มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถามจากห้องเสือพิทักษ์ ...(2)




ถาม “สติ ปัญญา ศรัทธา อะไรเป็นใหญ่”

ตอบ ที่จริงมี 5 ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธาสำคัญที่สุด ถ้าเผื่อไม่มีศรัทธา เสียแล้ว ศีลก็ถือไม่ได้ แล้วก็ต้องเป็นศรัทธา 4 นะ ศรัทธาเชื่อเรื่องกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว


กรรม....กุศลกายกรรม กุศลวจีกรรม กุศลมโนกรรม อกุศลกายกรรม อกุศลวจีกรรม อกุศลมโนกรรม ใครทำใครได้ เช่น ฆ่าสัตว์ ได้ผล 9 ประการ ทำทานด้วยเจตนากุศลมีผล 11 ประการ
ศรัทธาว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน ใครจะไปช่วยใคร เก่งเกินกรรมไม่ได้ อุดหนุนช่วยเหลือกันได้ แต่เจ็บตายแทนกันไม่ได้ ทุกคนทำกรรมมาต้องได้รับกรรมของเขาไป คนเราไม่เหมือนกันเลย เพราะมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และศรัทธาในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์สอนพระปรมัตถ์ ทนทานต่อการพิสูจน์

ศรัทธาทั้ง 4 นี้ เป็นฐาน เมื่อมีศรัทธาแล้ว เชื่อเรื่องกรรม ศีล จึงรักษาได้ ทำลายอกุศลกรรมบถ 10 ได้ แต่ศีลเรายังไม่บริสุทธิ์ พระโสดาบันเท่านั้นที่ศีลบริสุทธิ์ ....
เมื่อรู้อย่างนี้ทำตนเป็นผู้ที่ศีลไม่ด่างพร้อย ไม่ปะ ไม่ผุ กำลังหล่อหลอมให้ใสขึ้น สะอาดขึ้น ยังมีผิดศีลบ้าง
ส่อเสียด เพ้อเจ้อต่างๆ ศีลไม่บริสุทธิ์ แต่มีโอกาสบริสุทธิ์ เข้าวิปัสสนาสิ ทำกรรมฐานสิ

โดย ทวีพร พันธุ์พาณิชย์ [16 ก.ย. 2545 , 10:50:42 น.] ( IP = 203.149.32.100 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

มีศรัทธาแล้ววิริยะตามมา เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา ...
....เพียรละบาปอย่าให้เกิดขึ้นนะ
....เพียรระวังบาปที่เคยเกิดขึ้นแล้วอย่าให้เกิดขึ้นนะ
....เพียรสร้างบุญใดที่ยังไม่เคยทำก็สร้างขึ้นมาแล้ว
....เพียรรักษาบุญนั้นไม่ให้เสื่อมไป
คือ วิริยะในสัมมัปปทาน 4 ในความวิริยะนั้นต้องมีสติ ความระลึกรู้สึกตัว ถ้าขาดสติเรียกคนบ้า สติทุกวันนี้เรามีนิดเดียวเอง มีไว้กันบ้า

....รู้รอบกับสิ่งรอบตัว แต่ใช้ชีวิตรอบรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับตน อะไรควรทำอะไรควรละ กำไรชีวิต ไม่มีสติ ปัญญาเกิดไม่ได้ แต่สติเกิดขึ้นเองโดยไม่มีปัญญาได้

...สติเป็นฐานให้กับปัญญา สมาธิคือ ความสงบ จิตเป็นเอกัคคตาเป็นหนึ่ง เพื่อกันความฟุ้งซ่าน และปัญญาอันดับสุดท้ายคือจะมีชาติสุดท้ายได้ด้วยปัญญา

...สติทำให้วิริยะกับสมาธิสมดุลย์กัน วิริยะไม่มากเกินไป สมาธิไม่แรงเกินไป วิริยะในเอกัคคตา คือ ขณิกสมาธิ ทั้ง 5 จึงสำคัญทั้งหมด รวมเรียกว่า อินทรีย์ 5

ชีวิตนั้นสั้นนัก เราหยุดพักในสังสารวัฏฏ์กันมานานแล้ว มาเข้าแถวเดินตามมรรค ปักหลักด้วยสติ ดำริด้วยปัญญา ใฝ่หาแต่กุศล ฝึกจิตให้มั่นคง เพื่อธงชัยแห่งพระนิพพาน

