มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กระทู้กระเทาะใจ ภาคสอง





หลังจากที่จบโทโส จ โมโห ภาคหนึ่ง อันเนื่องมาจากกระทู้ของคุณประภพไปแล้ว ..ก็จะขอนำท่านสู่ โทโส จ โมโห ภาคสอง ว่าด้วย ...ทำไมผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจึงโทสะมากเหลือเกิน...

ประเด็นนี้ก็ดังที่ยกเหตุผลมาให้ทราบตั้งแต่แรกแล้วว่า ชาวบ้านเขามองพวกเราอย่างไร นอกจากนี้เขาก็ยังบอกว่า ไม่ได้โทโส จ โมโห ใส่พวกเขาเท่านั้นนะ กับพวกเดียวกันเองก็ไม่เว้น เถียงกันหน้าดำหน้าแดงเท่าที่มีโอกาส ..... เพื่อเป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามระบอบเสรีประชาธิปไตย ก็เลยถาม อ.มาลีเสียเลยว่า มีความคิดเห็นอย่างไรกับคำถามนี้


อ.มาลีแสดงความคิดเห็นอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มกริ่มว่า ....ก็มีสิทธิที่จะคิดอย่างนั้นได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะมีความรู้ในสภาวธรรมมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และก็ต้องการนำไปถ่ายทอดให้คนอื่นทราบ โดยไม่ได้ประเมินตนเองว่า มีความพร้อมในระดับไหน และฝ่ายที่รับฟังนั้นมีความพร้อมหรือไม่ คือไม่ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับตัวผู้ฟังนั่นเอง พอมีโอกาสพูดก็พูดเสียจนกลายเป็นเรื่องถกเถียงกัน ...การกระทำที่ไม่ถูกกาลเทศะนี้จึงก่อให้เกิดภาพพจน์ที่เสียหายตามมา....นี่คือคำตอบโดยสรุปของ อ.มาลี อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ
หลังจากที่ อ.มาลีท่านแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เสร็จสิ้นแล้ว
คำถามต่อไปของน้องกิ๊ฟก็คือ อ.มาลีคิดว่า อ.บุษกรเป็นคนเจ้าโทสะมักโกรธหรือไม่
เพราะเห็นชอบดุว่านักศึกษาในห้องเรียนชนิดต่อหน้าต่อตาแบบตรงไปตรงมาเรื่อยเลย
ถ้าเห็นว่านักศึกษาผู้นั้นกำลังทำ-พูด-หรือแสดงอาการว่ามีความคิดผิดๆ


คำถามนี้ อ.มาลี ไม่ยอมตอบทันทีนะคะ .
...ให้น้องกิ๊ฟทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งและใช้เวลา ..อื้อ ..เอ้อ ..อ้า ..อยู่แป๊บนึง...
จากนั้นท่านก็แสดงความรู้สึกว่า ที่ อ.บุษกรแสดงออกมานั้นคงจะไม่ใช่ความโกรธหรอก
แต่น่าจะเป็นความปรารถนามากกว่า ที่ไม่อยากให้ลูกศิษย์คิดผิดและทำผิด .
...การให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงว่าจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันทีว่า
ทำไม่ถูกเพราะอะไร และก็สามารถแก้ไขได้ถูกต้องตรงประเด็น..
..การกระทำเช่นนี้ควรจะเรียกว่าความใจดีมากกว่า



โดย น้องกิ๊ฟ [29 ส.ค. 2545 , 10:11:01 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เป็นอย่างไรบ้างคะ .....คำตอบของอาจารย์มาลี คม ชัด ลึก ถูกใจบ้างไหมคะ
.... คราวนี้เรามาฟังคำตอบจากตัวจริงเสียงจริงกันบ้างนะคะ
...มีอยู่ช่วงหนึ่งที่น้องกิ๊ฟฉวยโอกาสจาก อ.มาลีมาได้ น้องกิ๊ฟก็เลยถาม
อ.บุษกรด้วยคำถามเดียวกันว่า ..ทำไมผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจึงโทสะมากเหลือเกิน....
อ.บุษกรตอบว่า ..
.ขออธิบายตามกลุ่มของจริตก่อนว่า ปกติจริตหรือการปฏิบัติจนเป็นความเคยชินของนิสัยนั้นพระพุทธองค์ทรงแบ่งไว้ ๖ จริต คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต และพุทธิจริต ซึ่งอธิบายโดยย่อแล้วก็คือ

