มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ ตอนแรงกระตุ้นใจ




หวังให้เจ้าเข้าใจในความรัก หวังให้เจ้าประจักษ์ในความหวัง
หวังให้เจ้าเข้าใจในพลัง ประดุจดังเพิ่มสติและปัญญา


กฏแห่งกรรมเป็นของมีจริง จึงบอกว่ากฎเกณฑ์อย่าไปตั้งมาก แต่ต้องคำนึงถึงกฎกรรมให้มากๆ กฎแห่งกรรมไม่ได้เป็นแต่เพียงคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักธรรมชาติด้วย เรื่องกรรมไม่ได้เป็นของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้เรื่องกรรมก่อน และวางไว้เป็นแกนของศาสนา ธรรมชาติทั้งหลายขึ้นอยู่กับกฎของกรรมทั้งสิ้น กรรมพีชะ เป็นต้น เป็นหลักของธรรมชาติ เป็นหลักของเหตุผล และหลักของกิริยาและปฏิกิริยา

หลักของเหตุผล ปลูกมะม่วงได้ผลเป็นมะม่วง หลักของกิริยาอาการและปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น ขยันรดน้ำใส่ปุ๋ยพรวนดิน มะม่วงออกมาพันธุ์ดี ปฏิกิริยาตอบสนองของกรรม ตอนนี้ก็รู้สึกว่า รับได้ทนได้ แต่ถ้าไปที่ทำงานมีคน บอกว่าไปตัดผมแล้วมาบ้ากว่าเดิม จะทำได้ไหม จะตอบว่า “เหรอ” แล้วคิดอภัย ให้โอกาส ไม่มีทางใช่ไหม เช่นนี้จะเห็นว่าเป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิต

กฎของกรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่คำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่เป็นหลักธรรมชาติด้วย
“กรรม” เป็นคำสันสกฤษ ถ้า “กัมมะ” เป็นภาษาบาลี ตามศัพท์ แปลว่า การกระทำ หมายถึง การเคลื่อนไหวเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ในความหมายกว้างๆ
กรรม หมายถึง ผลรวมของ 1. แรงกระตุ้นใจ 2. เจตนา 3. การเคลื่อนไหว สามอย่างนี้รวมกันจึงเรียกว่ากรรม เช่น กำลังหิวๆ อาหารหอมๆ โชยมา เป็นแรงกระตุ้นใจให้เกิดเจตนา กิเลสอยากกินด้วยอารมณ์ภายนอก

โดย ทวีพร พันธุ์พาณิชย์ [4 ก.ย. 2545 , 14:29:05 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เครื่องมือของกรรม หรือเรียกว่า ทวาร คนเรากระทำกรรมได้ 3 ทาง คือ
1. การเคลื่อนไหวใจ หรือ ความคิด เรียกว่า มโนกรรม ใจไม่ได้เป็นเอกัคคตา ไม่ได้เป็นสมาธิแล้ว
2. การเคลื่อนไหวปาก คือ การพูด เรียกว่า วจีกรรม
3. การเคลื่อนไหวกาย คือ การกระทำ เรียกว่า กายกรรม

คนเราตลอดเวลาที่ตื่น พูดได้เลยว่า ย่อมกระทำกรรมอยู่เสมอ ไม่เว้นไม่ว่างจากกรรม
เลย ถ้าไม่คิดก็พูด ถ้าไม่พูดก็ทำ บางทีก็ทำพร้อมกันทั้งสามทาง


องค์ประกอบของกรรมที่สมบูรณ์ต้ององค์ประกอบ 3 ประการ
1. แรงกระตุ้นใจ
เช่น โลภ โกรธ หลง เป็น ฝ่ายชั่วส่วนฝ่ายดีก็ เช่น จาคะ กรุณา ปัญญา ฝ่ายชั่วเรียกว่า กิเลส ฝ่ายดีเรียกว่า ธรรม เมื่อกิเลสหรือคุณธรรมเกิดขึ้น ใจจะมีพลังงานล้นเหลือ พลังงานนี้จะกระตุ้นให้เกิดองค์ประกอบที่ 2 ขึ้นมา คือ เจตนา

