มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ชีวิตภายหลังความตาย ตอน แก้ความเห็นผิด




ในความเข้าใจของบางท่านที่ว่า การเกิดขึ้นของเด็กในครรภ์มารดานั้นเกิดมาเพราะได้อาศัยบิดามารดาสมสู่อยู่ด้วยกันเท่านั้น รูปนามที่เกิดขึ้นมาในครรภ์ของมารดามิได้เนื่องหรือมิได้อาศัยอำนาจของรูปนามจากอดีตของผู้ที่ตายลงไปเลย ซึ่งความเชื่อเช่นนี้เป็นอุจเฉททิฏฐิมีความเห็นว่าตายแล้วสูญไปเกิดอีกไม่ได้ ในเรื่องนี้สำหรับชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจว่าตายแล้วเกิด

เรื่องที่สำคัญมาก แล้วเป็นความเข้าใจผิดของบุคคลส่วนใหญ่ แม้จะเป็นบุคคลที่นับถือศาสนาพุทธก็ตาม ก็คือ มีความเข้าใจว่า เมื่อบุคคลสิ้นชีวิตลงแล้วจะมีวิญญาณออกจากร่างของคนตายแล้วไปเกิดยังภพใหม่ ชาติใหม่ และอาจจะเป็นผีสางเทวดา หรือมนุษย์ได้ ตามบุญตามบาปที่เขาได้ทำไว้ เข้าใจว่าจิตหรือวิญญาณนั้นไม่มีเกิดไม่มีดับแต่ล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ ความเห็นเช่นนี้เป็นความเห็นผิด เป็นสัสสตทิฏฐิ

ซึ่งเป็นความเสียหายมากก็เพราะความจริงนั้น ทั้งรูปทั้งนามย่อมจะเกิดดับสืบต่อกันอยู่เสมอทุกเวลานาทีมิได้หยุดเลย ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่จะมีความมั่นคงถาวรได้แม้แต่อย่างเดียว ถ้าความเข้าใจผิดดังกล่าวมานี้มีความมั่นคงอยู่ภายในจิตใจเสียแล้วก็จะเป็นเหตุให้ขัดขวางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นการปฏิบัติหนทางที่จะให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะรูปนามจะไม่ปรากฏเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาได้ ญาณปัญญาก็จะถูกตัดออกไปโดยปริยาย ด้วยอาศัยความยึดมั่นในความเที่ยงที่ฝังประทับอยู่ในจิตใจขวางกั้นปัญญาเสีย

เหมือนเสียงที่ผม(ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร) พูดออกไปนี้ก็คือความสั่นสะเทือนของอากาศเป็นช่วงคลื่นขนาดต่างๆกัน จึงเป็นเสียงสูงเสียงต่ำ แต่ช่วงคลื่นที่เกิดขึ้นจากที่ผมพูดหาได้วิ่งไปกระทบหูของท่านทั้งหลายมิได้ หากแต่ได้ทำให้เกิดคลื่นในอากาศต่างๆกันไปจนก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนที่เยื่อหู สั่นต่อๆกันไปถึงกระดูกอ่อนรูปค้อน รูปทั่ง รูปโกลนไปจนถึงแอ่งน้ำตามลำดับแล้วจึงจะได้ยิน
หรือเครื่องโทรทัศน์ที่เราดูอยู่ทุกคืนก็เหมือนกัน คลื่นของแสงที่สะท้อนจากรูปที่สถานีในห้องส่งก็หาใช่ช่วงคลื่นอันเดียวกันนั้น คือที่สถานีส่งมาปรากฏขึ้นที่เครื่องรับโทรทัศน์ของผู้รับมิได้ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่าเครื่องที่สถานีส่งนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย และเป็นสันตติสืบต่อกันไปสลับซับซ้อน เช่นโดยเปลี่ยนจากคลื่นแสงมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