....ไม่มีใครทำอะไรไม่สำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทำดีนานๆ ถึงจะได้ดี และไม่มีความหวังอะไรไม่สมหวัง ... ถ้าเผื่อมีความเพียร แต่ความหวังที่ปราศจากความเพียร หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลย ไม่ผิดหวังเลย คนเราอาจจะเก่งเกินกัน แต่ไม่เก่งเกินกรรม

.....อะไรไม่สำคัญกว่า สติมา สัมปชาโณ อาตาปี เพราะว่าล้อทองทั้งสามจะครอบครองพรหมจรรย์ ให้ชีวิตผู้นั้นหมดอันตราย หมดความฉิบหายในสังสารวัฏฏ์ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่รวมกันเป็นเอกสามัคคี หรือเรียกว่า มรรคอันมีองค์ 8 นั่นเอง

....วิปัสสนากรรมฐาน นี่แหละหนทางพ้นทุกข์แล้วเข้ากับทุกจริต

ราคะจริต คู่กับ สัทธาจริต
โทสะจริต คู่กับ พุทธจริต
วิตกจริต คู่กับ โมหะจริต


โดย ทวีพร [16 ก.ย. 2545 , 11:01:11 น.] ( IP = 203.149.32.100 : : )


  สลักธรรม 2

คนมีราคะจริต คือ โลภะ เป็นคนพอใจง่าย ชอบของประณีต ชอบสวยชอบงาม ซึ่งทุกคนก็ชอบ มีราคะทุกคน แต่บางคนมีมากเช่นแต่งตัวต้องเนี๊ยบ ชอบอาหารรสอร่อยอย่างเดียวก็กิน เดินปลายเท้าจิกลง

คนโทสะจริต โกรธง่าย กับข้าวหลายอย่างแต่มีไม่อร่อยอยู่อย่างหนึ่งก็ไม่กินแล้ว อารมณ์ดีมาทั้งวัน พอ
พูดแสลงหูคำเดียว ความดีลืมหมด โกรธ หงุดหงิดแม้กระทั่งตนเอง แต่พวกนี้เข้าสู่พุทธจริตได้ง่าย คือจริตที่เข้าสู่ความเป็นผู้รู้ เพราะโทสะจริตจะเบื่อง่าย เบื่อจำเจ แต่งตัวพอดูได้ไปแล้ว รีบร้อน พวกนี้ถ้าดูทุกข์เห็นทุกข์แล้วเบื่อสังสารวัฏฏ์ได้ง่าย

วิตกจริต พวกที่ต้องมีความสนุกนำหน้า ไม่ชอบเงียบๆ เข้ากับโมหะจริต ดนตรีจบ พูดจบก็หลับ

ทุกคนมีทั้ง 6 จริต แต่ว่าอะไรจะโด่งกว่ากัน แล้วนำปัญญามาดัดจริตที่ไม่ดี เพื่อเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน

คนเราทำไมถึงยังเวียนว่ายตายเกิด เพราะยังมีตัณหาอยู่ ตัณหามันมีที่ออกที่เข้าอยู่ 6 ที่ คือที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ...
แล้วเราโง่ คือ วิปลาสอยู่ 4 คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส

วิปัสสนา ใช้ความรู้สึก ทางตา ตามีไว้กระทบรูปเกิดการเห็น ทางหู หูมีไว้กระทบเสียง เกิดการได้ยิน ทางจมูก จมูกมีไว้กระทบกลิ่น เกิดการรู้กลิ่น ทางลิ้น ไปกระทบรสต่างๆ เกิดการรู้รส ทางกาย ไปกระทบกับอ่อนแข็ง จึงรู้สึก
ทางใจ ไปกระทบกับธรรมารมณ์ (อารมณ์ต่างๆ) ก็รู้อารมณ์ นี่คือพื้นฐาน