ผู้ที่มีราคจริตเป็นส่วนใหญ่ก็จะมีนิสัยรักสวยรักงามปรากฏออกมาจนเด่นชัด ฯ
โทสจริตก็จะเป็นพวกหงุดหงิดโกรธง่าย รำคาญ อิจฉาริษยา ไม่ชอบเรื่องหยุมหยิมฯ
โมหจริตก็จะเป็นผู้ที่เซื่องซึม ช่างกังวลสงสัย ฯ
วิตกจริตก็จะเป็นผู้ที่ชอบคิดแล้วคิดอีก คิดไปในทางกามคุณ ความพยาบาท ความเบียดเบียนผู้อื่นฯ
สัทธจริตก็จะเป็นผู้ที่มีความเชื่อ ความเลื่อมใสง่าย ถูกชักจูงได้ง่ายฯ
พุทธิจริตก็จะเป็นผู้ที่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยปัญญาฯ


ปกติแล้วคนเราไม่ได้มีนิสัยกันเพียงจริตเดียว แต่มีหลายจริตปะปนกันไป เพียงแต่จะมีอยู่จริตหนึ่งที่มีความเคยชินชำนาญจนแสดงออกมาเด่นชัดกว่าจริตอื่น ฉะนั้น เมื่อเรามาสงเคราะห์จริตเป็นพวกแล้วก็จะได้ว่า........ ราคจริต เข้าพวกได้กับ สัทธาจริต เพราะมีลักษณะแสวงหาและติดอยู่ในสิ่งที่ต้องการเหมือนกัน เพียงแต่ราคจริตนั้นแสวงหาสิ่งที่เป็นโทษ ส่วนสัทธาจริตจะแสวงหาในสิ่งที่เป็นกุศล ........โทสจริต เข้าพวกได้กับ พุทธิจริต เพราะลักษณะไม่ชอบ เบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่ต้องการเหมือนกัน เพียงแต่โทสจริตนั้นเบื่อเพราะอำนาจของความโง่คือโมหะ ส่วนพุทธิจริตเบื่อเพราะอำนาจของปัญญา .....โมหจริต เข้าพวกได้กับ วิตกจริต เพราะมีลักษณะไม่แน่ใจลังเลสงสัยคล้ายกัน เพียงแต่โมหจริตนั้นลังเลสงสัยเพราะไม่รู้อะไรแน่ ส่วนวิตกจริตจะไม่แน่ใจคิดแล้วคิดอีกในสิ่งที่จะทำ...

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการแบ่งการเข้าพวกของจริตแล้ว ก็จะเห็นว่าโทสจริตเข้ากันได้ดีกับพุทธิจริต นั่นคือ มีความร้อนระอุในอารมณ์เป็นพื้นฐานคล้ายกัน และพวกโทสจริตนี่แหละพอเบื่อมากๆแล้วก็จะพยายามหลีกหนีสิ่งที่ไม่ต้องการเหล่านั้น เมื่อได้มาพบกับเรื่องราวของเหตุผลแล้วเห็นประโยชน์ก็จะมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจ พอเรียนรู้ทำความเข้าใจดีแล้วก็จะมีความรู้สึกชนิดหนึ่งระอุขึ้นมา คือ ต้องการที่จะบอกทางสว่างที่ตนได้พบนี้ให้แก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นอำนาจของปัญญาที่ได้เริ่มสั่งสมขึ้นมาแล้วนั่นเอง และจะไม่ค่อยคิดเรื่องหยุมหยิมว่า ใครพร้อมจะรับฟังหรือไม่ แต่มีไฟแรงที่จะถ่ายทอดความรู้นั้นออกไป มีความเร่งร้อนที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้น และมีความประสงค์จะกำจัดจุดอ่อนในชีวิตของตนเองและของผู้อื่นให้หมดไป

….จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ผู้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วจะมีความกระตือรือร้นต้องการแสดงเหตุผลออกไปตามโอกาสที่มาถึง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความใจร้อนหรือมีความไม่พอใจในขณะที่แสดงเหตุผลนั้นร่วมด้วย ก็เพราะแต่ละท่านนั้นยังไม่สามารถละกิเลสเป็นสมุจเฉทได้สักประการเดียวอย่าว่าแต่โทสะกิเลสเลย คือยังไม่มีใครสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแม้ขั้นพระโสดาบันนั่นเอง ...........สำหรับผู้ที่ฝึกฝนมาทางสายสมาธินั้นก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีโทสะ เพราะด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เอง..และการฝึกสมาธินั้นเป็นเพียงการข่มกิเลสเอาไว้ เช่น เมื่อมีความโกรธขึ้นมาก็หนีไปนั่งหลับตาภาวนาคาถา ซึ่งเป็นการหลบหนีเรื่องราวไปชั่วคราว พอลืมตาขึ้นมาแล้วก็กลับมาสู่ความรุ่มร้อนใจอีกวนเวียนอยู่อย่างนี้ เพราะไม่รู้วิธีกำจัดให้เด็ดขาด ...............