รูปหรือนามก็ดี ความรูสึกได้ยิน เรียกว่าโสตวิญญาณ โสตวิญญาณก็จะเกิดขึ้นที่ประสาทหู แล้วโสตวิญญาณก็ดับลงที่ประสาทหู นามเจตสิกที่ประกอบก็ดับลงณ.ที่นี้ด้วย สัทธารมณ์ คือรูปอันได้แก่คลื่นเสียงก็จะดับลง คือพ้นไปจากความรู้สึกได้ยินก็ณ.ที่นี้เหมือนกัน แม้โสตปสาท คือประสาทหูอันเกิดขึ้นมาจากกรรมชรูป ก็จะเกิดและดับในที่นี้เช่นเดียวกัน ถ้าจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่รูปดับช้ากว่านาม เพราะนามเกิดขึ้นถึง ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ ขณะเล็ก รูปจะดับลงไป ๑ ขณะเท่านั้นเอง แม้ในอารมณ์อื่นๆก็เหมือนกัน

เมื่อจุติจิตคือ ความตายได้เกิดขึ้นนั้น ทั้งรูปทั้งนามก็ดับลง ณ ที่นั้น และการปฏิสนธิเกิดขึ้นมาใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นรูปนามที่เกิดใหม่อีกต่างหาก หาใช่เป็นรูปเป็นนามที่เคลื่อนย้ายมาจากจุติจิตมิได้ แต่ก็แน่นอนทีเดียว รูปและนามที่ได้ดับลงนั้นมีกำลังมีอำนาจก่อให้เกิดรูปนามขึ้นมาใหม่

การเกิดใหม่ของสัตว์ทั้งหลายที่ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าจิตหรือวิญญาณเที่ยงเป็นสัสสตทิฏฐิ เพราะเข้าใจว่าวิญญาณเดิมของตนมี และเมื่อตายลงแล้ว วิญญาณของตนก็ออกจากร่างที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ได้ บางคนยังเรียกว่าจิตเดิม หรือจิตเดิมแท้ แล้วเข้าใจว่าจิตนั้นเที่ยง ไม่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความคิดเห็นดังกล่าวเป็น มิจฉาธิโมกข์ คือ ตัดสินใจผิด บางท่านเข้าใจต่อไปอีกว่าสัตว์ทั้งหลายตายลงแล้วต้องคอยอีก ๗ วัน จึงจะไปเกิดได้ ในระหว่างนี้จิตหรือวิญญาณก็จะล่องลอยท่องเที่ยวไปหาที่เกิดใหม่เสียด้วยซ้ำ อันความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามสภาวธรรมนี้ ก็มาจากสาเหตุหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ผู้ที่ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว มาแสดงตัวให้ปรากฏต่อหน้าญาติมิตร มีรูปร่าง สัณฐาน กิริยาอาการ ตลอดจนเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ ญาติมิตรของผู้ตายได้พบได้เห็นแล้ว จึงคิดว่าผู้ตายยังคงไม่ได้ไปเกิด จึงได้มาเกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่งความผูกพันที่มีอยู่เดิม หรือจะมาเรียกร้องขออะไรที่ตนขาดตกบกพร่องอยู่ ฉะนั้นญาติมิตรจึงได้ทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้ แล้วอธิษฐานใจว่า ขอให้ผู้ตายไปผุดไปเกิดเสียทีเถิด อย่าได้มาเป็นห่วงกังวลต่อผู้อยู่หลังเลย

แท้จริง จุติ คือดับหรือตายแล้วจะต้องปฏิสนธิ คือเกิดทันที แต่การเกิดบางท่านทำบุญเอาไว้น้อย แต่ทำบาปเอาไว้มาก จึงได้เกิดเป็นสัตว์ที่ใหญ่โตเต็มตัวในทันที เช่นเป็นเปรตหรืออสูรกาย หรือบางท่านทำบุญเอาไว้มากสักหน่อยจึงได้มาปฏิสนธิเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาชั้นต่ำสุด ได้แก่ เวมานิกเปรต หรือวินิปาติกอสุรา หรืออาจจะเป็นเทวดาที่สูงกว่านั้น สัตว์เหล่านี้เราเรียกว่า โอปปาติกกำเนิด ซึ่งความจริงแล้วเกิดแล้วทั้งนั้นมีรูปมีนามพร้อมกันในทันทีด้วย แต่รูปนั้นละเอียดมากเป็นรูปปรมาณู