แต่เวลาปฏิบัติ ....ทางตาไปกระทบรูป เช่น ดอกบัว จึงเห็น เราหลงว่าเราเห็น แท้จริงจิตเป็นผู้เห็น จิตเป็นนามเพราะฉะนั้น นามเห็น
การที่เราโง่หลงว่าเราเห็น เราจึงชอบ เราจึงชัง ชอบเป็นโลภะ ชังเป็นโทสะ ทั้งสองเป็นกิเลส กิเลสเข้าทางตา เพราะคิดว่าเราเห็น...แท้จริงนามเห็น นามเป็นปรมัตถ์ เป็นความจริง

เสียง ความสั่นสะเทือนของอากาสเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม เราโง่หลงว่าเราเป็นผู้ได้ยิน เราจึงสุข เราจึงทุกข์ จึงชอบ จึงชัง จึงต้องสกัดโลภะ โทสะไว้ด้วยการกำหนดนามได้ยิน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ธรรมจักรกำลังหมุนอยู่ มีผู้รู้ย่อมมีมากาย ในขณะเดียวกัน ธรรมจักรที่หมุนอยู่ และผู้รู้นั้นหมุนตาม ย่อมไปสู่สุคติสวรรคโลก และนิพพาน ในขณะมีธรรมจักรหมุนอยู่ แต่มีผู้นอนขวางย่อมประหารชีวิตลงอเวจี “ท่านเตือนว่าถ้าเผื่อเราได้เจอนักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้รู้กว่า ผู้สูงกว่าด้วยภูมิธรรมและกำลังไขข้อข้องใจในวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากความเป็นผู้เคารพธรรมจะได้บุญแล้ว ผู้ที่เคารพธรรมอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์นั้นได้บุญสูงกว่า จะเป็นบุพเพกตบุญญตา ให้เรามีโอกาสเกิดในชมพูทวีปที่ที่มีพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเพื่อผู้ใดหลับอยู่ในท่ามกลางธรรมจักร ผู้นั้นจะอยู่ในกงจักรแห่งชีวิตก็คือสังสารวัฏฏ์เนิ่นนาน กว่าตัวเองด้วย

ฉันนี่แหละทำให้เนิ่นช้าในสังสารวัฏฏ์ เพราะมีฉัน และมีของของฉัน อยากไม่มีสังสารวัฏฏ์ ต้องสกัดด้วยนามเห็น นามได้ยิน หยุดสังสารวัฏฏ์ได้ในขณะนั้นๆ

จมูกมีไว้ดมกลิ่น เช่นน้ำมันก๊าด เหม็น จมูกมีฆานประสาทรับรู้ น้ำมันก๊าดเหม็น เราคิดว่าเราเหม็น ถ้าเราไม่ดม เราก็ไม่เหม็น แต่น้ำมันก๊าดก็ยังเหม็นอยู่ แท้จริงรูปนั้นเหม็นจึงกำหนดรูปเหม็นเพราะความเป็นจริงอยู่ที่รูปนั้น

ลิ้นมีชิวหาประสาท รู้รส เปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ดจืด เราไม่เอามาแตะลิ้นมันก็มีรสของมันอยู่ เราเอามาใส่ปาก แล้วหลงว่าเราเปรี้ยว เราเค็ม อย่างนั้นโง่แท้จริงรูปเปรี้ยวรูปเค็ม จึงต้องกำหนดรูปรส ไม่ใช่นามรู้สึก

ไม่รู้อย่างนี้ปฏิบัติไม่ได้ ไม่รู้ว่าชีวิตเป็นทุกข์พ้นทุกข์ไม่ได้ ถึงจะเบื่อชีวิตแค่ไหนไม่ยอมรับว่าชีวิตเป็นทุกข์จริง ไม่มีพ้นทุกข์ ฉะนั้นวิปัสสนาจึงต้องเข้าไปดูทุกข์

กาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เป็นรูป นั่งพิงเบาะ เราหลงว่าเรานิ่ม แท้ที่จริง เบาะซึ่งเป็นรูปนั้นนิ่ม

ริเริ่มสร้างสรรค์ ส่งเสริมตัวเอง ด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่มีอะไรเกินความสามารถ ถ้าเผื่อเกินความสามารถ เราไม่ได้ทำงานนี้ไว้มันถึงติดขัด คิดแก้ไขเปลี่ยนงานอื่น ดูงานอื่น... ถ้าจุดนี้ยังไม่ได้ อย่ากลุ้มไปแก้ไขจุดอื่นก่อน แล้วศึกษาให้ทั่ว รู้รอบ งานทางโลกรู้ให้รอบ ทันสมัย แต่มีเวลาส่วนตัว ......รอบรู้ ว่าเรานั่งอยู่หรือ รูปนั่ง ...เอารู้รอบเลี้ยงครอบครัว และชีวิตตนได้ทำบุญ เอารอบรู้...ไว้ทำตนพ้นทุกข์

ทางใจ รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง มีจริง กำหนดนามรู้สึก...

