มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของจิต.(สมองไม่ใช่จิต) ตอนที่ ๗





ความมหัศจรรย์ของจิต (ต่อ)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร




ล. เรื่องของเหตุในพระพุทธศาสนามีมากเหลือเกิน ลุงจะอธิบายเรื่องจิตให้หลานฟัง
ก็จะยังไม่ยกเอาเหตุโดยพิสดารอะไรออกมาแสดง จะเอาเฉพาะที่ง่ายๆ ใกล้กับเรื่องที่หลานสงสัยเท่านั้น
เราแยกเหตุออกเป็น ๒ ประการ คือ
๑. เหตุให้เกิด เรียกว่า สัมปยุตเหตุ
๒. เหตุให้ประจวบ เรียกว่า อุปัตติเหตุ


๑. เหตุให้เกิดนั้น ได้แก่สัมปยุตเหตุ เหตุที่ทำให้เกิดบาปเกิดบุญ คือเหตุที่ทำให้โลภ, ให้โกรธ, ให้หลง และเหตุที่ทำให้ไม่โลภ, ไม่โกรธ ไม่หลง เหตุทั้ง ๖ นี้มีเรื่องราวที่จะต้องศึกษาอีกมากนัก ลุงจะไม่กล่าวในที่นี้ จึงขอเว้นเอาไว้ก่อน

๒. เหตุประจวบคือ อุปัตติเหตุ ซึ่งหมายถึงมีเหตุมาประชุมพร้อมกัน แล้วผลจึงจะปรากฏขึ้น และเหตุที่มาประชุมกันดังกล่าวนี้ อาจมี ๒, ๓, ๔ หรือ ๕ - ๖ ก็ได้ แล้วแต่จะเป็นในกรณีใด ลุงจะขอถามหลานสักหน่อย
การได้ยินเสียงนั้น ได้ยินได้อย่างไร?

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [20 ต.ค. 2545 , 05:32:37 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ภาพแสดงการสั่นสะเทือนของเยื่อแก้วหู (สีขาว)เมื่อมีคลื่นเสียงมากระทบ
มีผลทำให้กระดูกรูปฆ้อน(สีแดง) กระดูกทั่ง(สีเขียว) และกระดูกโกลน(สีน้ำเงิน) สั่นไปด้วย



ป. เสียงนั้นเป็นคลื่นซึ่งเกิดจากความสั่นสะเทือนของอากาศ ช่วงคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนนี้ ย่อมเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วในอากาศธรรมดา ประมาณวินาทีละ ๑,๑๐๐ฟุต แล้วจึงจะไปกระทบเยื่อแก้วหู (Tympanum) ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือน แล้วจึงสะเทือนไปยังกระดูกรูปฆ้อน (Malleus) กระดูกรูปทั่ง (Incus) และกระดูกรูปโกลน (Stapes)อีกทีหนึ่ง สั่นสะเทือนไปจนถึงแอ่งน้ำเล็กๆ ซึ่งมีประสาทรับเสียงตั้งอยู่มากมายในขนาดต่างๆ กัน จึงทำให้ได้ยินเสียง ผมว่าโดยย่อ ก็เท่านี้แหละขอรับ

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [20 ต.ค. 2545 , 05:39:12 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : )


  สลักธรรม 2



ล. เสียงไปกระทบกับประสาทหูเท่านั้นจะได้ยินได้หรือ เพราะประสาทหูเป็นรูป หรือวัตถุจะได้ยินไม่ได้ แต่เอาละ หลานตอบมาโดยย่อเท่านี้ดีแล้ว พอเข้าใจได้
ในทางธรรมะแสดงเรื่องของเสียงไว้มากเหมือนกัน แม้จะไม่ใช้คำว่าคลื่น ก็ได้มีภาษาบาลีแสดงเสมือนคลื่น และความเป็นไปก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน
คำว่า สัททารมณ์ ได้แก่อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางหู ซึ่งได้แก่เสียงนั่นเอง
แต่เสียงนั้นมิได้วิ่งเข้าไปกระทบหูได้เหมือนกับวัตถุอะไรที่อยู่ในมือแล้วขว้างออกไป แต่เสียงนั้นเป็นไปโดยอำนาจของสันตติ คือความสืบต่อ ซึ่งหมายความว่าเกิดขึ้นแล้วก็สืบต่อๆ กันไป และปรากฏเป็นเสียงขึ้นมาได้