เพราะอำนาจของความจำในภพเก่าที่ตัวมีความผูกพันอยู่ยังมิได้หลุดถอนออกไปจากจิตใจ ความจำเก่าๆยังมิได้เลือนหายไป ด้วยอำนาจของอุปทาน ๓ คือ กามุปาทาน ความยึดมั่นในความดีติดใจในอารมณ์ต่างๆที่ตนเคยเสพมา ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในความเห็นที่ไม่ถูกต้อง และ อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในความเป็นตัวตนที่ได้เป็นไปในอดีตหรือความปรารถนาอย่างหนึ่งประการใด จึงได้มาแสดงตัวให้มาปรากฏเมื่อโอกาสอำนวยให้ ด้วยอำนาจของความจำเก่าๆในอดีตภพยังไม่เลือนหายไป ยังปรากฏชัดเจนอยู่ในใจ บางท่านก็มีรูปกายเหมือนเดิม บางท่านก็ทำอำนาจจิตให้ร่างกายเหมือนเดิม ญาติมิตรจะได้ทราบว่าเป็นใครแต่บางท่านก็เกี่ยวเข้ามาในความฝัน

อย่างไรก็ดี ถ้าโอปปาติกะนั้นเกิดอยู่ในที่ห่างไกลมนุษย์ หรือโอกาสไม่อำนวยให้แม้ความยึดมั่นเกี่ยวกับภพเก่า หรือญาติพี่น้องจะมากมายก็จะไม่มีโอกาสแสดงตัวได้ ญาติมิตรที่ไม่ได้ข่าวคราวเลยจึงคิดว่าผู้ตายคงจะได้ไปเกิดแล้ว
ความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่งก็คือเคยอ่าน เคยพูดกันในที่ทั่วไปถึงคำที่ว่า สมฺภเวสี ซึ่งตามพจนานุกรมบาลีไทย แปลว่า ผู้แสวงหาที่เกิด และในบทสวดมนต์เจ็ดตำนานฉบับหลวง แปลว่า สัตว์ที่กำลังเร่รอนแสวงหาที่เกิด ผู้อ่านผู้ฟังดังนี้ต่างก็มีความเข้าใจผิดไปว่าสัตว์ที่ได้ตายลงไปแล้วยังมิได้เกิด แต่สัตว์เหล่านั้นกำลังแสวงหาภพใหม่หรือที่เกิดใหม่อยู่ สัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่า สมฺภเวสี


แท้จริงคำว่า สมฺภเวสี นั้น หมายถึงผู้ที่ยังจะต้องเกิดอีก ซึ่งได้แก่ปุถุชน ๔ พระเสกขบุคคล ๓ รวมเป็น ๗ คำว่า สมฺภเวสี เป็นคำที่คู่กับคำว่า ภูตา ซึ่งมีอยู่ในเมตตาสูตร พระพุทธองค์ทรงเทศนาว่า

ทิฏฐา วา เย จ อทิฏฐา เย จ ทูเร วสนฺติ อวิทูเร
ภูตา วา สมฺภเวาสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตฺตตา
ซึ่งแปลความว่า สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดที่เราได้เคยเห็นมาแล้วก็ตาม (ทิฏฐา วา ) ที่เราไม่เคยเห็นมาแล้วก็ตาม (ทิฏฐา วา ) และสัตว์เหล่าใดที่อยู่ในที่ไกลจากเราก็ตาม (ทูเร วา ) อยู่ในที่ใกล้เราก็ตาม (อวิทูเร วา ) และสัตว์ทั้งหลายที่ปราศจากกิเลส แต่เคยเกิดในภพชาติต่างๆมาแล้วก็ตาม ปุถุชน ๔ พระเสกขบุคคล ๓ เป็นบุคคลที่จะต้องเกิดอีกเมื่อสิ้นชีวิตลง ปุถุชนคือผู้หนาไปด้วยกิเลส ก็ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ
๑. ทุคติบุคคล คือ เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย และสัตว์เดรัจฉาน
๒. สุคติบุคคล คือ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดาชั้นต่ำที่ไม่สมประกอบตั้งแต่ปฏิสนธิ
๓. ทวิเหตุกบุคคล คือ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดาที่จิตประกอบไปด้วยอโลภะ อโทสะ
๔. ติเหตุกบุคคล คือ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดาที่จิตประกอบไปด้วยอโลภะ อโทสะ และอโมหะ