นี่แหละวิปัสสนากรรมฐาน ทำลายโง่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะที่ปฏิบัติอยู่ ตัณหาลวงล่อไม่ได้เลย เพราะปัญญามาเป็นกับดักแล้วคอยจี้คอยปล้นตัณหา สติมาเฝ้าแล้วอุดรอยรั่ว ปัญญามาวิดน้ำแล้ว ก็เหมือนเรือลำนึงมีรูรั่ว 6 สติเหมือนชั้นอุดไว้ ปัญญาพายไปด้วย วิดน้ำเก่าไปด้วย น้ำใหม่ไม่เข้า น้ำเก่าออก เรือเบา วิริยะ อาตาปี วิ่งฉิว ท่าเรือพระนิพพาน ขึ้นท่าแน่

มีคนบอกว่า เบื่ออยากตาย ไม่อยากเกิดแล้ว ก่อนจะแนะนำวิปัสสนา ต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า ทำไม ไม่อยากเกิด ...
เช่น ชีวิตมันจน ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ก็หาก่อนว่า จนเพราะไม่มี หรือจนเพราะไม่พอ
จนเพราะไม่มีแต่ขยันช่วยไป
จนเพราะไม่มีแต่เกียจคร้านช่วยไม่ได้
จนเพราะไม่พอใจ ไม่ต้องช่วยเลย ...มี 3 ระดับ

คำถามมี 3 แบบ คำถามแบบตอบทันที คำถามแบบต้องย้อนถามว่าถามทำไม และคำถามแบบไม่ต้องตอบ เช่น
....ถามว่าชาติหน้ามีไหม ตอบไปเลย มี บาปบุญมีจริงไหม มี ไม่ต้องลังเลเลย

....นั่งสมาธิแล้วเหมือนมีลูกแก้ว มียังไงเจ้าค่ะ ถามกลับว่าที่รู้สึกว่ามีอุ่นๆ เย็นๆ คนชอบไหม ถ้าเขาบอกว่าชอบ ก็ไม่ต้องแก้ เขาชอบน่ะ ก็แปลว่าเขาเล่าให้เราฟัง เราต้องอย่าโง่ จะไปแก้ให้เขาหมด บางทีเขาชอบอยู่

....แบบที่สามไม่ต้องตอบ พระพุทธเจ้ายังเฉยเลยเช่น คุณเชื่อหรือว่าคุณจะถึงพระนิพพานได้ ไม่ต้องตอบ เพราะเรารู้แล้ว พระนิพพานมี แล้วถึงยังไง ไม่ใช่ไปในวันเดียว ไม่ต้องตอบ ไม่ต้องไปอธิบายมาก ผมมั่นใจว่าผมถึงได้ แต่คนอื่นผมไม่ทราบ เพราะถ้าเรามีสติมา สัมปชาโน อาตาปี ก็ถึงได้ แต่คนอื่นไม่ทราบ นิพพานสำหรับผมมีแน่ อยู่ที่ความเพียรอยู่ที่กำลังบุญ ทุนของเราแล้วตอบแทนผู้อื่นไม่ได้ว่าเขามีแน่

....ฉะนั้นชีวิตแต่ละชีวิตไม่เหมือนกัน แต่ก็ต้องตายเหมือนกัน แล้วก็เกิดต่างกัน ในแหล่งกำเนิด 4 อย่าง ล้วนน่ากลัวและอันตรายมากในการเกิด แต่ถ้าเผื่อมีอาวุธติดตัวไป ความน่ากลัวก็น้อยลง ก็คือปัญญาเท่านั้นเอง เพราะปัญญาสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้

พระโสดาบัน เป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคงแล้ว ศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย เรียกว่าเป็นผู้มีธรรมคุ้มครองแล้ว

พระพุทธเจ้า ตรัส “ดูก่อน ท่านผู้แสวงหาสันติวรบททั้งหลาย การปลูกฝังคุณธรรมเป็นเรื่องยากในหมู่มนุษย์ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มนุษย์เป็นผู้เห็นแก่ตัว และพวกพ้อง ซึ่งไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประเภทอื่นๆ ในโลก ต่างเพียงว่า มนุษย์นั้นสามารถฝึกตนได้ อบรมตน แล้วก็พัฒนาตนให้ดีขึ้นได้”

“บุคลลผู้มีตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งโดยง่าย” ก็คือบารมีเหล่านั้นกลับมาเป็นที่พึ่ง เพราะว่าเมื่อปลูกฝังคุณธรรมไว้ในจิตใจได้อย่างมั่นคงแก่ตนเอง แก่ตระกูลของตน เห็นลูกหลานทำดี พ่อแม่อายุยืน สบายใจตายไปสุคติแน่ แล้วตายเพราะหมดอายุขัย ไม่มีกรรมตัดรอน
........

.......แด่ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ...

โดย ทวีพร [16 ก.ย. 2545 , 11:18:56 น.] ( IP = 203.149.32.100 : : )


  สลักธรรม 3

อนุโมทนาค่ะ และชื่นใจกับรสแห่งธรรมค่ะ เหมือนราวกับว่ากำลังฟังจริงๆเลย "ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญา" จึงเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตมากๆ และคำว่า สันติวรบท เป็นคำใหม่ค่ะไม่ทราบว่า อ. ทวีพร พอจะบอกได้หรือเปล่าคะว่าหมายถึงอะไร แต่อย่างไรคำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า การปลูกฝังคุณธรรมเป็นเรื่องยากในหมู่มนุษย์ ปัจจุบันนี้เห็นชัดมากๆเลยค่ะ

โดย หมออุ๊ [16 ก.ย. 2545 , 18:14:23 น.] ( IP = 202.57.176.187 : : )


  สลักธรรม 4

อนุโมทนาค่ะอ่านแล้ว
ได้ปัญญา และมีประโยชน์กับชีวิตมากเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ

โดย แป้ง [17 ก.ย. 2545 , 00:49:22 น.] ( IP = 203.113.67.102 : : )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาและขอบพระคุณพี่ทวีพรมากครับ ที่นำธรรมะดีๆมาให้ได้อ่าน

โดย เฉลิมศักดิ์ [17 ก.ย. 2545 , 04:22:48 น.] ( IP = 203.113.81.169 : : )


  สลักธรรม 6


อนุโมทนากับคุณทวีพรค่ะ

นอกจากจะช่วยทบทวนธรรมะที่หลวงพ่อสอนให้กับพวกเราแล้ว
ยังจะทำให้ผู้ที่สนใจพระอภิธรรม เกิดความรู้ความเข้าใจ ได้รับประโยชน์ไปด้วย

ขอบคุณมากค่ะ



โดย วยุรี [17 ก.ย. 2545 , 07:14:57 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนามิค่ะ
ขอบคุณที่ช่วยทบทวนและเผยแพร่ธรรมะที่หลวงพ่อเสือนำมาสอนค่ะ

สาธุ สาธุ

โดย พี่ดา [17 ก.ย. 2545 , 21:34:54 น.] ( IP = 158.108.12.108 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาค่ะ ทำให้ได้ทบทวนคำสอนของหลวงพ่อ
ชอบประโยคที่ว่า "ฉันนี่แหละทำให้เนิ่นช้าในสังสารวัฏฏ์ เพราะมีฉัน และมีของของฉัน อยากไม่มีสังสารวัฏฏ์ ต้องสกัดด้วยนามเห็น นามได้ยิน"

โดย เซิ่น [17 ก.ย. 2545 , 22:44:45 น.] ( IP = 203.146.239.53 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาค่ะ เมื่อเห็นหัวเรื่องก็รีบเข้ามาเก็บข้อมูลเลยค่ะ ได้ทบทวนในสิ่งที่เรียนกับหลวงพ่อสอนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณค่ะ

โดย พี่เล็ก [20 ก.ย. 2545 , 07:53:46 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org