มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของจิต... ตอนที่ ๘




ความมหัศจรรย์ของจิต ตอนที่ ๘
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร




ล. เมื่อลุงกล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว หลานก็คงจะเห็นความจริงประการหนึ่งว่า จิตอยู่ที่ไหน เพราะว่าเมื่อ “เห็น” จิตเห็นก็จะอยู่ที่ตา จิตจะไปอยู่ที่ร่างกายหรือที่อื่นกระไรได้ และเมื่อได้ยิน จิตได้ยินก็จะอยู่ที่ในหู จิตได้ยินจะไปอยู่ที่จมูกที่ปาก จะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าจะพูดอย่างง่ายๆ ก็พูดว่า รู้อารมณ์ขึ้นที่ไหน จิตก็จะเกิดอยู่ที่นั้น


สิ่งที่ลุงจะขอให้หลานจดจำไว้ก็คือ เมื่อมีเหตุประชุมจนเกิดผล คือจิต “เห็น” และ “ได้ยิน” แล้ว จิตก็ย่อมดับหรือสลายตัวไป ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ เพราะจิตมันก็เป็นอนิจจังคือความไม่เที่ยง เหมือนกันกับสิ่งทั้งหลาย เมื่อมีเหตุมาประชุมกันใหม่มันก็เกิดผลขึ้นมาใหม่ เป็นอยู่ดังนี้เรื่อยๆ ไป
ตามที่ลุงอธิบายมานี้ หลานจะมีข้อข้องใจอะไรก็ว่ามา


ป. ผมไม่ข้องใจอะไรดอกขอรับ จะขอฟังเหตุผลจากคุณลุงไปพลางๆ ก่อน


ส. ในสมัยเมื่อหลานยังเด็กๆ อยู่ คือเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว มีเหตุการณ์อะไรที่หลานต้องได้รับความกระทบกระเทือนใจแรงๆ จะเป็นทุกข์หรือสุขก็ตาม เวลานี้นึกได้บ้างหรือไม่


ป. นึกได้ขอรับ ครั้งหนึ่งผมเคยตกใจมาก เพราะถูกทำโทษโดยถูกขังไว้ในห้องมืด นึกขึ้นมาครั้งใดก็เหมือนกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน


ล. หลานทราบหรือไม่ว่า เหตุใดเราจึงจดจำเรื่องราวที่ล่วงมาแล้วมาตั้ง ๑๐ ปีได้อีก


ป. เหตุใดผมก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าผมจำไว้ในใจขอรับ


ล. ธรรมชาติของจิตนั้น หลานก็ทราบแล้วว่าสามารถรู้อารมณ์ได้ นอกจากนั้นยังเก็บความรู้ต่างๆ ไว้ก็ได้ด้วย ดังเช่นเด็กอ่อนไม่รู้เดียงสาอะไรเลย เมื่อค่อยๆ เติบโตขึ้นความรู้ก็ค่อยๆ แตกฉานขึ้น เก็บสะสมความจำเอาไว้เรื่อยๆ ในข้อนี้หลานจะโต้เถียงหรือไม่ว่า จิตมีความสามารถเก็บความคิดนึกและการกระทำต่างๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าจำเอาไว้นั่นเองได้ด้วย


ป. ข้อนี้ผมไม่ขอเถียง ถึงเถียงคุณลุงก็คงจะไม่สำเร็จ มันเกิดกับผมหรือใครๆ ก็ได้ทั้งนั้น


ล. จิตจะเก็บความรู้ไว้ได้ไม่จำกัดจำนวน ไม่รู้จักเต็ม จนแก่เฒ่าและตายจากโลกไปนี้ เมื่อต้องการจะใช้ก็เอาออกมาใช้ การที่สามารถเก็บความจำเหล่านี้ หรือคิดนึกได้ หรือรู้อารมณ์ได้ก็ดี ต้องประกอบด้วยเจตนา ถ้าไม่มีเจตนาจะกระทำ ไม่มีเจตนาจะคิดนึก จะรู้อารมณ์ได้หรือไม่


ป. อ๋อ ไม่มีเจตนาก็จะรู้อารมณ์ไม่ได้ขอรับ


ล. ดังนั้น หลานจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครทำอะไรได้ ไม่มีใครคิดนึกอะไรได้ หรือรู้อารมณ์ได้โดยปราศจากเจตนา ดังนั้น ตัวเจตนาก็คือตัวอำนาจหรือกำลังที่ก่อให้เกิดการคิดอ่านการกระทำ เมื่อมีเจตนาแล้วจึงได้กระทำกรรมนั้น คือคิดหรือกระทำขึ้น

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [2 พ.ย. 2545 , 05:58:16 น.] ( IP = 203.113.38.6 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนตามบาลีว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ
เจตนานั้นคือกรรมนั่นเอง และกรรมคือการกระทำทั้งหลายนั้น มิได้สูญหายไปไหนเลย เมื่อได้โอกาสก็จะเกิดขึ้นมาได้เสมอ
เช่น หลานเก็บจดจำเรื่องต่างๆ ของหลานเอาไว้ในใจ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ ขอให้หลานตอบคำถามของลุงสักหน่อย ถ้าเสียงไม่มากระทบหู จะได้ยินได้หรือ