และอริยบุคคล ๓ ได้แก่ ผู้มีกิเลสเบาบางเป็นลำดับ มีพระโสดาบัน พระสกิทาคา และพระอนาคามี บุคคลทั้งหมด (ปุถุชน ๔
พระอริยบุคคล ๓ ) เหล่านี้เมื่อตายลงแล้วก็จะต้องเกิดอีก และบุคคลเหล่านี้แหละเรียกว่า สมฺภเวสี มียกเว้นแต่พระอรหันต์ประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่เรียก สมฺภเวสี เพราะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป


รวมความว่า ผู้มีความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐินั้น มีความเห็นว่า ใจที่จะเกิดขึ้นในภพใหม่นั้น ก็ได้แก่ใจที่อยู่ในภพเก่านั่นเอง ความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า อุจเฉททิฏฐินั้น มีความเห็นผิดว่า ใจที่จะเกิดขึ้นในภพใหม่นั้น มิได้เกี่ยวข้องกับกายและใจในภพเก่าแต่อดีตบางประการใดเลย อาศัยเหตุที่เกิดขึ้นในภพใหม่ทั้งสิ้น คืออาศัยบิดามารดาสมสู่อยู่ด้วยกัน แล้วเด็กก็เกิดขึ้นมา

การเกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลายในครรภ์มารดาตามหลักปรมัตถธรรมนั้นมีความพิสดารประการใด จะนำเสนอในตอนต่อไปนะเจ้าคะ

โดย เพ็ญภัทร์ [6 พ.ย. 2545 , 10:00:19 น.] ( IP = 203.144.174.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ว้าว!!!
ละเอียดมากเลยค่ะกับเนื้อหา
อ่านแล้วก็ต้องสำรวจตัวเองอีกครั้งว่า
ชอบคิดไปในสิ่งที่เป้นพวเดียวกับเดียรถีร์หรือเปล่า
ขอบคุณมากค่ะคุณเพ็ญภัทร์ที่นำเรื่องของปัญญามาให้สำรวจความคิดของตนอยู่อย่างสม่ำเสมอ

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2545 , 12:21:20 น.] ( IP = 203.149.34.7 : : )


  สลักธรรม 2

อนุโมทนาในความเพียรค่ะ

โดย พี่ดา [6 พ.ย. 2545 , 16:01:33 น.] ( IP = 158.108.12.107 : : )


  สลักธรรม 3



.A sweet little boy
surprised his grandmother one morning
and brought her a cup of coffee.

He made it himself
and was so proud.

He anxiously waited to hear the verdict
on the quality of the coffee.

The grandmother had never in her life
had such a bad cup of coffee,
and as she forced down the last sip
she noticed three of those little green army guys
in the bottom of the cup.

She asked,
"Honey, why would three little green army guys
be in the bottom of my cup?"

Her grandson replied,
"You know grandma, it's like on TV...

The best part of waking up
is soldiers in your cup."


.................

โดย น้องแก้ว [6 พ.ย. 2545 , 21:55:13 น.] ( IP = 203.170.131.245 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณพี่เล็กค่ะ
อนุโมทนากับกุศลครั้งนี้มากๆ ค่ะ
เพราะมดได้อ่านแล้วได้รับความรู้ความเข้าใจ
ลึกซึ้ง เพิ่มขึ้น มากมาย
จากเหตุผลต่างๆ ที่พี่เล็กเพียรพยายามรวบรวมและพิมพ์ ถ่ายทอดคำสอนที่เข้าใจง่ายของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกรู
มาให้ได้อ่าน
สร้างสมความเห็นถูกให้เกิด
อนุโมทนาอีกครั้งค่ะ

โดย มด [6 พ.ย. 2545 , 22:16:24 น.] ( IP = 202.28.179.1 : : unknown )


  สลักธรรม 5

อ่านแล้วพอจะเข้าใจเพิ่มขึ้นบางนิดหนึ่ง แต่อย่างโกรธนะ ดีกว่าไม่เข้าใจเลย อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ ที่พูดกันวันก่อนว่าพี่เล็กอยากไปเรียกกับหลวงพ่อที่ดุสิตนะ หนุจะเป็นหัวหน้าชั้นให้นะพี่
อนุโมทนากุศลค่ะ

โดย mashima - [11 พ.ย. 2545 , 16:24:06 น.] ( IP = 210.1.12.130 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org