มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถามจากห้องเสือพิทักษ์ ....ต้องการพ้นทุกข์




ผู้มาใหม่ : ต้องการไม่เกิด และได้ทราบว่า ถ้าแนวทางปฏิบัติถูกกับจริต ก็จะเป็นประโยชน์ในการพ้นจากสังสารวัฏฏ์ได้ และต้องเริ่มต้นให้ได้?

หลวงพ่อ : ทำไมถึงอยากไม่เกิด ต้องรู้ก่อนว่า ผู้ที่ตั้งเป้าหมายอยากไม่เกิดจะต้องรู้ว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ ต้องยอมรับสภาพว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ จึงต้องตั้งเป้าหมายว่าไม่เกิด ถ้าไม่รู้ว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ ถึงไปตั้งเป้าหมาย พอไปเจอสุขเข้าเกิดอยากเกิดแล้ว

ฉะนั้นต้องเป็นคนที่รู้จักชีวิต ว่าชีวิตที่แท้จริงมันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่สุข แล้วทุกข์ที่กล่าวนี่คือทุกข์เพราะชีวิต ไม่ใช่ทุกข์เพราะไม่มีเงิน ไม่มีทอง กลุ้มใจ ไม่สมความปรารถนา พลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองปรารถนาและรักใคร่ สิ่งเหล่านี้ เป็นทุกข์เบ็ดเตล็ด มีมาก็หาย เช่น ปวดฟันไปหาหมอก็หาย ไม่มีเงินสิ้นเดือนมีเงินก็หาย หนาวใส่เสื้อก็หายทุกข์ เช่นนี้เรียกทุกข์เบ็ดเตล็ด แต่ทุกข์ที่ไม่มีการรักษาหายเลย ก็คือการเกิด เพราะการเกิดของชีวิตแต่ละชีวิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ที่บอกมาทั้งหมด เช่น ปวดฟัน ปวดใจ ปัญหาจิปาถะที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
..........นั่งนานๆ ปวด เปลี่ยนมากี่อิริยาบถแล้ว นับไม่ถ้วนตั้งแต่เกิด แก้ไขอิริยาบถมาเท่าไหร่? กินมากี่มื้อ? เคยมีคำว่าถาวรไหมกับชีวิต ล้างหน้าควักขี้ตา แปรงฟัน มากี่หนแล้ว เราชำระสิ่งที่ไม่ต้องการ สิ่งที่ไม่ต้องการมาจนตราบเท่าตายก็แก้ไขไปในอิริยาบถ ทุกอย่างเกิดเพราะมีชีวิต

ฉะนั้นชีวิตเป็นทุกข์ อำนาจที่เกิดจากปัญญา สุตามยปัญญา ปํญญาที่เกิดจากการฟัง ทำให้เป็นแรงผลักดันให้เกิดความเข้าใจว่า ชีวิตเป็นทุกข์ จึงปรารถนาไม่เกิด ไม่ใช่อยู่ดีๆ โอ๊ย! เบื่อ เศรษฐกิจ ค้าขายไม่ดี ชีวิตไม่น่าอยู่เลย รู้ทุกข์อย่างนี้แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าถูกจริต จริตมีเท่าไร ไม่รู้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าถูกหรือไม่ถูกจริต จริตมี 6 อย่างนี้ ฟังเขามา พูดตามเขา ฉะนั้น การศึกษาก็เพื่อให้รู้จักชีวิต ทุกคนต้องแก่ ต้องตาย ไม่ว่าชนชาติไหน ไม่มีใครเถียงได้ นี่คือพระปรมัตถ์ คือความจริงสุดยอด ซึ่งเกิดขึ้นมาสัพพัญญุตาญาณ ของพระบรมนาถเจ้าพระศาสดา ท่านตรัสรู้แล้ว ก็เอาสิ่งที่ท่านตรัสรู้นั้นมาบอก บอก 4 อย่าง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ชีวิตเป็นทุกข์แท้จริงแต่ไม่มีผู้รู้ นึกว่าชีวิตสบาย ถ้าฉันเหมือนคนนั้นคงดี ดีที่ไหน ดีไม่เที่ยง ไม่เกิดดีที่สุด ตราบใดมีความรู้ แต่มีชีวิตดีไหม ก็ได้แต่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น แต่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องกินข้าว ต้องนอน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเหมือนกัน เราดูผิวเผินว่าอย่างนี้ดีกว่า อย่างโน้นดีกว่า พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ดีเลย

โดย ทวีพร พันธุ์พาณิชย์ [9 ก.ย. 2545 , 12:51:34 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ชีวิตที่เป็นทุกข์นี้มาจากไหน มาจากเหตุที่ทำให้มีชีวิต ก็คือปัญหาได้แก่ความทะยานอยาก ความอยากได้ในกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตัณหา โลภะ ถ้าไม่ใช่ขณะปฏิบัติวิปัสสนา มีกิเลสร่วมอย่างชนิดฉกรรจ์ทีเดียว โดยที่เราไม่รู้สึกตัว ถ้าไม่เรียนเราไม่รู้ ถึงเรียนจนหง่อมบางทีก็ยังไม่รู้ ต้องยอมรับยอมรู้ จะได้ไล่กิเลสได้ จะได้พ้นทุกข์ ความพอใจของคนเราเปลี่ยนไป ไม่มีความแน่ ถ้าจิตไม่นิ่งก็ไม่มีความแน่ ถ้าไม่ยอมรับอริยสัจธรรมทั้ง 4 นี้ อย่าหวังไปพระนิพพานเลย ความไม่รู้นี่ทำให้เกิด

เพราะฉะนั้นเวลาจะไปสอนใคร ถามก่อนว่าทำไมต้องการพระนิพพาน ไม่อย่างนั้นเราเสียเวลา
.......เวลาจะมีค่า เวลานั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัญญา
...... บางคนบอกว่าเบื่อชีวิตเพราะเศรษฐกิจมันล่มจม นั่นไม่ใช่เบื่อชีวิต แท้จริงเบื่อเศรษฐกิจ เบื่อชีวิตต้องคิดถูกว่าชีวิตนั้นเหมือนกันหมด วันทั้งวันเราทำอะไร เราเปลี่ยนแปลงแก้ไขอิริยาบถเพื่อพ้นจากทุกข์ ทุกข์เป็นผลมาจากการมีชีวิต สิ่งที่ทำให้มีชีวิตก็คือตัณหา มี 3 ทั้ง 3 นี้องค์ธรรมคือโลภะ ความต้องการ ความยินดี ความอยากที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด เราไม่ได้ละจึงเกิดอยู่ เหมือนห้ามมะม่วงไม่ให้ออกผลไม่ได้ แต่ห้ามไม่ให้มีต้นมะม่วงได้ไหม ได้ คือ ห้ามเหตุได้
.......ต้องสอนอย่างนี้ ว่าที่ปรารถนา เขาปรารถนาตรงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าอยากได้พระนิพพาน
ก็สอนเลยว่า รูป นาม กาย เวทนา จิต ธรรม ไปเลยไม่ได้ประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านสัพพัญญุตา
ท่านยังมองข้ามพวกเราไปเลย เพราะโปรดไม่ได้เราถูกมองข้ามมาแล้วจะไปสอนแทนพระพุทธเจ้า
เสียเวลา
.......เราต้องศึกษาให้รู้ก่อน อย่าเป็นพระอาจารย์ใบลานเปล่า สอนได้แต่ทำไม่ได้..น่าเกลียด!


นิโรธหรือนิพพานต่างแค่ชื่อ คือความสิ้นสุดทุกข์ มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครทำให้แจ้ง ผู้ที่จะทำให้แจ้งได้ ต้องเป็นผู้ที่สามารถฝึกได้ สอนได้ กิเลสตัณหาเหมือนน้ำในขัน มันต้องหมดได้ด้วยการเทออกบ่อยๆ ให้ค่อยๆ หมดไป หลีก ละ ลด เลิก ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานทำไม่ได้

........ เรารู้ว่ากิเลสอยู่ที่อารมณ์ เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นจึงต้องมีวิปัสสนา ฉะนั้น หลีก จากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง ลด จากการทำด้วยความอยากสมาทำเพื่อแก้ไขทุกข์ ละ เอาชีวิตที่เคยคลุกคลีกับหมู่คณะไม่สันโดษมาเป็นผู้หัดถ่ายเทบ้าง ถึงจะเลิกได้ เลิกพันธนาการตัวเองไว้ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส


โดย ทวีพร [9 ก.ย. 2545 , 12:53:21 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

ดังนั้น ขอให้มีเป้าหมายที่จะไปให้ถึงพระนิพพาน หนทางข้างหน้าอย่างไรก็สั้นกว่าที่เดินมาแล้ว เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เรียน ไม่ศึกษาชีวิต ไม่สร้างปัญญา ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

....... ลองหลับตาให้สนิท ความมืดเป็นอย่างไร นั่นคือหนทางชีวิตที่ไม่รู้ว่าสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทุกข์มีอยู่เท่าความมืดนั่นเอง
......ฉะนั้น พระนิพพานมีอยู่ต้องทำให้แจ้ง หลีก ละ ลด แล้ว เลิก เรื่องทุจริตไม่ทำ เหลือโลภ โกรธ หลง
ธรรมดา อยากกินอร่อยๆ ก็ด้วยเงินตนเองไม่ได้คดโกงใคร โกรธยังมีอยู่ หลงว่าอย่างนี้นสวยนะ ก็ยัง
ไม่มิจฉาทิฏฐิ ยังไม่ทำให้เราตกต่ำไปมากมาย ก็ยังสามารถดึงตัวเองมาอยู่ในกุศลเป็นผู้ฝึกได้ แต่ผู้มี
มิจฉาทิฏฐิครอบงำแล้ว ฝึกยาก

การจะไม่เกิดนั้น เป็นผลมาจากเหตุก็คือ หยุดตัณหา ทำให้หยุดชะงักสังสารวัฏฏ์ จริตมี 6 ราคะจริต โทสะจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต โมหะจริต ทุกคนมีทุกจริต แต่เรียกว่าอะไรอ่อนแก่กว่ากัน แต่ต้องพยายามดัดจริต ให้เข้าสู่สัทธาจริต และพุทธิจริตให้ได้ คือความเชื่อและความเห็นถูก ธรรมะพระพุทธเจ้าพูดแล้วทุกคนต้องยอมรับได้
]

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความเป็นจริง แล้วก็ถามตัวเองว่าเกิดมาทำไม ใคร่ครวญดู เราทำงานงกๆ เพื่ออะไร เพื่อกิน เพื่ออาศัย เพื่อแบกภาระและในที่สุดนี่หรือชีวิต พบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพรากมีอะไรบ้างชีวิต
....เมื่อเรายอมรับแล้วว่า ชีวิตเป็นทุกข์
.... เราจึงต้องศึกษาว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิด รู้เหตุแห่งการเกิดว่าคือ ตัณหา แล้วทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดก็ต้องบรรเทาตัณหา จนหมดตัณหา ทุกคน
....ทำไมถึงโกรธ เพราะมีความพอใจเก็บไว้ในสัญญา จึงตีเทียบ

นิโรธเป็นของมีจริงต้องเดินตามมรรคอันมีองค์ 8 การเรียนทำให้เกิดปัญญา ปัญญามี 3 ระดับ
สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา ทำไมต้องมี 3 ระดับ เพราะต้องเกิดขึ้นจากการฟัง
ฟังแล้วรู้ ก็รู้ว่านี่เป็นบุญของเรา ทุนของเรา ต้องทำต่อ ถ้าหยุดทำ อะไรไม่ได้ใช้มันก็เสื่อม จึงต้องฝึกฝน เพิ่มพูนปัญญา บารมีธรรม จะมาช่วยตัดสินเรื่องราวต่างๆ


โดย ทวีพร [9 ก.ย. 2545 , 12:54:05 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3



อนุโมทนากับคุณทวีพรค่ะ

...ที่มีจิตกุศลถ่ายทอดธรรมะในห้องเสือพิทักษ์ มาให้พวกเราได้ทบทวน
และผู้ที่อยู่ไกล ไม่สามารถมาฟัง ...ก็จะได้ไม่เสียโอกาส
เป็นการสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดกับทุกๆ คน

ขอบคุณมากๆ ค่ะ

โดย วยุรี [10 ก.ย. 2545 , 07:44:34 น.] ( IP = 203.113.39.9 : : )


  สลักธรรม 4


อนุโมทนาค่ะ อ.ทวีพร และทีมงาน

โดย หมออุ๊ [10 ก.ย. 2545 , 12:29:05 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาค่ะ
ดีใจจังที่มีน้องน่ารักแบบนี้

โดย พี่ดาค่ะ [17 ก.ย. 2545 , 21:24:11 น.] ( IP = 158.108.12.108 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org