| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะข้างเตียง .....เล่าสู่กันฟังอีกครั้งค่ะ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ซึ่งในตอนแรกนั้น คุณอรุณีได้ถามถึงอาการเจ็บปวดแผลผ่าตัดที่อาจารย์ได้รับนั้นว่า...รุนแรงหรือไม่
..และได้เคยทราบมาว่า คาถาโพชฌงค์ ที่นิยมนำมาสวดเพื่อขับไล่ความเจ็บป่วยนั้น
มีอานุภาพอย่างที่กล่าวสืบทอดกันมาจริงหรือเปล่า ?
ในคำถามนี้อาจารย์ได้ตอบว่า ...
อำนาจพระพุทธคุณเป็นอำนาจที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่นำคาถาโพชฌงค์ไปสวดนั้น ...
ถ้าหากทราบถึงความสำคัญและความหมาย ...
ก็จะสามารถรวบรวมจิตใจไว้ในศรัทธาได้อย่างมีกำลัง
และสมาธิจิตที่เกิดขึ้นจากการภาวนาคาถานี้ก็จะมีอำนาจ
ทำให้คลายจากความทุรนทุรายได้ ...
เพราะการสวดมนต์ภาวนานั้นนอกจากจะเป็นการกล่าววาจาอันเป็นมงคลแล้ว
ยังเป็นการระงับกิเลสมิให้เกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว ที่เรียกว่า การกดข่มไว้ .....
ซึ่งก็คือการทำจิตไว้ในฝ่ายกุศลนั่นเอง อำนาจสมาธิที่เกิดจากการงานฝ่ายกุศลนี้
ก็จะสามารถลดทอนอำนาจแห่งอกุศลวิบากลงได้
และตามที่เราได้ทราบกันดีแล้วว่า โพชฌงค์ คือ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้
ที่ประกอบด้วยองค์แห่งสติ... ธัมมวิจยะ... วิริยะ... ปิติ... ปัสสัทธิ... สมาธิ... และอุเบกขา
เป็นองค์แห่งการกำจัดต้นตอของโรคร้ายคือตัณหาอวิชชา
ผู้ที่ภาวนาคาถานี้แล้วประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจในสภาวธรรม ..
ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้ก็คือปัญญา ได้แก่ สุตามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้นั่นเอง และถ้าหากเขาผู้นั้นมีความรู้ด้านวิปัสสนากรรมฐานด้วย ก็จะอาศัยการกระทำนี้ เป็นการตั้งจิตอธิษฐานให้คลายจากความเจ็บปวดที่กำลังแรงกล้าในเวทนา
และมีความสงบแห่งจิตเกิดขึ้นเพื่อจะได้เจริญอยู่ในสติปัฏฐานได้ต่อไป
ความเจ็บปวดที่ยังมีอยู่ในขณะที่จิตได้รับรู้นั้น ก็มิใช่ความเจ็บปวดที่ประกอบด้วยความเข้าใจผิดที่คิดว่าเราปวด แต่ผู้ป่วยจะสามารถแยกธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นได้ว่าเป็นเวทนา เป็นรูป เป็นนาม ซึ่งปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้เป็นปัญญาที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ....การสวดโพชฌงค์จึงมีอานุภาพเพราะการกระทำอย่างนี้ได้เช่นกัน
แต่บางคนที่ไม่มีความเข้าใจถึงความสำคัญหรือความหมายของคาถา ก็อาจทำได้เพียงสมาธิจิตที่ปราศจากปัญญา หรือสมาธิจิตไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะจิตใจสัดส่ายรอคอยผลแห่งการท่องมนต์นั้นอยู่ทุกขณะ .....ความเจ็บปวดหรือความเจ็บป่วยจึงไม่อาจคลายลงไปได้ เพราะขาดกำลังแห่งสมาธิจิตที่จะไปย้ายอารมณ์ให้เข้ามาสู่ฝ่ายกุศลนั่นเอง
โดย พี่ดา [12 ต.ค. 2545 , 23:23:02 น.] ( IP = 203.107.139.55 : : )
สลักธรรม 2
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ นี่คือ การตอบคำถามแรกที่คุณอรุณีได้ถามอาจารย์ในวันนั้น
และเมื่ออาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว คำถามต่อไปจึงเกิดขึ้นมาว่า......ถ้าหากรู้แค่รูปกับนามแล้วไปปฏิบัติเลย โดยไม่เรียนจะได้ไหม?
