มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของจิต...(สมองไม่ใช่จิต) ตอนที่ ๕





ป. นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีความเห็นว่า ตัวจิตก็คือมันสมองนั่นเอง

-มันสมองส่วนบนมีลักษณะเป็นขดหยักๆ เรียกว่า เซอรรีบรุม (Cerebrum) มีใยประสาทมาก
สมองส่วนนี้เป็นสองซีก มีคอเทกซ์ (Cortex) อันเป็นที่ตั้งของความรู้สึกต่างๆ มีหน้าที่รวบรวมความตั้งใจ, สนใจ, ความคิดอ่าน, ความจดจำ

- มันสมองด้านหลัง เซอรเบลลัม (Cerebellum) ทำหน้าที่บังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

- มันสมองส่วนล่าง คือเมดดัลลาออบลองกาตา (Medulla oblongata) มีหน้าที่บังคับภายในร่างกาย เช่น ลำไส้ หัวใจ กระเพาะอาหาร

เหตุนี้จึงถือว่ามันสมองส่วนบนต่างหากทำหน้าที่เป็นตัวจิต เพราะถ้าเปิดกระโหลกศีรษะเอาเยื่อสีเทาออก ความจดจำทั้งหลายก็จะปลาสนาการไปสิ้น


กอลทซ์ ผู้ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่ง ได้เอาเยื่อสมองตอนนี้ของสุนัขออกหมด ปรากฏว่าสุนัขตัวนี้จำเจ้าของไม่ได้เลย
ต่อมาเขาได้เอามันสมองส่วนบนออกจากสัตว์บางชนิด มันมีชีวิตอยู่ได้หลายเดือน แต่ปราศจากความรู้สึกหลายชนิด ไม่รู้สึกเจ็บ หรือร้อนหนาวประการใด เมื่อทดลองกับสัตว์บางชนิด ถ้าไปตีหรือแทงมันเข้า มันก็ไม่ร้องทุรนทุราย ทั้งไม่มีความรู้สึกใน รส, กลิ่น, เสียง
เหตุนี้จึงเห็นได้ว่า มันสมองส่วนนี้เป็นตัวความจำตัวปัญญา และตัวรู้อารมณ์

นักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายชีววิทยาได้ทดลองกับสัตว์ต่างๆ อีกมาก มีผลสมจริง
สำหรับบุคคลนั้น มันสมองส่วนนี้ถ้าได้รับความกระทบกระเทือนหรือชำรุดลง ความจำก็สิ้นไป



…ดังนั้น จิตก็คือเซลล์ที่สร้างขึ้นในมันสมองนั่นเอง….

อนึ่ง ถ้าคุณลุงว่าไม่ใช่มันสมอง ก็คงจะเป็นอย่างอื่นที่เกี่ยวแก่พลังงาน, ความร้อน, แสง, เสียง หรือไฟฟ้า เหล่านี้ก็มีการทดลองได้ทั้งนั้น สามารถสาวไปหาเหตุที่เกิดขึ้นก็ได้ หรือสอบสวยดูก็ได้ ส่วนจิตของคนเล่าขอรับ เราจะทดลองให้รู้ได้หรือไม่ว่า จิตมันอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้ จิตก็ไม่ใช่พลังงาน, ไม่ใช่วัตถุ, ไม่ใช่แสง, เสียงหรือไฟฟ้าทดลองด้วยวิธีใดๆ ก็ไม่ได้ จะใช้กล้องจุลทัศน์ส่อง หรือใช้เอ๊กซเรย์ก็มองไม่เห็น ตัวไวรัสที่เล็กที่สุด กล้องขยายไม่สามารถส่องเห็นได้ เขาก็ยังทดลอง เช่น ย้อมสีแล้วก็รู้ได้ แต่ในเรื่องของจิตเล่า เราจะรู้จริงได้อย่างไร จากทางไหน ถ้าเช่นนั้นจิตก็เป็นอะไรไม่ได้สักอย่าง จิตก็อยู่เหนือการทดลองใดๆ ทั้งสิ้น คุณลุงจะมีหนทางทดลองด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้ทราบได้หรือไม่