........ส่วนผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะรู้โทษภัยของโทสะ แม้จะมีการแสดงออกที่ดูเจ้าอารมณ์ แต่ก็เป็นความเร่งร้อนที่ต้องการหนีไปให้พ้นจากสภาพของโทสะนั้นนั่นเอง ...การที่นำความรู้ทางปริยัติมาทบทวนถึงโทษภัยในการกระทำกรรม การเตือนตนเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงวิบาก.....การนึกคิดเช่นนี้เป็นการกำจัดอารมณ์โทสะในขณะนั้นโดยตรง เพราะเป็นการน้อมใจให้ยอมรับในเรื่องของเหตุผลมาแทนที่นั่นเอง แม้ในภายหลังจะระลึกถึงเหตุการณ์ที่เหล่านี้ได้ก็จะไม่มีความโกรธเกิดขึ้นมากมาย เมื่อทบทวนปริยัตินี้บ่อยๆเข้า ก็จะกล่อมเกลาจิตใจให้คลายจากความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากความโง่หรือโมหะลงไปได้....

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ส.ค. 2545 , 10:19:38 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

….เป็นอย่างไรบ้างคะกับคำตอบนี้ ..น้องกิ๊ฟรับทราบแล้วก็ต้องยิ้มด้วยความภูมิใจว่า โชคดีที่ได้มาศึกษาพระอภิธรรม ....และก็คำว่า ได้มาศึกษาพระอภิธรรมนี้ ..ก็ดูเหมือนจะแบ่งเขาแบ่งเราอยู่ในทีนะคะ ...บางครั้งคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้มาศึกษาพระอภิธรรมเป็นปริจเฉทในห้องเรียนนั้น ก็ทำใจลำบากเหมือนกัน เพราะบางครั้งก็เผลอไปคิดว่า เขาอาจจะไม่รู้เรื่องพระอภิธรรม หรือบางครั้งเพื่อนที่คุยด้วยน่ะแหละเขาคิดของเขาเองว่าเขาไม่เคยศึกษาพระอภิธรรม .....ก็เลยแบ่งพรรคแบ่งพวกกันไปโดยปริยาย ..แท้จริงแล้วในโลกนี้มีอะไรบ้างคะที่ไม่ใช่พระอภิธรรม ...ธรรมกถาของพระสัมมาสัมธพุทธเจ้าก็ล้วนอุดมไปด้วยพระอภิธรรมทุกหมวดหมู่ เพียงแต่การศึกษาพระอภิธรรมของพวกเรานั้นพิเศษเฉพาะลงไปในสภาวธรรมที่เป็นแก่นแท้ทั้งหมดเท่านั้นเอง ...บางครั้งก็เลยมึนๆกับการพูดคุยไปเหมือนกัน จะไปว่าเขาไม่รู้วิธีการกำจัดกิเลสก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่เขารู้นั้นเป็นข้อสรุปที่เป็นหมวดหมู่ง่ายๆไม่ได้อธิบายถึงความลึกซึ้ง....เหมือนกับยาชุดที่พกพาสะดวกรักษาได้สารพัดโรค แต่มีฤทธิ์ระงับได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และเขาก็พอใจที่จะรักษาโรคด้วยยาชุดอย่างนั้นตลอดไป

ต่อไปเป็นคำถามสุดท้ายและสำคัญมาก คือ อ.บุษกรชอบโกรธลูกศิษย์นักหรือจึงชอบดุเรื่อยเลย ?

อ.บุษกรท่านตอบมาว่า ตามที่อธิบายแล้วข้างต้นในเรื่องของจริตก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดาที่โทสจริตจะอยู่คู่กับพุทธิจริต แต่การที่บอกกล่าวถึงความผิดให้แต่ละคนทราบนั้น เป็นเพราะ..ความรัก...จะเรียกว่า รู้รักสามัคคี ..ก็ได้ คือ ต้องรู้จักรักชีวิตตนเอง และสอนให้คนอื่นรู้จักรักตนเองให้ถูกต้องด้วย เมื่อทุกคนรู้จักรักในทางที่ถูกแล้ว ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้น ความสงบร่มเย็นก็จะติดตามมาอย่างง่ายดาย ..
การรู้จักรักตนเองก็คือ จะต้องรู้จักนำชีวิตของตนออกจากความล้มเหลวให้ได้ การที่ไม่กล้าบอกข้อผิดพลาดของผู้อื่นนั้นนับว่าเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่ง เพราะจิตตกอยู่ในความกลัว ในขณะที่”เวลา”ก็ผ่านไปเรื่อยๆ การทำคุณงามความดีก็ไม่มีเกิดขึ้น ...ผลดีแก่ตนเองจึงไม่มีในกาลต่อไป ..การเข้าไปเปิดโปงความคิดผิดของเขาเหล่านี้ก็เพื่อชีวิตที่ดี คือ เราได้ทำดีมีการถ่ายทอดความรู้ ผู้ฟังก็ได้ดีเพราะได้รับความรู้นั้นไป