อาจารย์ตอบว่า พระปริยัติเป็นรากฐานที่สำคัญ ถ้าหากข้ามขั้นตอนการสร้างปัญญาในขั้นนี้แล้ว ความผิดพลาดในการปฏิบัติย่อมเกิดขึ้น พระปริยัติเปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางไกล ถ้าขาดซึ่งแผนที่...การหลงทางและอันตรายย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้เดินทางนั้นได้ง่าย ..เมื่อไปพบกับแนวทางที่ผิดก็จะไม่รู้ว่านั่นเป็นทางที่ผิด เมื่อได้พบกับแนวทางที่ถูกก็จะปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่แนวทางที่ถูก ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเหล่านี้จะเกิดแก่ผู้ที่มิได้ศึกษาพระปริยัติ หรือบางครั้งที่มีเกิดปัญหาในขณะปฏิบัติก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ เพราะขาดความเข้าใจในสภาวธรรมที่มีความแตกต่างกันไป หรือบางครั้งก็พาลเข้าใจผิดคิดว่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลแห่งความสำเร็จในการปฏิบัติแล้ว .....ซึ่งก็คือการคิดไปเองนั่นเอง และการกระทำที่ผ่านมานั้นก็จะเป็นสิ่งที่สูญค่าเพราะไม่สามารถเดินไปตามมรรคาที่ถูกต้องได้
จึงต้องการให้หมั่นศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมให้เข้าใจกันเสียก่อน เพราะบางเรื่องมีความสำคัญอย่างมากในการปฏิบัติ ถ้าหากไม่เข้าใจหรือเข้าใจสับสนก็จะทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า อย่างเช่น เรื่องของอารมณ์ หรือเรื่องของรูป เป็นต้น
เพราะฉะนั้น จึงต้องค่อยๆเรียนกันไปตามลำดับ เรียนให้เข้าใจเสียก่อนแล้วค่อยปฏิบัติ ชาตินี้...ถ้าเราตั้งจิตอธิษฐานว่า....จะขอเรียนพระปริยัติคือ พระอภิธรรมให้เข้าใจดีเสียก่อน แล้วค่อยปฏิบัติก็ยังดีกว่าปฏิบัติโดยที่ไม่ได้เรียน เพราะเราปฏิบัติก็จะได้แค่ตรงนั้น เวลานั้น ไม่มีความรู้ หรือมีอำนาจพอที่จะนำเราให้ต่อเนื่องก้าวหน้าไปได้
พวกเราฟังแล้วก็นิ่งเงียบกันไปตามๆกัน ....นึกไม่ถึงว่าอาจารย์จะให้คำอธิบายได้มากอย่างนี้ และที่สำคัญคือการชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการศึกษาพระธรรมว่าแม้เป็นเพียงปัญญาขั้นแรกที่เรียกว่า สุตามยปัญญา แต่ก็มีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์ เพราะเพียงการรู้จักนำไปพิจารณาถึงความเป็นเหตุเป็นผลระหว่างกันแม้ในชั่วขณะหนึ่งของจิตก็จะสามารถปิดโอกาสมิให้อวิชชาเกิดขึ้นได้แล้วในขณะนั้น ...และเมื่อเรียนรู้มากขึ้นก็จะสามารถแยกแยะสภาพธรรมที่เกิดขึ้นกับตนได้อย่างถูกต้อง มีความรอบคอบรัดกุมในการกระทำใดๆได้อย่างไม่เสียประโยชน์
โดย พี่ดา [12 ต.ค. 2545 , 23:24:10 น.] ( IP = 203.107.139.55 : : )
สลักธรรม 3
ในขณะที่ยังขบคิดถึงความสำคัญของสุตามยปัญญากันอยู่นั้น คำถามที่สามก็เกิดขึ้นอย่างมิให้เสียเวลาว่า .......บางสถานที่ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติได้สอนให้ผู้ที่เข้าไปเป็นสมาชิกปฏิบัติอย่างนั้น..อย่างนี้...เป็นการสอนที่ถูกต้องหรือไม่?
