เช่นเดียวกันไม่ว่า จะเป็นจิตประกอบด้วย

โลภะ โทสะ หรือโมหะ

เมื่อกุศลจิตประเภทนั้นๆ ดับไปแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้

จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น สืบต่อสภาพธรรมที่สะสมอยู่ใน

จิตดวงก่อนต่อไปอีก

การที่จิตดวงหลังเกิดต่อ จากจิตดวงก่อนอยู่

เรื่อยๆ นั้น เพราะ จิตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัย

คือ เป็นปัจจัยทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันที

ที่จิตดวงก่อนดับ จิตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัย ทำให้

จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น


เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ เท่านั้นที่ไม่เป็นอนันตร

ปัจจัย เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ดับจึง

เป็นปรินิพพาน ไม่มีปฏิสนธิ จิตหรือจิตใดๆ เกิดสืบ

ต่ออีกเลย

ฉะนั้น... ปัจจัยที่กล่าวถึงแล้วจึงมี ๓ ปัจจัย

คือ สหชาตปัจจัย

อารัมมณปัจจัย

และอนันตรปัจจัย
ครับผม..ยากไหมครับอิอิไม่นะครับ

โดย เทพธรรม [29 ส.ค. 2545 , 14:23:52 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.156.214 )


  สลักธรรม 18

มาอ่านต่อ....ไม่ค่อยยากแล้วค่ะ ..พยายามอธิบายง่ายๆอย่างนี้ ..แล้วจะมาอีกค่ะ..ขอบพระคุณค่ะ ..

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ส.ค. 2545 , 16:22:44 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 19

สวัสดีวันที่ 30 แล้วครับผมยังตอบไม่จบเลยเวลาก็ช่างน้อยจัง..งานมากมายครับแต่ก็มาตอบเต็มความสามารถครับผม

...ครับมีอีกนะครับ... อีกอย่างหนึ่ง.. เพราะเหตุที่

ศัพท์ว่า "จิตตํ" นี้ทั่วไปแก่จิตทุกดวง

ฉะนั้น ในคำว่า "จิตตํ" นี้ กุศลจิต อกุศลจิต และมหา

กิริยาจิตฝ่ายโลกีย์ จึงชื่อว่า "จิต" เพราะสั่งสม

สันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี ..

.. ในชีวิตประจำวัน ส่วนมากทุกคน ก็ได้ยินคำว่ากุศลจิต และอกุศลจิตอยู่เสมอ

แต่ยังไม่คุ้นกับมหากิริยาจิตฝ่ายโลกีย์และ

"ชวนวิถี"
.ใช่ไหมครับผม จิตทั้งหมดไม่ว่าจะ

เป็นประเภทต่างๆ ประการใดก็ตาม เมื่อจำแนก

โดยการเกิด คือ โดยชาติแล้วมี ๔ ชาติ

คือ เป็นกุศลจิต ๑

เป็นอกุศลจิต ๑

เป็นวิบากจิต ๑

เป็นกิริยาจิต ๑

(ภาษาบาลี คือ กุสลจิตตํ อกุสลจิตตํ วิปากจิตตํ กิริยาจิตตํ) ถ้าใครมาทัน อจ.สุชีนันท์จะท่องคล่องมากเลยครับอิอิ...

ส่วนใหญ่ทุกท่าน คุ้นกับคำว่ากุศลจิต และอกุศลจิต แต่ยังไม่คุ้นกับวิบากจิตและกิริยาจิต

กุศลจิตเป็นจิตที่ดี ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผล คือ กุศลวิบาก ในอนาคตข้างหน้า

เมื่อกุศลจิตและกุศลเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกันเป็น

เหตุดับไปแล้ว ธรรมที่เป็นกุศลก็สะสมสืบต่อใน

จิตดวงต่อๆ ไป เป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิก

ซึ่งเป็นกุศลวิบากจิต และกุศลวิบากเจตสิกเกิดขึ้น

ร่วมกัน โดยเป็นผลของกุศลนั้นๆ


** ในอรรถกถามีข้อความว่าแม้วิบากเจตสิกเกิดร่วม

กับจิต แต่เพราะจิตเป็นประธาน จึงใช้คำว่า

วิบากจิตเท่านั้น ซึ่งก็หมายรวมถึงวิบากเจตสิกที่

เกิดร่วมกันด้วยไงครับ..

และแม้คำว่าจิตตชรูป คือ รูปซึ่งเกิดเพราะจิตเป็น

ปัจจัยก็เช่นเดียวกัน

จิตตชรูปเกิดขึ้น..เพราะจิตและเจตสิกซึ่งเกิดร่วม

กันเป็นปัจจัย แต่ใช้คำว่า "จิตตชรูป" นั้นก็หมาย

รวมถึง เจตสิกเกิดรวมกับจิตนั้นๆ ก็เห็นปัจจัยให้รูป

นั้นเกิดด้วย


ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงวิบากจิต ก็หมายรวม

ถึงวิบากเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเสมอครับผม

โดย เทพธรรม [30 ส.ค. 2545 , 07:18:16 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.159.1 )


  สลักธรรม 20

อกุศลจิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นโทษ

เป็นสภาพธรรมที่เป็นเหตุ...ให้เกิดผลที่เป็นทุกข์

ไม่น่าพอใจ.. คือ อกุศลวิบากจิตต่างๆ

นอกจากกุศลจิต...และอกุศลจิตและวิบากจิตแล้ว

ก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง.. คือ กิริยาจิต ..ซึ่งไม่

เป็นเหตุที่จะให้เกิดวิบาก จึงไม่ใช่กุศลจิต และไม่

ใช่วิบากจิตด้วย เพราะกิริยาจิตไม่ใช่ผลของกุศลจิต

หรืออกุศลจิต

โดย เทพธรรม [30 ส.ค. 2545 , 07:26:17 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.159.1 )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org