ในพระพุทธศาสนาก็แสดงถึงแอ่งน้ำและขนอันละเอียดมากมาย แล้วยังแสดงถึงการได้ยินได้อย่างไรไว้โดยพิสดาร ทั้งรู้ด้วยว่า ขณะได้ยินนั้นจิตใจมันทำงานกันอย่างไร
ซึ่งในวิชาการทางโลกไม่สามารถแสดงเรื่องได้ยินได้อย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะการได้ยินนั้นมันเกี่ยวข้องกับจิตใจ


ในเรื่องการเห็นรูปได้ก็เหมือนกันวิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยแสง อธิบายอย่างไรก็หนีไปไม่พ้นการอธิบายถึงเรื่องกล้องถ่ายรูป ซึ่งการอธิบายเรื่องของกล้องถ่ายรูปดังกล่าว เป็นการพูดถึงรูปคือแสงมาตกเท่านั้นเอง หาใช่เป็นการ “เห็น” ไม่


ถ้าลุงเอาไม้ตีระฆังขึ้น (ถ้ามีฆ้องก็ตีฆ้อง) หลานก็จะได้ยินเสียง
แต่เสียงจะเกิดขึ้นมาเฉยๆ ลอยๆ ก็หาไม่ หากแต่จะต้องมีการร่วมประชุมของเหตุ
เพราะระฆังอย่างเดียวก็จะดังไม่ได้ ต้องมีไม้ตีด้วย มีไม้อย่างเดียวแต่อยู่เฉยๆ มันก็ไม่ดัง จะต้องอาศัยคนด้วย มีแต่คนนั่งอยู่นิ่งๆ เสียงจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะต้องมีการตีด้วย
ดังนั้นหลานก็จะเห็นได้ว่า เสียงระฆังที่เกิดขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุหลายเหตุมาประชุมพร้อมกัน คือมีระฆัง, มีไม้, มีคน, มีการตี ขาดไปเสียอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [20 ต.ค. 2545 , 05:46:21 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : )


  สลักธรรม 3



การที่จะได้ยินได้นั้นก็เหมือนกันจะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการมาประชุมร่วมกัน คือ
๑. ต้องมีสัทท = เสียง ซึ่งได้แก่คลื่นแห่งความสั่นสะเทือนของอากาศ
๒. ต้องมีโสตปสาท = ได้แก่ ประสาทหู ซึ่งเกิดจากกรรมชรูป ไม่ใช่ประสาทหูที่นายแพทย์เข้าใจ
๓. ต้องมีวิวรากาส = ได้แก่ ช่องว่างในรูหู เพื่อให้คลื่นเสียงสืบต่อผ่านเข้าไป
๔. ต้องมีมนสิการ = ได้แก่ จิตใจนั่นเอง


เมื่อเหตุทั้ง ๕ ประการนี้มาประกอบพร้อมกันเข้าแล้ว จิตได้ยินก็จะเกิดขึ้น
ทั้งนี้หลานก็ย่อมจะเห็นได้ว่า จิตได้ยินมิได้เกิดเอง ไม่มีการดลบันดาลของท่านผู้ใด มิได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน หากแต่เกิดจากเหตุแท้ๆ ถ้าเหตุเหล่านี้มิได้มาประจวบพร้อมกันเข้าแล้วจะเกิดจิตได้ยินไม่ได้เลยเป็นอันขาด
อย่างไรก็ดี การ “ได้ยิน” นั้น จิตเป็นผู้ได้ยิน วัตถุหรือสสารทั้งหลายไม่อาจเกิดการได้ยินอย่างแน่นอน


ตามตัวอย่างย่อๆ ที่ลุงได้อธิบายมานี้ ก็เพื่อจะให้หลานได้เห็นว่า จิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้น มิใช่ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ว่าจะเป็นอมตะไม่รู้จักตาย และมิใช่ว่าจะมีอำนาจทำอะไรได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนาโดยมีจิตดวงเดียว เที่ยวได้เห็น ได้ยิน คิดนึกไปได้หมด หากแต่เป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่เกิดขึ้นมาได้โดยอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดเหมือนกันกับสรรพสิ่งทั้งหลาย เมื่อมีเหตุมาประชุมพร้อมกันก็จะเห็น เมื่อมีเหตุมาประชุมพร้อมกันแล้วก็จะได้ยิน และเมื่อมีเหตุมาประชุมพร้อมกันแล้วก็จะคิดนึก ทั้งนี้เป็นขณะๆ ไป