ล. มนุษย์ชอบเรียนความรู้อะไรมากๆ และแปลกๆ ชอบค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ โลกของเรานี้ก็นับว่ากว้างใหญ่ไพศาลไม่น้อย แต่ยังไม่พอให้นักค้นคว้า จึงพบว่าผู้พยายามหาความรู้ต่างๆ จากโลกอื่นๆ อีกเสมอ เช่น พระอาทิตย์, พระจันทร์, ดวงดาว พอได้ข่าวมาเพียงเล็กน้อยก็หูผึ่งคอยสดับรับฟัง แล้วโจษขานกันระเบ็งเซ็งแซ่ มนุษย์ชอบเรียนรู้อะไรมากๆ ชอบวิพากษ์วิจารณ์อะไรแปลกๆ
จนถึงเวลานี้ หลานก็จะเห็นด้วยกับลุงว่า มนุษย์พากันศึกษาหาความรู้กว้างขวางพิสดารขึ้นทุกๆ วัน
มนุษย์ค้นคว้าทดลองวิชาการในแขนงต่างๆ จนนับไม่ถ้วนอย่าง มนุษย์พากันหลงเพ้อคลั่งในวัตถุมากหลายที่ตัวเองได้คิดประดิษฐ์ไว้อย่างถอนไม่ขึ้น มนุษย์พากันคิดประดิษฐ์วัตถุเพื่อทำลายล้างกันให้พินาศแหลกลาญ แล้วก็พากันหวั่นไหวสะดุ้งกลัวต่อสิ่งที่ตัวทำขึ้นเอง เป็นเรื่องน่าประหลาดเหลือเกินที่ค้นคว้าหาความรู้ไปได้รอบจักรวาล


แต่ชีวิตของตัวเองแท้ๆ กลับไม่พยายามจะเรียนให้รู้จักเอาเสียเลยว่า ตัวเองนั้นคือใคร มาจากไหน เกิดมาทำไม และมีความต้องการอะไร

ความเฉลียวฉลาดที่มนุษย์ได้อบรมมามิได้ช่วนให้มนุษย์ได้รู้จักตัวเองดีขึ้นเลย เป็นแต่ช่วยให้หาประโยชน์อันเป็นความโลภให้แก่ตนเองมากขึ้น
...นั่นก็คือ การที่จะต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกันเองหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น ด้วยอำนาจของความไม่รู้จักพอ
แน่นอน! บุคคลสมัยนี้กำลังหลงใหลแบกวิชาฝ่ายวัตถุเสียเต็มแปล้อยู่บนบ่าทั้งสองข้างอย่างไม่ยอมวาง จึงเป็นการยากหนักหนาที่จะแทรกธรรมะล้วนๆ เติมเข้าไปอีก


เหตุฉะนี้ ลุงจึงพยายามสนทนากับหลานด้วยวิธีใหม่ๆ คือแหวกวงล้อมธรรมะออกมาแล้วถึงเอาวิทยาการทางโลกเข้าร่วมด้วย แม้ว่าจะเป็นการเสียเวลามากที่จะมัวมาพะวงในวิชาการต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ศึกษาเรื่องของตัวเองตรงๆ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ได้จริงๆ และจะศึกษาไม่รู้จักจบสิ้นในชีวิตหนึ่ง

ซึ่งลุงมีความเห็นว่า นอกจากวิชาชีพแล้ว ควรศึกษาวิชาที่ว่าด้วยตัวของเราเองให้แตกฉาน คือวิชาที่ว่าด้วยสภาวะของมนุษย์ อันได้แก่การศึกษาพระอภิธรรมนั่นเอง


ส่วนการที่หลานถามมาว่า ไม่ใช่เป็นทางตรงไปสู่การเรียนรู้เรื่องของตัวเองหรือการพ้นทุกข์ แต่ได้เอาวิทยาศาสตร์ซึ่งหลานได้ศึกษามาอ้างอิงเปรียบเทียบ ซักถาม
ลุงก็ห่วงเวลาที่จะเสียไป แล้วจะได้ประโยชน์น้อย
อย่างไรก็ดี ลุงเห็นว่าเวลานี้คนที่คิดอย่างหลานก็มีมาก ซักถามกันแต่จะให้มองเห็นด้วยตาให้ได้
เอาละ ลุงจะลองผจญกับปัญหาต่างๆ ของหลานดูสักตั้ง