2. เจตนา คือ ความมุ่งไป ถ้าไม่มีแรงกระตุ้น เจตนาก็ไม่เกิด ฉะนั้นแรงกระตุ้นมีตลอดเวลา ดี ชั่ว ดี ชั่ว มากน้อย มากน้อย ก็ทำให้เกิดพฤติกรรมมากน้อย แต่ว่างจากการกระทำไม่มี จิตว่างจึงไม่มี เช่น เราถูกยุงกัด แต่เราตั้งใจไม่ฆ่าสัตว์ แต่ก็ต้องสะบัดนิดๆ หรือเวลาหิว แต่ยังไม่ถึงเวลากิน เราก็กลืนน้ำลายไปก่อน เจตนาหรือความตั้งใจ เจตนาหรือความจงใจ เจตนาหรือความปักใจ ทำอย่างที่มีแผน มีจุดประสงค์ด้วยเป็นลูกโซ่กัน เมื่อมีความตั้งใจแล้ว ก็ทำให้เกิดองค์ประกอบที่ 3 ขึ้นมา เป็นลูกโซ่คล้องกันเลย ไม่รู้อันไหนมาก่อน

เหมือนเอาหนังสติ๊กมาวงหนึ่ง ถามว่า เริ่มต้นตรงไหน ไม่ทราบ แต่ในความจริงต้องมีที่เริ่มต้นแน่ คือแรงกระตุ้นใจ ทำให้เกิดเจตนา เจตนาทำให้เกิดกรรม หรือเรียกว่าการเคลื่อนไหว กาย วาจา หรือใจ เจตนาเกิดขึ้นแล้วก็ผลักดันให้ไหวกาย ไหววาจา ไหวใจ ตามแรงกระตุ้นกิเลสหรือธรรมนั้น เรื่องนี้เป็นสัพพัญญุตาญาณ เกินที่ตาเรา จะเห็น เรียนไปวันนี้ ไม่มีทางเห็นกรรมหรอก เข้าใจกรรมแต่ไม่รู้จักกรรม ไม่รู้จริงเรื่องกรรม เช่นขณะนี้ร่างกายไม่สบาย เจ็บป่วย รู้ว่าเป็นผลของการเบียดเบียนสัตว์ไว้ ถ้าเป็นตอนนี้ ถามว่าเป็นผลมาจากกรรมที่ทำไว้เมื่อไหร่ รู้ว่าอดีตชาติไหน ก็ไม่รู้ ซึ่งต่างจากพระพุทธเจ้า เช่น เมื่อตอนที่ทรงกระหายให้พระอานนท์ไปตักน้ำ มีอุปสรรค ท่านรู้เลยว่าเป็นเพราะท่านเคยไปดึงโคไม่ให้กินน้ำรู้ได้เพราะสัพพัญญุตญาณอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เรื่องกรรมนี่เกินวิสัยเราที่จะไปรู้อย่างนั้น แต่ไม่ยากสำหรับการเรียนและประพฤติกรรมให้ดี เพราะเราไม่มีทางเห็นหน้าตากรรมได้ หรือเราใส่บาตร รู้ว่าต้องเป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง รู้ไหมว่าจะให้ผลเราเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าอนาคต ตอบอย่างนี้กำปั้นทุบดิน แต่พระพุทธเจ้าท่านทราบ เช่น จากข่ายพระญานท่านรู้ว่าสัตว์โลกใดโปรดได้ พระองค์เห็นกรรมว่าสุกงอม เดินเข้าไปแป๊บเดียว ไม่สุ่มเหมือนพวกเรา ไปไหนก็มีผู้ดวงตาเห็นธรรม


ฉะนั้น กรรมเป็นเรื่องเกินวิสัยที่เราปุถุชนธรรมดาจะรู้ได้ นี่คือความโชคดีเหนือความโชคดี เงินเท่าไหร่ซื้อความโชคดีนี้ไม่ได้ มีเงินซื้อความเป็นคนชาติหน้าไม่ได้ เพราะคนเกิดได้จากการมีศีลมีธรรม ฉะนั้นโชคหลายชั้น อย่าไปแสวงหาโชคอื่นใดอีก มานั่งคำนึงตรงนี้นะ ที่ไปชอบอะไรกันนี่น่ะคือชอบสังสารวัฏฏ์ชัดชัดเลย

โดย ทวีพร [4 ก.ย. 2545 , 14:29:56 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 2

1. ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นได้ยาก
2. ได้มีชีวิตยังอยู่ในวันนี้ เป็นของที่มีได้ยากที่สุด
3. อยู่ในพระพุทธศาสนา
4. ได้ฟังธรรมของพระองค์


ทั้งสี่ข้อนี้เราขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไหม นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่เลยเรื่องกรรม สิ่งยากที่สุดเป็นท่าน
ผู้กรุณาได้เอามาทำให้ง่าย เรื่องกรรมนี้เหมือนใบไม้ในป่า เราเดินไปเถอะไม่มีทางเจอหรอก ที่บอกว่าเอามากำมือเดียวนี่แหละ เอามาสอนให้เราเลือกทำ กรรมดี กรรมชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ทำอันนี้ไป แต่ใบไม้ในป่า พระตถาคตบอกว่า เราไม่สอน เพราะสอนยังไงเธอก็ไม่รู้ ท่องบุญกิริยาวัตถุ ท่องอกุศลกรรมบถได้ เช่นปวดท้องเกี่ยวกับทำให้สัตว์เจ็บป่วย เป็นนักมวยต่อยท้อง เป็นบาปมาจากชาติไหน ไม่มีทางรู้ แต่พระองค์ผู้การุณย์รู้ก่อน แล้วรู้ว่าเกิน ตอนที่พระองค์ตรัสรู้พระองค์รู้ตรงนี้แตกฉานไปหมด รำพึงว่าจะมีใครหนอที่รับได้ ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วจะไม่มีผู้ปฏิบัติตาม รู้ตามก็เลยพิจารณาบัว 4 เหล่า เพราะมันยากเกินวิสัย ต้องอาศัยสัพพัญญุตาญาณเท่านั้นเอง จึงทรงสอนให้แนว ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ บอกเหตุ บอกผล เพื่อทำลายอวิชชาโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิด ฉะนั้น นี่แหละบุญ ลาภ ต่อให้ได้พระมหาลาภสักกรุหนึ่งก็ไม่เท่าซาบซึ้งในรสพระธรรมที่เราเข้าใจ

นักเรียน นักปฏิบัติที่มีศรัทธาทั้งหลาย หยุดแสวงหาวัตถุเสียเถิด มาวัดใจดีกว่าว่าเราดีขึ้นหรือยัง รันทดใจเวทนาใจ แต่ช่วยใครไม่ได้ เพราะสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ไม่มีอะไร
หรอกลูก บางคนบอกว่ายังไม่ใช่เหตุ 4 ยิงไม่เข้า แล้วเกิดมาเพื่อยิงไม่เข้าหรือ ตั้งคำถามกลับไป
ต้องการอยู่กับการยิงไม่เข้าหรือ พอยิงไม่เข้า คราวนี้คายไม่ออก คายออกยากเลยเป็นอุปาทาน
แล้ว ฉะนั้นอย่าทำอะไรให้คายไม่ออก อย่ามารัก อย่ามาติดบุคคล ถ้าหากมาไม่ได้ คราวนี้
จะเศร้า


ธรรมะคือคุณากร ธรรมะเป็นที่พึ่งที่สุด ขอเป็นแค่เพียงสื่อให้ ถ้ารักและศรัทธาจริง ก็เอาธรรมะไปใช้ พระพุทธเจ้าบอกว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต รักพ่อ ศรัทธาพ่อเยี่ยงเดียวกันเดินตามทางพ่อมา แล้วเราจะเห็นกัน 2 คนพ่อลูกแหละ เราจะเดินไปสู่การเห็นที่สูงสุด คือ นิพพานํ ปรมํ สุขํ ฉะนั้น กรรมประกอบด้วย 3 เหมือนวงกลม

โดย ทวีพร [4 ก.ย. 2545 , 14:30:41 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 3

คุณภาพของกรรม กรรมแบ่งออกเป็น 3 คุณภาพ คือ
1. กุศลกรรม กรรมดี หมายถึงการกระทำ การพูด การคิดที่เกิดจากการกระตุ้นใจ ฝ่ายดี คือคุณธรรม มีความตั้งใจดี กุศลเจตนา ก่อให้เกิดผลดีให้แต่ตนเองและผู้อื่น พอเรียนมาแล้วถึงรู้ว่ากรรมเรื่องเล็ก ผู้รู้ใหญ่เหนือกรรม มองทุกอย่างเรื่องเล็ก สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นวิบาก ซึ่งเรื่องเล็กกว่ากรรมที่เราเจอไม่ใช่กรรม แต่เป็นวิบาก วิบากเป็นผล เรื่องเล็กให้ผลแล้วจบ แต่กรรมเรื่องใหญ่ ที่จะทำใหม่เรื่องใหญ่ เสวยผลเรื่องเล็ก รับวิบากได้อย่างสบายใจ เพราะยังมีโอกาสทำกรรมใหม่ได้ จะตาบอด หูหนวก ก็อย่าให้ใจเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วกัน
2. อกุศลกรรม กรรมชั่ว หมายถึงการกระทำ การพูด การคิดที่เกิดจากแรงกระตุ้นใจฝ่ายชั่ว คือกิเลส มีความตั้งใจชั่ว อกุศลเจตนา ก่อให้เกิดผลชั่วให้แต่ตนเองและผู้อื่น
3. อพยากตกรรม กรรมกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว หมายถึง การกระทำ การพูด การคิด ที่เป็น ปกติวิสัย ของกาย วาจา ใจ มีแรงกระตุ้นใจกลางๆ ไม่จัดว่าเป็นดีเป็นชั่วได้ มีเจตนากลางๆ ไม่
พอจัดว่าเป็นดีเป็นชั่วได้ มีผลกลางๆ คือ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตให้คงอยู่ กรรมส่วนใหญ่ของ
มนุษย์เป็นอพยากตกรรม เช่น อาบน้ำ จิตรู้อารมณ์ต่างๆ โดยไม่ยินดีไม่ยินร้ายใดๆ ถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะ เป็นต้น

วิปัสสนาทำลายบาปบุญ จึงทำลายสังสารวัฏฏ์ บุญก็ทำให้เกิด บาปก็ทำให้เกิด จิตใจของเราถ้าเป็นกลางตลอดไม่โน้มไปในอภิชฌาและโทมนัส ฉะนั้น อพยากตกรรมนี้ก็จะมีกำลังของมันเป็นกงจักรอีกตัวหนึ่ง ถ้าไปทำงานร่วมกับสติมา สัมปชาโณ อาตาปี คนละฟันเฟือง ต่างคนต่างทำงาน แต่เข้าล็อคกันได้ แต่ต้องเรียนให้รู้ก่อน การทำใดๆ สักแต่ว่าทำ ทำเพื่อแก้ทุกข์ เช่นกินข้าวเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ได้แก้อยาก นี่แหละมันจะละอกุศล จะละอกุศลออกไปก็เป็นวิวัฏฏะคามินี


.....ยังมีต่อค่ะ....

โดย ทวีพร [4 ก.ย. 2545 , 14:33:12 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 4


อนุโมทนาค่ะ ดีจังเลยค่ะ และจะมาอ่านต่อนะคะ
เพิ่งจะเห็นตัวอย่างของอพยากตกรรมก็คราวนี้เอง

โดย หมออุ๊ [4 ก.ย. 2545 , 15:00:06 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาค่ะ แต่จะคอยติดตามตอนต่อไป ไม่พลาดเด็ดขาดค่ะ

โดย เล็ก [4 ก.ย. 2545 , 15:31:40 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 6

. อนุโมทนาสาธุกับผู้ทำจัดทำค่ะ....ป้าหอม......

โดย ป้าหอม [4 ก.ย. 2545 , 16:10:37 น.] ( IP = 203.107.149.106 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาค่ะ จะคอยอ่านตอนต่อไปนะค่ะ

โดย ป้าจ๋า [4 ก.ย. 2545 , 20:33:19 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.158.207 )


  สลักธรรม 8

ดีมากค่ะ ได้ความรุ้เกี่ยวกับกรรม วิบากกรรม ขออนุโมทนาด้วยน่ะค่ะ

โดย nat [4 ก.ย. 2545 , 20:35:39 น.] ( IP = 203.113.50.138 : : )


  สลักธรรม 9

...น่าชื่นใจจังเลยค่ะที่มีธรรมมะดีดีมาถ่ายทอดให้แก่สาธุชนได้อ่านกัน เพื่อประโยชน์ทั่วไปค่ะ

ขออนุโมทนานะค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [4 ก.ย. 2545 , 21:11:16 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.155.184 )


  สลักธรรม 10

ได้อ่านธรรมะจากหลวงพ่ออีกแล้ว... ดีใจและชื่นใจมากค่ะ
อนุโมทนาสาธุกับคุณทวีพรที่สุดเลยค่ะ

โดย ธัญธร [4 ก.ย. 2545 , 21:43:16 น.] ( IP = 203.146.53.227 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org