ตามที่ลุงได้กล่าวมา หลานก็คงจะเห็นแล้วว่าพระพุทธศาสนานั้นประกอบไปด้วยเหตุผลเพียงไร ถ้าหลานได้ศึกษาไปให้มากกว่านี้ หลานก็จะได้ทราบถึงเหตุที่มาประชุมก่อให้เกิดการรู้อารมณ์ทางหู คือได้ยินมากกว่านี้อีกมากนัก มีทั้งเหตุใกล้และมีทั้งเหตุไกลในอดีตอีกหลายเหตุเข้ามาร่วมด้วย หาไม่แล้ว การได้ยินก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

....ยังมีต่อ.....

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [20 ต.ค. 2545 , 05:53:02 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : )


  สลักธรรม 4

.ขอขอบคุณอาจารย์วยุรีเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่พยายามรักษาคำสอนของคุณพ่อที่ท่านได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนามาจนตลอดชีวิต.....

เรื่องความมหัศจรรย์ของจิตนี้เป็นเรื่องที่คุณพ่อมีชื่อเสียงมากในการอธิบายจนกระทั่งมาปีนี้เกือบ ๑๑ ปีแล้วที่ท่านได้มรณะภาพไป....ความลบเลือนของกาลเวลาย่อมมีแน่นอน คนรุ่นเก่าก็พากันเปลี่ยนภพภูมิไปมากมายจนแทบจะหาผู้ที่เคยรับทราบและซึ้งใจในรสพระธรรมที่คุณพ่อพยายามแสดงไว้ในหนังสือก็ดี จากการอภิปรายก็ดีได้ยากยิ่งค่ะ.


แต่บัดนี้เสมอมีเทียนเล่มหนึ่งได้ถูกผู้พยายามไปจุดต่อจากไฟที่กำลังจะมอดแล้ว เพื่อรับแสงไฟไว้ต่อมามิให้ดับไปกับเทียนเล่มเก่า มิหน่ำซ้ำยังใช้อุปกรณ์สื่อสารอันทันสมัยเข้ามาผนวกร่วมด้วย...ยังให้ไฟพระธรรมกลับมาโชนแสงแข่งกับโลกธรรมได้อย่างน่าภูมิใจยิ่ง

.จึงขอขอบพระคุณอาจารย์วยุรีไว้ ณ.โอกาสนี้นะค่ะพร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจในการงานอันก่อประโยชน์อย่างยิ่งนี้กับอาจารย์วยุรีตลอดไปค่ะ.

.นับถือในคุณคุณธรรมมากค่ะ

บุษกร เมธางกูร.




โดย บุษกร [20 ต.ค. 2545 , 08:58:31 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.159.82 )


  สลักธรรม 5

เข้าอ่านค่ะ
รู้สึกชื่นชมกับภาพประกอบเรื่องมากเลยค่ะ
อ่านแล้วได้ดูภาพประกอบด้วย..ก็ยิ่งทำให้เข้าใจได้เร็วขึ้น
..กระทู้นี้เหมือนกับได้อยู่ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์เลนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ...อาจารย์วยุรี

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2545 , 13:06:37 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.148.36 )


  สลักธรรม 6


เป็นการถ่ายทอดที่มหัศจรรย์จริงๆนะคะ นับได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่สามารถนำเอาความจริงมาตีแผ่ได้อย่างชัดเจน ยืนยันได้ว่านักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ที่เยี่ยมยอดเพียงใดก็ตาม หากไม่ได้ศึกษาในหลักของพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว ก็คงเป็นเพียงกระทงหลงทางจริงๆ เพราะทฤษฎีที่มีอยู่มากมายยังเป็นเพียงทฤษฏีไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง
แต่ก็หลงชื่นชมตามกัน

โดย หมออุ๊ [20 ต.ค. 2545 , 23:37:51 น.] ( IP = 202.57.178.135 : : )


  สลักธรรม 7


.สาธุกับ อจ.วยุรีด้วยจริงๆฝีมือยอดไปเลยกั้บผม.

โดย น้องจิ้ก [23 ต.ค. 2545 , 18:39:36 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.156.86 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org