มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ชีวิตที่ประมาท





........
........ …..ชีวิตที่ประมาท (๑) …....
.......


.......
ข้อคิดที่อาจารย์บุษกร เมธางกูร ได้ฝากให้กับลูกศิษย์ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ …
ดิฉันรับฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่า อาจารย์ได้ถอดใจออกมาเป็นคำสอน…ด้วยความเป็นห่วงชีวิตของลูกศิษย์ทุกๆ คน

ท่านคงต้องการให้พวกเราได้นำกลับมาพิจารณา เพื่อที่จะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้น..
(จึงขอประมวลข้อคิดที่อาจารย์ให้ ประกอบกับความรู้สึกของตนเองออกมาฝากสมาชิกทุกๆ ท่านที่อยู่แดนไกล และผู้ที่ไม่ได้ไปฟังธรรมในสัปดาห์นี้)
......


......
วันเสาร์..อาจารย์ได้ตีแผ่พฤติกรรมที่คาดไม่ถึงว่า สิ่งที่เราๆ ได้ประพฤติ และปฏิบัติอยู่นั้นเป็นความประมาทของชีวิต .......

......
…ความเคยชิน (ที่ไม่ดี)…เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก …
.......

....... ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนี้…แทบทุกคนมีความฝังใจกันว่า วันเสาร์-อาทิตย์ คือ “วันหยุด”
บางท่านจึงถือโอกาสตื่นสาย พักผ่อนกันตามสบาย เพราะไม่ต้องเร่งรีบที่จะไปทำงาน
..ความรู้สึกของเรามักจะบอกตัวเองว่า เราเหนื่อยกันมา ๕ วันแล้ว เมื่อถึง “วันหยุด” เราก็จะได้หยุดความเหนื่อยกันซะที
ฉะนั้นทุกคนจึงชอบวันหยุด ถ้ามีวันหยุดติดต่อกันนาน ทุกคนจะดีใจ รู้สึกมีความสุข
….โดยที่เขาเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่า การทำงาน เป็น ทุกขสัจจะ อย่างหนึ่ง (ทุกคนรู้แต่เพียงว่าเหนื่อย หรือไม่ก็ น่าเบื่อ …)
….พระพุทธศาสนาสอนให้รู้ว่า .....ทุกก้าวย่างของเรานั้น เป็นทุกข์ทั้งสิ้น.......
......

.......
ขนาดวันหยุด แค่รู้สึกสุขชั่วคราว ชาวโลกยังต้องการและไขว่คว้า
….แล้วถ้าเป็นสุขที่ถาวร ไฉนเลยจะไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ

…เมื่อเรามาเรียนธรรมะ…และได้รู้ว่า พระนิพพาน คือ อมตะสุข เป็นสุขที่ถาวร
ทุกคนจึงตั้งจิตปรารถนาที่จะไปให้ถึงจุดๆ นั้น
......

......
แต่ทว่า…เพราะความเคยชินที่ติดตามมา …
นั่นคือ ความเคยชินกับ “วันหยุด” …
(ทำให้นึกถึงกระทู้ที่ถามเรื่อง “สันดาน” ซึ่งท่านอาจารย์ได้ตอบไว้อย่างละเอียด ใครยังไม่ได้อ่าน ก็รีบไปอ่านเสีย)
สิ่งที่ติดตามมาคือ วันเสาร์ และอาทิตย์ …เราจึงทำตัวตามสบาย ไม่ได้เร่งรีบเหมือนกับวันจันทร์-ศุกร์ ที่จะต้องกระวีกระวาดไปให้ทันเวลาทำงานทางโลก (ที่หลายๆ คนพยายามบอกตนเองว่าไม่ต้องการ…)

และทั้งๆ ที่ ทุกคนก็ทราบอยู่แก่ใจดีว่า ที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ เป็นเสมือนโรงเรียนที่มีการสอนหลักสูตรเกี่ยวกับหนทางสู่ความพ้นทุกข์ หรือเป็นสถานที่ทำงานที่มีการงานทำเพื่อสร้างหนทางสู่ พระนิพพาน
โดยเริ่มมีกิจกรรม ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ น. (ช้ากว่าที่ต้องไปทำงานทางโลกด้วยซ้ำ)
แต่หลายๆ คนก็ยังโอ้เอ้ อืดอาด..เข้าห้อง(เรียน) หรือที่ทำงานนั้นไม่ทัน ….หรือเข้าสายเป็นประจำ

...... …ฟังแล้ว ได้รับรู้ถึงความเป็นห่วงของอาจารย์ ......
(เพราะถ้าอาจารย์ต้องผ่าตัด ย่อมหมายความว่าอาจารย์จะไม่สามารถอยู่ดูแลลูกศิษย์ไปอีกนาน ท่านจึงตักเตือนพวกเราให้รู้ตัวว่ายังมีความประมาทในชีวิตอยู่อีกมาก)
ท่านคงต้องการให้พวกเราได้กลับมาสำรวจใจของตนเองว่า….
เป้าหมายของชีวิต เราต้องการอะไรมากที่สุด
และเรากำลังมีการกระทำที่จะนำชีวิตไปสู่เป้าหมายนั้นหรือไม่
และพฤติกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นั้น สวนทางกับความต้องการหรือไม่

ท่านอาจารย์จึงให้ข้อคิดว่า.........

......
...... ….ความเคยชิน ในทางไม่ดี …แก้ไขยาก
แต่ถ้า เป็น ….ความเคยชิน ในทางดี …ทำให้หายได้ยาก...
.......


.......
ฉะนั้น เรายังมีเวลา ยังไม่สายเกินไป ที่จะเริ่มทำบางสิ่งบางอย่าง ที่ได้เรียนรู้มาแล้วว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นความดี เป็นหนทางที่จะผลักดันให้ชีวิตเราเดินหน้าไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ให้รีบกระทำเสีย
......….เพราะทุกอย่างเริ่มต้นได้เสมอ ที่ปัจจุบัน…..
......

แต่ที่เราไม่คุ้น เพราะสิ่งเหล่านั้น เราทำมาเล็กน้อยมาก ถ้าจะเปรียบกับอารมณ์ ก็เป็นแค่ ปริตตารมณ์ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ไม่แรงพอที่จะขึ้นวิถีได้…

ยกตัวอย่างเช่น บางคนเรียนธรรมะมานาน และคิดว่าบัดนี้เรามีมากแล้ว แต่แท้ที่จริงสิ่งที่มีนั้นยังคงเป็นแค่ ปริตตารมณ์ …(ยิ่งตอนหลวงพ่อให้ฟังเทปการสนทนา และซักถาม เรื่องการปฏิบัติ ระหว่าง ท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ กับพระมหาแสวง โชติปาโล (ตั้งแต่สมัยอยู่ที่ศาลาโพธิลังกา)แล้ว ยิ่งเกิดความรู้สึกว่า เราแทบไม่มีความรู้อะไรเลย… เพราะขนาดท่านอาจารย์แนบ ยังออกตัวว่า พระไตรปิฎกที่มีอยู่นั้น ท่านอาจจะรู้เพียงแค่ ๑ ใน ๑๐๐ เท่านั้น …นี่ขนาดท่านได้รับการยกย่องจากทุกๆ ฝ่ายในวงการพุทธศาสนา ว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการปฏิบัติวิปัสสนา ..ยังออกปากพูดเช่นนี้…)
...... ฉะนั้น เมื่อเรายอมรับว่า ความรู้ และความดีที่เรามีอยู่นั้น เป็นเพียงแค่ปริตตารมณ์ ก็จงเร่งรีบทำให้มีกำลังมากขึ้น จนเป็น อติมหันตารมณ์ให้ได้......
(ที่ท่านอาจารย์ยกเรื่องนี้มาพูด เพราะพวกเราได้เรียนปริเฉทที่ ๓ เรื่องอารมณ์ ผ่านมาแล้ว และกำลังจะขึ้นปริเฉทที่ ๔ เรื่อง “วิถีจิต”…นับเป็นการนำเข้าสู่บทเรียนให้กับอาจารย์สง่า ได้พอดิบพอดี)

และเมื่อความดีที่ทำนั้นเป็นอติมหันตารมณ์บ่อยๆ เข้า ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า…
...... ความเคยชิน ในสิ่งดี ที่เรามีนั้น ย่อมทำให้หายได้ยาก......
......


(มีต่อ)
..........

โดย วยุรี [3 ก.ย. 2545 , 06:58:46 น.] ( IP = 203.113.38.9 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

แบบว่าน้องถ้วยก็เห็นแก่นอนทุกที เลยเข้าสายประจำ

จะพยายามเห็นแก่เรียนให้มากขึ้นเจ้าค่ะ

โดย น้องถ้วย [4 ก.ย. 2545 , 23:46:30 น.] ( IP = 203.107.138.40 : : )


  สลักธรรม 12


มาดูน้องถ้วยตอบค่ะ..เห็นว่าตอบแบบ..ขี้เกียจ...

ฟ้องหลวงพ่อนะถ้าไม่ปรับปรุงละก้อๆๆๆเอิ๊กๆๆ..

โดย น้องแก้ว [5 ก.ย. 2545 , 20:53:46 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.159.40 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org