ป. ไม่ได้ขอรับ


ล. ถ้าไม่มีสิ่งใดกระทบเลย จะรู้สึกกระทบได้หรือ


ป. ไม่ได้ขอรับ


ล. ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าไม่มีกรรมที่ได้กระทำไปแล้วเก็บเอาไว้ในใจ แล้วมากระทบใจ จะคิดได้หรือ


ป. แน่นอนทีเดียวขอรับ ถ้าไม่มีเรื่องมากระทบใจก็ย่อมจะคิดอะไรไม่ได้ เหมือนไม่มีเสียงมากระทบหู ย่อมจะได้ยินไม่ได้


ล. ตามที่หลานได้ตอบมาแล้ว หลานก็จะเห็นได้ว่า กรรมที่กระทำไว้แล้ว เก็บเอาไว้ในจิตใจ หรือเรื่องราวที่อยู่ในใจย่อมจะกระทบกับจิตใจอยู่เสมอ จึงได้คิดนึกขึ้นมาได้


ที่นี้หลานเห็นหรือยังว่า กรรม คือ การกระทำที่เก็บเอาไว้ในจิตใจนั้น แม้มันจะไม่มีรูปร่างหน้าตาเป็นตัวเป็นตน สัมผัสถูกต้องไม่ได้ก็จริง แต่มันก็มีอำนาจ หรือมีอิทธิพล มีความสามารถที่จะกระทบกับจิตก่อให้เกิดอารมณ์ขึ้นก็ได้ เหตุนี้หลานจะเห็นได้ว่า จิตก็จะเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่จิตนั้นย่อมเก็บกรรมที่ได้กระทำเอาไว้ด้วย ซึ่งนั่นก็คืออำนาจหรืออิทธิพลนั่นเอง เดี๋ยวนี้หลานจะตอบได้หรือไม่ว่า จิตมีอะไรสำคัญรวมอยู่ด้วย


ป. ผมยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อมีกรรมหรือการกระทำที่เกิดขึ้น การกระทำนั้นก็ถือว่าจิตนั้นมีความสามารถ ถ้าจะเรียกกันอย่างสมัยใหม่ก็ว่า จิตมีพลังงานขอรับ แต่เอ๊ะ ความคิดนึกก็เป็นพลังงานด้วยหรือ


ล. การงานของจิต ก็คือรู้อารมณ์ หรือรู้สึกนึกคิดขึ้นมาได้ แน่ละ จิตจะต้องมีกำลังมีความสามารถที่จะก่อให้งานเกิดขึ้นมาทางทวารต่างๆ ได้ เช่น เห็น, ได้ยิน, คิด เมื่อเอาไปพูดกับการงานทางฝ่ายโลก จิตก็มีความสามารถที่จะทำงานได้นั่นเอง ถ้าเช่นนั้นจิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แล้วอย่างไรอีกเล่า


ป. การรู้อารมณ์ได้ก็แสดงถึงความสามารถ สิ่งใดแสดงความสามารถที่จะทำงานได้นั้น ในทางโลกเรียกว่า พลังงาน

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [2 พ.ย. 2545 , 06:03:06 น.] ( IP = 203.113.38.6 : : )


  สลักธรรม 2


ล. ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือจิต แล้วการรู้อารมณ์ได้ต่างๆ ก็คือ พลังงาน อันเป็นเครื่องแสดงความสามารถของจิตนั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนั้น จิตเป็นอย่างไร


ป. จิตก็เป็นสภาพที่มีพลังงานขอรับ แต่แปลกจริงๆ คุณลุงสรุปเอาง่ายๆ อย่างนี้เอง ผมเองก็ยังไม่เห็นไปด้วยทั้งหมด


ล. ถูกแล้ว จิตเป็นธรรมชาติรู้ จิตมิได้เป็นตัวพลังงาน แต่เป็นสภาวะที่มีกำลังความสามารถหรือเรียกกันว่ามีพลังงาน
เหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ” “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนา คือ กรรม” เจตนาคือการกระทำ เจตนาคือเป็นตัวอำนาจหรือมีพลังงาน แต่อย่างไรก็ดี ขออย่าให้หลานเข้าใจเลยไปว่าเจตนานี้เป็นตัวรู้อารมณ์ หรือเป็นตัวเห็น หรือได้ยิน เจตนาเป็นอำนาจ เป็นปัจจัยหรือกำลังงานที่ก่อให้เกิดรู้อารมณ์ขึ้นเท่านั้น


ดังนั้นเจตนา คือ กรรม ซึ่งได้แก่การกระทำ ก็คือ ความสามารถที่จะทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นคิด หรือกระทำด้วยกาย วาจา อย่างใด เมื่อได้คิดขึ้นหรือกระทำขึ้น จิตก็เริ่มทำงานกันขวักไขว่ แต่มีระเบียบ
ในทันทีที่คิด ที่รู้สึก ขบวนการภายในสรีระของเราในฝ่ายรูปหรือวัตถุก็ชุลมุนวุ่นวายกันอย่างสุดเหวี่ยงเหมือนกัน เช่น มันสมอง เส้นประสาท กล้ามเนื้อ ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่างก็ทำหน้าที่ของตนต่างกันปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือนโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ โรงหนึ่ง และขบวนการทำงานของจิตใจก็ไม่น้อยกว่าร่างกาย

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [2 พ.ย. 2545 , 06:07:42 น.] ( IP = 203.113.38.6 : : )


  สลักธรรม 3

ภาพจาก http//www.google.com/imghp? hl=th



ธรรมชาติที่แท้จริงนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูป หรือเป็นนามก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมากน้อยเท่าใดก็ตาม ผลที่ปรากฏเกิดขึ้นมาได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุเป็นแดนเกิด และบางทีก็มิใช่เป็นเหตุตื้นๆ ดังที่เรามองเห็นได้เท่านั้น แต่มันมีเหตุที่ลึกซึ้ง บางทีก็มีอีกหลายเหตุ และเหตุที่ลึกซึ้งเข้าไปมากๆ นั้นก็พ้นวิสัยของนักปราชญ์ราชบัณฑิตคนใดจะค้นเข้าไปถึงได้ จำจะต้องอาศัยพระสัพพัญญุตาญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น


แม้วิชาการทางโลก ทางวิทยาศาสตร์จะก้าวมาไกลจนถึงบัดนี้ก็จริง แต่คำถามที่เกี่ยวกับเรื่องของชีวิตที่เเกิดอยู่ต่อหน้า และเกิดอยู่ทุกวี่ทุกวันนั้น ก็ยังไม่มีใครมีความสามารถอธิบายได้ถูกต้องชัดเจนทั้งหมด ตัวอย่างเช่น เห็นได้อย่างไร ได้ยินได้อย่างไร คนเคลื่อนไหวอิริยาบถ เช่น เดินได้อย่างไร เป็นต้น


ในข้อนี้หลายอาจจะหาคำอธิบายได้บ้าง แต่ก็เป็นคำตอบเผินๆ เท่านั้น เพราะจะอธิบายไม่ได้ว่า เห็นคน เห็นสัตว์ เห็นสีเขียวสีแดง ได้อย่างไร จะอธิบายไม่ได้ว่า ได้ยินเสียงด่า เสียงชมเชย แล้วเกิดเสียใจดีใจได้อย่างไร และจะอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดคนจึงเดินได้ ทำไมจึงก้าวสั้นก้าวยาว เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ ลุงขอเวลาให้หลานได้ศึกษาต่อไปอีกสักพัก แล้วหลานจะประหลาดใจว่า พระอภิธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอธิบายได้อย่างไร มีเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นที่เชื่อถือแก่ใจได้หรือไม่


นอกจากที่ลุงได้กล่าวเกริ่นให้หลานฟังโดยย่อแล้ว หลานก็จะได้เห็นความจริงในเรื่องกำลังอำนาจของจิตของกรรมว่ามีกำลัง มีความสามารถ หรือจะพูดให้เหมือนกับหลักวิชาสมันใหม่ว่า พลังงาน เช่น เสียงไม่มากระทบหูแล้วก็จะได้ยินไม่ได้ กลิ่นไม่มากระทบจมูกแล้วก็รู้สึกกลิ่นไม่ได้ และถ้ากรรมที่เก็บไว้ภายในจิตใจไม่มากระทบกับจิตใจแล้วก็จะคิดไม่ได้เป็นอันขาด คอยไปอีกสักพักเถิด แล้วลุงจะให้บทพิสูจน์ในข้อนี้ให้หลานหายสงสัย


...... ยังมีต่อ ......

โดย นำเสนอโดย... วยุรี [2 พ.ย. 2545 , 06:16:54 น.] ( IP = 203.113.38.6 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณค่ะ
จะติดตามเรื่องจิตต่อไปค่ะ

จิตเหตุวิเศษยิ่ง
ที่พึ่งพิงจริงเป็นไป
พลังฝังยิ่งใหญ่
ย่อมส่งผลยลได้ตาม....

โดย ดอกสารภี [2 พ.ย. 2545 , 20:18:29 น.] ( IP = 202.28.27.2 : : 202.28.25.183 )


  สลักธรรม 5



ขอบพระคุณมากค่ะ อ.วยุรี ที่กรุณานำผลงานอันมีค่าของท่านอาจารย์บุญมี มาเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคนรุ่นหลังได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่เข้าใจง่ายและทำความเข้าใจในเรื่องพระอภิธรรมได้อย่างชัดเจน

ขอบคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 พ.ย. 2545 , 21:58:06 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.147.97 )


  สลักธรรม 6



นะโมตัสสะ ภะคะวะโต
อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน
สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถาเทวะมะนุสสานังพุทโธ ภะคะวาติ

โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว

.

โดย ต้อยค่ะ [3 พ.ย. 2545 , 20:14:40 น.] ( IP = 203.170.131.21 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org