อาจารย์ไม่ได้ตอบคำถามนี้เลยว่า แนวทางการปฏิบัติที่ยกมาในคำถามนั้นผิดหรือถูกประการใด แต่อาจารย์กลับสอนให้เป็นผู้ฟังที่ดี คือฟังแล้วต้องรู้จักคิด และยับยั้งการตอบสนองปฏิกิริยานั้น อย่ารีบร้อนวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิการกระทำของใครๆ เพราะนั่นเป็นทางแห่งความประมาท
เราต้องมีจุดยืนที่ถูกต้องและมั่นคง นั่นคือมีจุดยืนเพื่อการนำชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ มีเป้าหมายในการมีชีวิตเพื่อจะสร้างสัมมาทิฎฐิ มิใช่สร้างคำตำหนิให้เกิดแก่ใคร ชีวิตของเราจะต้องเปรียบเสมือนธงที่อยู่บนยอดเสา เราจะต้องเพียรพยายามรักษาระดับของธงผืนนั้นไว้อย่าให้ไหลเลื่อนเปลี่ยนทิศทางหรือตกลงไปจากยอดเสา ซึ่งบางครั้งอาจจะมีกระแสลมแรงมาปะทะ ก็จะต้องพยายามรักษาเป้าหมายในชีวิตของเราไว้ให้สูงส่ง อย่าให้ไขว้เขวปลิดปลิวไปตามแรงลมนั้น
อย่าทำชีวิตเป็นเช่นปลาโง่ ที่ติดเบ็ดเพราะมีเหยื่อมาล่อ เมื่อมีใครมาพูดหรือถามอะไรเพื่อให้เราแสดงความคิดเห็นเพื่อตัดสินการกระทำที่นอกไปจากเป้าหมายของเรา เราก็ต้องตั้งสติให้ทันระมัดระวังอย่าใช้วจีทุจริตต่อผู้ใด เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำอกุศลซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับเป้าหมายหรือจุดยืนของเราที่จะมุ่งทำแต่กุศลให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ ถ้าหากเราฟังแล้วและร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์กับเขาด้วยก็ไม่ต่างอะไรไปจากปลาโง่ ที่เห็นว่าเป็นไส้เดือน ก็รีบฮุบเหยื่อทันที ไม่ทันได้คำนึงถึงภัยที่จะติดตามมา และก็เลยถูกเกี่ยวติดเบ็ดนั้นไป
อาจารย์เน้นว่าคนเรามีหูไว้เพื่อฟังพระสัทธรรม และอาหารของคนเราก็ไม่ใช่ไส้เดือน แต่ปลาไม่มีหูและกินไส้เดือน ฉะนั้นอย่าทำตัวให้เหมือนปลาซึ่งไม่มีหู และกินไส้เดือนติดเบ็ดที่มีคนมาล่อไว้
โดย พี่ดา [12 ต.ค. 2545 , 23:24:59 น.] ( IP = 203.107.139.55 : : )
สลักธรรม 4
เหตุการณ์เหมือนเดิมค่ะ คือ พวกเราหุบปากและกางหูฟังด้วยความตั้งใจ และก็เหมือนเดิมอีกเช่นกันที่มีคำถามเข้ามาในระยะเผาขนอีกแล้ว......คุณอรุณีถามต่อว่า
พระภิกษุที่ศึกษาเปรียญธรรมจนจบ ๙ ประโยคนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม เพราะในหลักสูตรของเปรียญธรรม ๙ ประโยคนั้นไม่มีพระอภิธรรมปิฎกรวมอยู่ในหลักสูตรด้วย ถ้าอย่างนั้นพระภิกษุดังกล่าวก็ปฏิบัติไม่ถูกใช่ไหม?
