มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มาช่วยกันสร้าง..กำไรชีวิต..กันเถิด




มาช่วยกันสร้าง..กำไรชีวิต..กันเถิด


เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนาขึ้นมานั้น

ทรงเน้นแนวทางสำคัญที่ต่างกับศาสนาพราหมณ์สองประการคือ


ประการแรก พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธเรื่องพระผู้สร้าง

หรือแนวคิดเรื่องมีพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นผู้สร้างโลก

สร้างมนุษย์และสร้างสรรพสัตว์ทั้งปวง


ประการที่สองพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธอย่างหนักแน่น

ในเรื่องการแบ่งชั้นมนุษย์เป็นวรรณะ


พระพุทธศาสนาเปิดกว้างให้มนุษย์ทุกรูปทุกนาม

ทุกชาติทุกตระกูลได้มีศักดิ์ศรีเสมอกัน

สามารถก้าวเข้ามาอยู่ในบริษัทสี่ของพุทธศาสนาได้ทั้งสิ้น



ลัทธิพราหมณ์เมื่อมาถึงสมัยพุทธกาลนั้น

พระผู้เป็นเจ้ายังมีอยู่องค์เดียวคือพระพรหม

เมื่อหลังพุทธกาลแล้ว.....

ศาสนาพราหมณ์จึงได้แปลงร่างเป็นศาสนาฮินดู

เพื่อต่อสู้กับพระพุทธศาสนา.......


เมื่อพระพุทธศาสนามีพระไตรสรณคมน์ หรือพระรัตนตรัยคือ

พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์


ทางฮินดูจึงสถาปนาเพิ่มพระผู้เป็นเจ้าเป็นองค์สาม

เช่นเดียวกันเรียกว่าตรีมูรติ...

ประกอบด้วยพระพรหม (ซึ่งมีอยู่เดิมแล้ว)

ยังให้ทำหน้าที่เก่าคือเป็นพระผู้สร้าง

ส่วนที่เพิ่มใหม่อีกสององค์คือ

องค์แรกคือพระวิษณุหรือพระนารายณ์

ทำหน้าที่เป็นพระผู้รักษา

และอีกองค์หนึ่งคือพระศิวะหรือพระอิศวร

ทำหน้าที่เป็นพระผู้ทำลาย




กลับมาเรื่องการประกาศพระศาสนาของพระสมณโคดม..

พระพุทธเจ้ามักทรงใช้ถ้อยคำตามลัทธิพราหมณ์

แต่มาใช้ความหมายใหม่ในถ้อยคำเดิมของพวกพราหมณ์

ถึงแม้พระพุทธองค์จะทรงปฏิเสธบทบาท

ของพระพรหมในฐานะเป็นผู้เป็นเจ้า

มีหน้าที่เป็นผู้สร้างโลกสร้างสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ตาม

แต่ทรงใช้คำว่า พรหม ของพวกพราหมณ์นี่แหละ

แต่พระพุทธองค์ทรงเปลี่ยนความหมายเสียใหม่

ซึ่งเป็นไปตามหลักของเหตุผล

อันเป็นตรรกของพระพุทธศาสนา

อย่างเช่นมีพุทธวจนะที่ว่า

บิดามารดาเป็นพรหมของบุตร



พ่อกับแม่เป็นผู้ให้กำเนิดบุตรขึ้นมา

ฉะนั้นบิดามารดาจึงเป็นพรหมที่แท้จริงของมนุษย์

และคนเราต้องมีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา

ในฐานะเป็นผู้สร้างและเลี้ยงดูเราขึ้นมา

มีหลักธรรมสำคัญอีกประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา

ที่เกี่ยวกับ พรหม คือ พรหมวิหาร

ซึ่งแปลตามตัวก็คือ วิหารหรือที่ตั้งของพรหม

หรือผู้เป็นใหญ่เป็นผู้ใหญ่นั่นเอง

หมายความว่าผู้ซึ่งจะเป็นใหญ่

ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งเป็น พรหมนั้น

ต้องตั้งมั่นอยู่ในธรรมดังกล่าว


วิหารแห่งพรหม หรือที่อยู่ของพรหมนั้น

ไม่ได้อยู่ในสวรรค์วิมานที่วิเศษพิสดารที่ไหนเลย!

ตัววิหารที่พรหมประดิษฐานอยู่นั้น

ก็อยู่ภายในตัวหรือภายในใจของผู้เป็นผู้ใหญ่นั่นเอง!

พรหมวิหาร ประกอบด้วยหลักธรรมสี่ประการคือ


เมตตา มีความปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลาย

ทั้งปวงมีความสุขกันถ้วนหน้า

ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจ ไม่เป็นผู้มีเวรต่อกัน

ไม่เป็นผู้เบียดเบียนกัน


กรุณา มีความปรารถนาให้สัตว์

ทั้งหลายทั้งปวงได้พ้นจากทุกข์


มุทิตา มีความปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

สามารถรักษาสมบัติอันได้แล้วให้ยั่งยืน

หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีความยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี


อุเบกขา มีความตระหนักว่า..

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

เป็นผู้รับผลแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว ก็ย่อมรับผลแห่งกรรมนั้น




มีคนสมัยใหม่ซึ่งเบื่อหน่ายพระพุทธศาสนา เคยมากล่าวว่า

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนรู้จักรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ไม่เหมือนทางคริสตศาสนา ซึ่งคัมภีร์ไบเบิลบันทึกไว้ว่า

พระเยซูได้พูดว่า เจ้าจงรักเพื่อนบ้านของเจ้า



แท้ที่จริงแล้วพระพุทธศาสนาในหลักธรรม พรหมวิหาร

สามารถไปไกลกว่านั้นเสียอีก!

ในภาษาไทยเรามักใช้คำคู่กันไปเลย คือเมตตากรุณา

แต่อันที่จริงแล้วทั้งสองคำนี้มีความหมายต่างกัน



เมตตาเป็นเรื่องของความรัก

หรือความปรารถนาให้ผู้อื่นทุกคนอยู่เป็นสุข

ไม่อาฆาตจองเวรกัน ไม่เบียดเบียนกัน

ปราศจากทุกข์กายทุกข์ใจ


แต่กรุณานั้น เป็นความสงสาร

อยากให้มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายพ้นจากความทุกข์


ด้วยความเมตตากรุณานี่เอง

ที่ทำให้คนไทยจิตใจอ่อนโยน ใจบุญสุนทาน

ซึ่งคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม

บางครั้งไม่สามารถที่จะเข้าใจพฤติกรรมบางประการของคนไทยได้




มีบ้านเล็กหลังหนึ่งอยู่เชิงสะพานดำรงสถิต

แถวประตูผี ทางจะข้ามไปสวนสาธารณะรมณีนาถ

เย็นลงทุกวัน บ้านนี้จะเอากล่องโฟมขนาดใหญ่

ใส่ข้าวคลุกกับเศษเนื้อเศษปลา

พร้อมทั้งอ่างน้ำสะอาดอีกอ่างหนึ่ง มาวางไว้หน้าบ้าน

มีสุนัขกลางถนนจำนวนหนึ่งได้อาศัยข้าว

และน้ำของบ้านนี้ยังมีชีวิตอยู่ได้ทุกเย็น

ครั้งหนึ่งเห็นนักท่องเที่ยวฝรั่งกลุ่มหนึ่ง

คงเป็นนักท่องเที่ยวชอบกางแผนที่

เดินดูชีวิตคนไทยตามท้องถนน

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตะลึงหยุดมุงดูสุนัขข้างถนน

กำลังกินอาหารที่บ้านนั้นจัดไว้

เชื่อได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้

ไม่มีทางเข้าใจได้ว่า ....

นี่คือผลของความเมตตากรุณาในจิตใจของคนไทย

ซึ่งมาจากหลักธรรมพรหมวิหารของพุทธศาสนานี่แหละ!


แต่พื้นฐานทางจิตใจซึ่งมีใจเมตตาสงสาร

ก็สามารถสร้างผลทางลบได้เช่นกัน

ถ้าไม่เข้าใจให้ถูกต้อง - ถูกตรง




ธรรมเรื่องพรหมวิหารนี่เองได้สร้าง

ความรู้สึกเมตตา สงสารได้ฝังรอยลึกในจิตใจของคนไทยทั่วไป!



ก่อนจะพูดถึงเรื่องความหมายของมุทิตา

มีเกร็ดมาเล่าซึ่งแสดงถึงความห่างเหินของคนยุคปัจจุบัน

กับวงการพระศาสนา


เมื่อไม่นานมานี้มีคนมา ถามว่า

มุทิตาจิตนั้นเป็นพิธีอย่างหนึ่งของพระสงฆ์

เมื่อรับพระราชทานสมณศักดิ์

ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา...หลังรับตาลปัตรพัดยศจากในวังแล้ว

ภิกษุรูปนั้นเมื่อเดินทางกลับมาถึงวัด

จะต้องเข้าพิธีมุทิตาจิตใช่หรือไม่?!


เมื่อฟังคำถามอย่างนี้แล้ว

ก็รู้สึกสลดใจในความไม่รู้ของคนไทยยุคนี้

ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา..


คงเห็นงานแสดงมุทิตาจิต

ซึ่งนิยมทำกันอยู่ในสมัยนี้

หลังพระรูปหนึ่งได้รับสมณศักดิ์ หรือเลื่อนสมณศักดิ์แล้ว

จึงคิดว่า เป็นพิธีทางสงฆ์ไปเสียเลย

แท้ที่จริงเป็นเพียงลูกศิษย์ลูกหาของพระรูปนั้น

ไปร่วมชุมนุมกัน

แสดงความยินดีที่พระรูปนั้น

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ก็เท่านั้นเอง

แทนที่จะออกบัตรเชิญหรือป่าวประกาศ

ให้ลูกศิษย์ลูกหาไปร่วมกันแสดงความยินดี

ก็ใช้ภาษาวัดว่า เป็นงานแสดงมุทิตาจิต

คนยุคนี้เลยพาลเข้าใจว่าการแสดงมุทิตาจิตเป็นพิธีสงฆ์!



มุทิตาเป็นธรรมข้อที่สามในหลักพรหมวิหารคือ

ความพลอยยินดีในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี

เมื่อสอนให้มีใจเมตตา คือประสงค์ให้ผู้อื่นมีความสุข มีใจ

กรุณา คืออยากให้คนอื่นพ้นทุกข์แล้ว

ก็ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือมีมุทิตา

คือให้เกิดความยินดีในเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีอีกด้วย




เมื่อพระพุทธองค์ทรงคิดหลักธรรมข้อหนึ่งข้อใดขึ้นแล้ว

พระองค์ทรงให้หลักธรรมนั้น

ครอบคลุมจนครบวงจรได้ทีเดียว

นอกจากเราอยากให้เพื่อนมนุษย์มีสุข และพ้นทุกข์แล้ว

ก็ต้องรู้จักมีความยินดีในเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีเสียด้วย


การแสดงความยินดีในหลักมุทิตานั้น

ไม่ใช่สักแต่จับมือแสดงความยินดี

เมื่อเห็นคนอื่นเขาได้ลาภ

หรือได้เกียรติยศชื่อเสียง

แต่ต้องทำใจให้เกิดความปีติยินดีด้วยความจริงใจ

ที่เห็นเขาประสบความสุขความเจริญด้วย


ธรรมเนื่องมุทิตานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

เพราะเป็นหลักธรรมที่สามารถกำจัดความอิจฉาริษยา

ได้อย่างชะงัดทีเดียว!



ถ้าเรามีใจเป็นมุทิตาจิตต่อผู้ที่

ประสบความเจริญรุ่งเรืองแล้ว

เราก็จะสามารถตัดความอิจฉาริษยาไปได้เลยทีเดียว!



คราวนี้ถึงธรรมข้อสุดท้ายในหลัก พรหมวิหารคือ


อุเบกขาคือ ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ

ในเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ

ธรรมข้อนี้มีความจำเป็น

เพราะบางครั้งเราจะต้องเผชิญกับสภาพความจริง

ซึ่งเราเองก็คงช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่วางใจเฉย

โดยคิดว่าเป็นเรื่องของผลแห่งกรรมที่ทำไว้

ใครทำกรรมดี ก็ได้ดี ใครทำกรรมชั่ว ก็ได้รับผลร้าย

อาการอย่างนี้คงตรงกับคำว่า ปลงตก นั่นเองครับ..


หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มักจะถูกมองข้ามผ่านไป

ด้วยคิดว่าเป็นเรื่องของวัดของพระ

หรือของคนเฒ่าคนแก่ไว้พูดจากันเท่านั้น! ..



แต่ถ้าได้หยุดคิดพิจารณาให้ดีแล้ว

จะเห็นความลุ่มลึกของพระธรรม

ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะหลักธรรมดังกล่าวสามารถยึดเป็นหลัก

เพื่อประคองชีวิตของเรา

ให้มีความสงบขึ้นได้บ้างในโลกปัจจุบัน

ซึ่งเร่าร้อนสับสนวุ่นวายเต็มทีแล้ว!



นอกจากนั้นสิ่งที่ผู้กระทำจะได้รับ

ก็คือกุศลไงครับ

กุศล มีผลให้เกิดความเจริญแก่ตนอย่างจริงแท้

และเป็น..กำไร..ชีวิตที่ไม่ยุ่งยากเลยนะครับผม


สวัสดีครับแล้วพบกันใหม่ครับผม..

โดย เณรชิต [19 ก.ย. 2545 , 09:08:34 น.] ( IP = 203.149.32.163 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ดีจัง เช้านี้ได้รับความกระจ่างสว่างไสวในเรื่องพรหมวิหาร โดยเฉพาะข้อมุทิตา และอุเบกขา มักจะมีคนเข้าใจผิดสับสนกันอยู่มาก

อนุโมทนาค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ

โดย ดาค่ะ [19 ก.ย. 2545 , 10:34:12 น.] ( IP = 158.108.12.84 : : )


  สลักธรรม 2


ขอบพระคุณค่ะพี่เณร พูดถึงพรหมที่เป็นผู้สร้างนี่ เห็นชัดเลยนะคะว่าพ่อแม่คือพรหมของลูกจริงๆ
และในเรื่องของมุทิตาจิตนี่ก็มีหลายแบบจริงๆ แต่
ที่สำคัญต้องทำใจให้เกิดความปีติยินดีด้วยความจริงใจ ที่เห็นเขาประสบความสุขความเจริญด้วย จะเห็นได้ว่ามีความสุขกลางใจจริงๆนะ ความริษยานี่ทำลายยากจริงๆนะคะ

โดย หมออุ๊ [19 ก.ย. 2545 , 11:49:17 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 3

มาอ่านต่อและขออนุโมทนาด้วยค่ะ..

โดย น้องกิ๊ฟ [19 ก.ย. 2545 , 12:11:01 น.] ( IP = 203.149.33.214 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบพระคุณท่านเณรชิตค่ะ เป็นหลักธรรมที่ควรให้มี ให้เกิดขึ้นในจิตใจเสมอ ๆ ค่ะ

โดย เซิ่น [19 ก.ย. 2545 , 23:03:39 น.] ( IP = 203.146.239.248 : : )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาค่ะ ที่ช่วยขยายความของพรหมวิหารสี่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ได้ยินกันมานานแต่มักไม่ทราบในรายละเอียดที่ถูกต้อง ขอบคุณค่ะ

โดย เล็ก [20 ก.ย. 2545 , 09:06:04 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนาท่านเณรชิตค่ะstar
ได้ความเข้าใจชัดเจนเรื่องพรหมวิหารธรรมเลยค่ะ โดยเฉพาะ อุเบกขา ซึ่งมักจะแปลว่าการวางเฉย โดยไม่ทราบหลักธรรมและเหตุผล ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นธรรมที่คู่กับมุทิตา ..ความวางเฉยเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ เพราะรู้ว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน
แค่ได้อ่านก็เป็นกำไรชีวิตแล้วค่ะ แต่ถ้าได้ปฏิบัติตามก็จะยิ่งเพิ่มกำไรให้กับชีวิตเป็นทวีคูณ
ขอบพระคุณท่านเณรชิตมากค่ะ

โดย ธัญธร [20 ก.ย. 2545 , 21:26:14 น.] ( IP = 203.146.53.224 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org