...การรู้จักรักตนเองที่ดีต้องรู้จักค่าของเวลาด้วย ชีวิตนี้น้อยนัก ..ไม่ใช่อยากจะพูดหรืออยากจะว่าใครให้เสียใจ หรือมีเจตนาที่จะประทุษร้ายใจใครแต่อย่างใด แต่จำเป็นต้องพูดเพราะเวลาของทุกคนมีน้อยแล้ว การปล่อยปละละเลยให้ชีวิตจมอยู่กับความคิดผิดหรือการกระทำผิดนั้นเป็นการทำลายค่าของเวลาอย่างไม่สมควร ทุกคนมีความตั้งใจที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่ก็ยังดำเนินชีวิตเพื่อสร้างวงจรของความทุกข์ให้ยาวออกไปเรื่อยๆ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ที่อยู่ในฐานะครู หรือผู้มีความเข้าใจมากกว่าต้องเข้ามาแก้ไข การบอกล่าวถึงความผิดพลาดนั้นอาจจะทำให้ใครรู้สึกโศกเศร้าเสียใจบ้าง แต่ก็จะกลับมาเป็นแรงกระตุ้นใจให้เขาย้อนมองเห็นภัยของการมีชีวิต มีการสร้างทางชีวิตสายใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม......

….การบอกล่าวถึงความผิดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความโกรธว่าเขาได้กระทำผิด แต่เกิดขึ้นจากความไม่ต้องการให้เขาจมอยู่กับความผิดนั้น ไม่ได้ต้องการประทุษร้ายใคร แต่ต้องการสร้างสรรค์คนไม่ให้มีจุดอ่อนเท่าที่ชีวิตนี้และโอกาสจะอำนวยให้...... .....จบแล้วค่ะคำถามยอดฮิตประจำมูลนิธิก็ว่าได้ ......

กราบขอบพระอภิธรรมมูลนิธิ และคณาจารย์ทุกท่านค่ะที่มีเมตตาอุปการะให้ความรักความรู้มาจนถึงทุกวันนี้ ....เปรียบเทียบไม่ได้เลยค่ะว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน เพียงแต่รู้ว่า ภพชาติและทางชีวิตที่ยืดยาววกวนจะสั้นลงได้เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูทุกท่านค่ะ.....ขอบพระคุณค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [29 ส.ค. 2545 , 10:25:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

ได้รับข้อคิดดี ๆ และหลากหลายอย่างนี้ น้องถ้วยต้องนำไปใช้บ้างล่ะค่ะ ขอบคุณน้องกิ๊ฟคนใจดีค่ะ

โดย น้องถ้วย [29 ส.ค. 2545 , 11:18:14 น.] ( IP = 203.107.140.27 : : )


  สลักธรรม 4

เป็นคำตอบที่ดีมีเหตุผล ผมขอนำไปใช้บ้างครับ ขออนุโมทนากับน้องกิ๊ฟคนเก่งแถมยังใจดีอีกด้วย

โดย เฉลิมศักดิ์ [30 ส.ค. 2545 , 05:36:46 น.] ( IP = 203.151.8.41 : : 203.113.81.169 )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณน้องกิ๊ฟและอนุโมทนาด้วยค่ะที่ถ่ายทอดให้ทราบเสมอและน้อมรับเจตนาอันดีของท่านอาจารย์เสมอค่ะ น้อมรับนำมาแก้ไขปรับปรุงค่ะ

โดย เล็ก [30 ส.ค. 2545 , 08:59:50 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 6

ไชโยกับความพยายามที่ได้มาอ่านกระทู้นี้ อ่านแล้วได้ข้อคิดเยี่ยมๆเลยค่ะน้องกิฟ เรื่องนี้ทำให้เห็นความคิดของกระจกคนละด้านจริงๆ โชคดีค่ะที่ได้มีโอกาสเจออาจารย์ทุกๆท่านที่นี่ ทำให้หายโง่ไปเยอะ

โดย หมออุ๊ [31 ส.ค. 2545 , 00:34:53 น.] ( IP = 202.57.176.3 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาน้องกิ๊ฟคนขยัน..
ที่พยายามนำข้อคิดดี ๆ และหลากหลาย
พร้อมทั้งยกเหตุผลประกอบในแต่ละหัวข้อ
ได้อย่างชัดเจนด้วยค่ะ

โดย สุธาดา [3 ก.ย. 2545 , 22:44:03 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org