แม้ว่าการพูดเรื่องจิตเรื่องกรรม หรือบุญบาป นรกสวรรค์ เรื่องตายแล้วเกิด จะไม่มีวัตถุมายืนยันให้พิสูจน์ คือเอาออกมาวางให้เห็นได้เหมือนทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม ขอให้หลานถามมาได้อย่างไม่ต้องอั้นกันเลย ถ้าลุงตอบไม่ได้ ลุงก็จะขอผลัดไปค้นคว้าต่อไป

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [4 ต.ค. 2545 , 05:45:28 น.] ( IP = 203.113.38.10 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ประเด็นที่หลานถามมา อยากจะทดลองเรื่องของจิตว่าเป็นอะไร อยู่ที่ไหน มีหน้าที่อย่างไรนั้น ไม่ใช่เป็นของยากเย็นอะไรเลย พิสูจน์ได้ง่ายๆ

แต่ลุงจะขอย้ำให้หลานเข้าใจให้ดีเสียก่อน เพื่อทำลายความหลงผิดที่ว่าจิตนั้นเป็นวัตถุ เป็นเซลล์ เป็นมันสมอง


แท้จริงนั้น มันสมองประกอบขึ้นด้วยเซลล์ มองดูด้วยกล้องก็เห็นได้ อันถือเป็นวัตถุ วัตถุทั้งหลายจะมีความรู้สึก เจ็บ, ปวด, ร้อน, หนาว, จดจำ, คิด, ทุกข์, สุข, โลภ,โกรธ, หลง หาได้ไม่ แม้ถึงว่าวัตถุนั้นจะวิวัฒนาการมาหลายพันหรือหลายหมื่นล้านปีมาแล้ว จนเป็นชีวิตที่สลับซับซ้อนขึ้นดังกล่าวแล้ว เช่น ต้นไม้ก็ดี มันสมอง เส้นประสาท ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย ก็ล้วนแล้วไปด้วยเซลล์ทั้งสิ้น ซึ่งประกอบไปด้วย โปรโตรปลาสม, ปลาสม่า, นิวเคลียส, โอวัม, สเปอรมาโตซัว และยีนส์ หรืออะไรๆ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่ามีชีวิตอยู่ก็ดี

ในพระพุทธศาสนาแสดงเอาไว้ว่าเป็น “อนารัมมณํ” แปลว่า รู้อารมณ์ไม่ได้
จะแสดงความรู้สึกสำนึกคิดหรือถ่ายทอดสัญชาตญาณ หรือสั่งสมอุปนิสัยสันดานสืบต่อมาจากพ่อแม่ไม่ได้เป็นอันขาด


การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันด้วยไฟฟ้าหรือเครื่องมือต่างๆ ไม่ได้แสดงเลยว่าเซลล์ทั้งหลายรู้สึกได้
การทดลองกับเซลล์และเชื้อโรคบางชนิดภายนอกร่างกาย และเซลล์หรือเชื้อโรคนั้น แสดงอาการบางอย่างได้มันเป็นไปในทางแสดงปฏิกิริยาสนองตอบต่อสิ่งที่มาเร้าเท่านั้นเอง หาได้มีความรู้สึกนึกคิดไม่เลย

จริงทีเดียวถ้าในเซลล์หนึ่งมีจิตหนึ่งดวง ร่างกายของมนุษย์เรานี้มีเซลล์อยู่หลายพันหลายหมื่นล้านเซลล์ เฉพาะสมองมีประมาณถึง ๑๒ ล้านล้านเซลล์แล้ว
ถ้าเช่นนี้ จิตมิมีหลายล้านด้วยหรือ ? ..เวลาจิตสั่งงานคงจะสั่งวุ่นวายกันพิลึก หรือจะว่าแบ่งหน้าที่กันทำ เช่น สมองส่วนบนมีหน้าที่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกตี เซลล์เป็นแสนเป็นล้านก็จะโกลาหล มิแสดงความเจ็บปวดกันเซ็งแซ่ไปหรือ


ในหนังสือจิตวิทยาของ ม.ล.ตุ้ย ชุมสาย หน้า ๖๖ กล่าวว่า

“คนไข้ในความดูแลของแพทย์คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บตรงไขสันหลังตรงต้นคอ ทำให้ทางเดินกระแสประสาทจากมันสมองไปยังอวัยวะภายในต่างๆ ที่อยู่ตอนล่างขาดลงไปโดยสิ้นเชิง แต่ยังมีชีวิตอยู่ไปได้อีกเกือบหนึ่งปี คนไข้คนนี้ยังมีอาเวค (คือความโกรธ กลัว รัก ตื่นเต้น กังวล เสียใจ หัวเราะ) ได้ทุกอย่าง และคุณภาพของอาเวคก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยทั้งๆ ที่เส้นประสาทเพทนาการจากอวัยวะภายใน และร่างกายเบื้องล่างจากลำคอลงไป ถูกตัดขาดจากมันสมองซึ่งจะไม่มีเพทนาการใดๆ (เพทนาการได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง) จากที่กล่าวนั้นมาถึงมันสมองได้

ข้อนี้แสดงให้หลานเห็นว่า คนไข้คนนี้ แม้ประสาททั้งหลายจากส่วนสมองลงไปยังอวัยวะเบื้องล่าง จะถูกตัดตอนลงที่ต้นคอ จนมิสามารถที่จะส่งกระแสประสาทลงไปตามอวัยวะต่างๆ ได้ คนไข้ก็ยังแสดงคุณภาพของการใช้ ตา หู จมูก ลิ้น ตลอดจนผิวหนังที่อยู่ท่อนล่างของร่างกายได้ และยังโกรธ กลัว ตื่นเต้น กังวล หรือเจ็บปวดได้ และอวัยวะท่อนล่างยังทำงานได้เหมือนคนธรรมดาที่ประสาททั้งหลายบริบูรณ์อยู่


ครั้งหนึ่งหลายสิบปีมาแล้ว เมื่อลุงยังเล็กๆ อยู่ ได้เกิดฆาตกรรมกันขึ้นใกล้ๆ วัดที่เสาชิงช้า กรุงเทพฯ โดยคนร้ายใช้อาวุธมีคมเข้าใจว่าเป็นมีดดาบ ฟันคอชายคนหนึ่งขาดออกทันที สถานที่ๆ ศีรษะตกอยู่กับที่ๆ ร่างกายล้มลงนั้นห่างกันหลายวา ตามที่สันนิษฐานนั้นได้ว่า เมื่อชายผู้เคราะห์ร้ายนั้นถูกฟันศีรษะขาดลงแล้ว ร่างที่ปราศจากศีรษะนั้นยังเดินไปอีกหลายวา โดยเห็นได้จากลายมือที่เปื้อนเลือดซึ่งคงจะจับที่คอรู้ว่าศีรษะไม่มีแล้ว จึงคลำเดินไปตามฝาผนังของกำแพง เป็นลายมือประทับด้วยเลือดไปตามกำแพงเห็นได้ชัดเจนจนถึงที่ๆ ลำตัวล้มลง

เวลานั้นมีคนพูดกันมากด้วยความพิศวงงงงวยว่า
“หัวไม่มีแล้วยังเดินไปอีกได้ตั้งไกล”

เรื่องนี้หลานคงจะไม่เดาเอาว่า เส้นเอ็นกระตุกให้เดินไปเอง เพราะมิได้เดินไปเฉยๆ แต่เอามือที่เปื้อนเลือดคลำไปตามกำแพงด้วยไม่มีตาที่จะมองเห็น

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [4 ต.ค. 2545 , 05:59:06 น.] ( IP = 203.113.38.10 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อไม่นานมานี้เอง ลุงได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวว่า
ในนครนิวยอร์คโฮเต็ลแห่งหนึ่งฆ่าไก่วันละจำนวนหลายร้อยตัว โดยวิธีเอามีดสับหัวให้ขาดเลย วันหนึ่งเกิดพิเรนอย่างใดไม่ปรากฏ ไก่ตัวหนึ่งถูกตัดหัวขาดลงแล้ว แต่กลับไม่ตายเดินหนีไปได้ คนที่ฆ่าไก่ไปจับมาตรวจดู ปรากฏว่าโลหิตได้แข็งตัวแห้งลงโดยเร็วจึงไม่ไหลออกมากจนเป็นเหตุให้ไก่ตาย และบังเอิญหลอดลมมิได้ถูกปิด ไก่จึงยังคงมีชีวิตอยู่
เขาได้หยอดอาหารและน้ำลงในหลอดอาหาร การหายใจอาศัยทางหลอดลม ไก่ยังคงมีสุขภาพดีอยู่อีกหลายวันโดยคุ้ยเขี่ยได้ ขึ้นคอนเตี้ยๆ นอนได้ ทำท่าทางและตีปีกเหมือนจะขันอย่างไก่ธรรมดาได้ทุกอย่าง

เมื่อข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไป ประชาชนทั่วทุกมุมเมืองได้แห่กันไปดูมากมาย พวกหนังสือพิมพ์ก็มาถ่ายรูปแล้วนำเรื่องลงพิมพ์กันอึกทึกครึกโครม

วันที่ไก่ตัวนี้ตายนั้น เนื่องจากคนเลี้ยงสะเพร่าเอาเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงไปในหลอดอาหาร แล้วไปปิดเอาหลอดลมเข้า ไก่จึงได้ตายด้วยหายใจไม่ออก

ในเรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเป็นแค่ไก่ตัวหนึ่งในจำนวนไก่ที่ถูกฆ่าแบบนี้หลายร้อยหลายพันล้านตัว แต่มันก็ยังเกิดขึ้นจนได้
ความจริงในเมืองไทยก็มีตัวอย่างเช่นนี้บ้างเหมือนกัน ไก่หรือเป็ดถูกสับหัวขาดแล้วยังวิ่งเข้าใต้ถุนไปได้


การที่ลุงเอาตัวอย่างมาอ้างเช่นนี้ มิใช่ว่าพระอภิธรรมหมดหนทางที่จะให้หลานเข้าใจในข้อเท็จจริงได้มากกว่านี้อีกแล้ว
หากแต่หลานยังไม่มีพื้นฐานพอที่จะรองรับความรู้ขั้นละเอียดได้ ลุงก็อาศัยเหตุแวดล้อมให้ไปเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าเหตุผลยังอ่อนไปก็อย่าเพิ่งเชื่อ จงรับฟังไว้เท่านั้น แล้วก็ขอให้ศึกษาต่อไป


/smile สำหรับเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทดลองกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเป็นบทเรียนที่สอนนักเรียนแพทย์ว่า เมื่อเอามันสมองที่มีหน้าที่สั่งการของสัตว์ออก สัตว์นั้นก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง นกพิลาปที่เอามันสมองออกไปแล้วก็ยังคงบินไปได้ จิกอาหารได้
จิตมีหน้าที่สั่งการให้ร่างกายทำอะไรทุกอย่าง ถ้าถือว่ามันสมองคือจิตแล้ว การที่เอามันสมองออกไปเสีย สัตว์นั้นก็จะเป็นเหมือนท่อนไม้เป็นแน่

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [4 ต.ค. 2545 , 06:11:02 น.] ( IP = 203.113.38.10 : : )


  สลักธรรม 3

อนุโมทนาค่ะพี่แอ๊ะ มีน้อยคนที่ทราบว่ามันสมองไม่ใช่จิต นับว่าเป็นกุศลที่ใหญ่หลวงที่พี่แอ๊ะได้แก้ความเห็นผิดให้คนอีกจำนวนมาก สาธุๆๆ

โดย เล็ก [5 ต.ค. 2545 , 15:04:47 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 202.183.157.94 )


  สลักธรรม 4

อนุโมทนาค่ะ....

โดย น้องกิ๊ฟ [6 ต.ค. 2545 , 12:37:58 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.159.197 )


  สลักธรรม 5

ชีวิตจะสิ้นสุดเมื่อหัวใจหยุดทำงานไม่ใช่สมอง ดูทศกัณฐ์สิ

โดย อ้อง - [17 ก.พ. 2553 , 11:20:31 น.] ( IP = 202.29.9.16 : : 10.1.22.29 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org