อาจารย์ให้ข้อคิดว่า เราจะกล่าวเหมาว่าถูกหรือผิดนั้นไม่สมควร ถ้าหากเราคิดเป็นและคิดให้ถูก จะเห็นว่าพระขีณาสพ คือ พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายถ้าเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับท่านได้จบเปรียญ ๙ เช่นเดียวกัน เพราะเป็นหลักสูตรการศึกษาที่สูงสุดของพระสงฆ์แล้ว ภาษาบาลี คาถา และหัวข้อธรรมก็ล้วนปรากฏอยู่ในหลักการศึกษา ฉะนั้นไม่ใช่ว่าผู้ที่สำเร็จเปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้วจะเป็นผู้ปฏิบัติผิดไปเสียทั้งหมด
และเมื่อพูดถึงพระสงฆ์แล้ว อาจารย์มีสีหน้าเศร้า และกล่าวว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านเป็นห่วง เพราะพระสงฆ์จำนวนมากที่ถือข้อปฏิบัติผิด.... ในพระพุทธศาสนานี้ สิ่งที่เราเคารพสูงสุด คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ..แต่ปัจจุบันนี้มีแต่พระเท่านั้น ไม่ใช่สงฆ์ตามความหมายที่แท้จริง อาจารย์ชี้ให้เห็นว่า....จริงอยู่ที่ พระในสมัยปัจจุบันได้กระทำสิ่งต่างๆมากมายแก่พระศาสนาก็เพราะรักพระพุทธศาสนา แต่ พระเหล่านั้นไม่มีเวลาที่จะศึกษาและปฏิบัติหนทางที่ถูกต้อง ซึ่งทำให้น่าเป็นห่วงว่าผู้สืบทอดพระศาสนาโดยตรงนี้ ไม่อาจสืบทอดแก่นแห่งพระศาสนาไว้ได้ มีความกังวลธุระที่ไม่สำคัญ อันเป็นธุระที่นอกเหนือจากคันถธุระและวิปัสสนาธุระ
เหตุผลหนึ่งที่อาจารย์ตั้งความปรารถนาอธิษฐานเป็นพระมหากษัตริย์ในชาติใดชาติหนึ่ง ก็เพราะต้องการปกครองแผ่นดินด้วยพระอภิธรรม ต้องการกำกับดูแลพระสงฆ์ให้กระทำธุระที่ควรแก่เพศ และสมตามเป้าหมายที่สละเพสฆราวาสเข้ามาสู่เพศบรรชิต ท่านจะไม่ยินยอมให้พระสงฆ์ทำในสิ่งที่ตนเองและพระศาสนาต้องมัวหมอง และท่านก็ตั้งใจที่จะปกครองประชาชนด้วยทศพิศราชธรรม ท่านมีอุดมคติที่ยืนหยัดกับประโยคที่ว่า ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม
จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะได้ประโยชน์ร่วมกันค่ะโดย พี่ดา [12 ต.ค. 2545 , 23:26:24 น.] ( IP = 203.107.139.55 : : )
สลักธรรม 5
นับว่าได้ประโยชน์อย่างยิ่งเลยค่ะ ขออนุโมทนากับคำตอบที่แสนประเสริฐของท่านอาจารย์ และคุณพี่ดาที่แสนดีด้วยนะคะ
โดย หมออุ๊ [13 ต.ค. 2545 , 17:07:06 น.] ( IP = 202.57.179.214 : : )
สลักธรรม 6
สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะพี่ดา
ขอให้มีความสามารถในการจดจำและทำความเข้าใจกับคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ท่าน
ได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนะคะ![]()
เก่งจริงๆ เลยนะ ตัวแค่เนี๊ยะ
โดย ซาโย [13 ต.ค. 2545 , 17:34:04 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )
สลักธรรม 7อนุโมทนาค่ะพี่ดาที่นำธรรมข้างเตียงมาเป็นธรรมบนจอเพื่อให้ทราบกันทั่ว สาธๆๆๆๆค่ะ
![]()
![]()
โดย เล็ก [13 ต.ค. 2545 , 19:19:54 น.] ( IP = 203.107.143.139 : : )
สลักธรรม 8
![]()
ขอบคุณท่านผู้ถาม และ ท่านอาจารย์ค่ะ
ได้ประโยชน์มากๆค่ะ จากการถาม-ตอบครั้งนี้ เพราะเป็นการถาม-ตอบ ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกบ่อยๆในโอกาสข้างหน้า อ่านแล้วได้แนวคิดและมุมมองที่ดีมาก จะพยายามจดจำให้ได้
และขอบคุณผู้ถ่ายทอด...พี่ดา ที่ทำให้ได้อ่านเรื่องดีๆเช่นนี้ค่ะ
โดย ทวีพร [13 ต.ค. 2545 , 19:26:28 น.] ( IP = 203.144.181.245 : : 203.144.181.253 )
สลักธรรม 9
ขอบคุณพี่ดามากๆเลยค่ะ ที่นำธรรมะอันมีค่าจากท่านอาจารย์ มาถ่ายทอดอย่างละเอียด พร้อมด้วยอารมณ์ขันอีกเช่นเคย ๕๕๕
![]()
เป็นประโยชน์มากจริงๆค่ะ
อนุโมทนาค่ะโดย ธัญธร [13 ต.ค. 2545 , 22:05:47 น.] ( IP = 203.113.71.170 : : )
สลักธรรม 10
ขอบคุณค่ะ ได้มีโอกาสทบทวนคำสอนที่ดี ๆ ของอาจารย์อีก
โดย เซิ่น [13 ต.ค. 2545 , 22:43:20 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.156.238 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |