กำหนดเวลาในการให้ผลของกรรมนั้น ย่อมจะมีอยู่ตามอำนาจของกรรมตามอำนาจของเจตนารมณ์ที่เกิดขึ้นมา ในขณะที่เสพอารมณ์ที่เป็นชวนะในวิถีจิตต่างๆ เพราะชวนะที่เสพอารมณ์ดังกล่าวนั้นย่อมจะมีความหนักเบาไม่เหมือนกัน ดังนั้นกรรมที่มีกำลังน้อยจึงให้ผลได้แต่ในชาตินี้ให้ผลไปในชาติข้างหน้าไม่ถึง เพราะกำลังไม่พอ กรรมบางประเภทให้ผลในชาติหน้าเท่านั้น และกรรมบางประเภทมีกำลังมากที่สุด จึงสามารถให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป (นับชาตินี้เป็นชาติที่ ๑) และกรรมบางประเภทยกเลิกการไม่ส่งผลเลยก็มี
วิถีจิตเพื่อประกอบการอธิบายการให้ผลของกรรมตามวาระ มีดังนี้ คือ
อติมหันตารมณ์
ปัญจทวารวิถี (วิถีที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย)
. อตีตภวังค์ (ภวังค์เก่า)
. ภวังคจลนะ(ภวังค์ไหว)
. ภวังคุปัจเฉทะ(ภวังค์ตัด)
. ปัญจทวาราวัชชนะ (ประตูรับอารมณ์ทั้ง ๕)
. ปัญจวิญญาณ(วิญญาณทั้ง ๕)
. สัมปฏิจฉนะ(รับอารมณ์ทั้ง ๕)
. สันตีรณะ(พิจารณาอารมณ์)
. โวฏฐัพพนะ(ตัดสินอารมณ์)
. ชวนะ(เสพอารมณ์)
. ชวนะ
. ชวนะ
. ชวนะ
. ชวนะ
. ชวนะ
. ชวนะ
. ตทาลัมพณะ (ยึดหน่วงอารมณ์จากชวนะ)
. ตทาลัมพณะ
ภวังค์
วิภูตารมณ์
ภวังคจลนะ(ภวังค์ไหว)
ภวังคุปัจเฉทะ(ภวังค์ตัด)
มโนทวาราวัชชนะ
ชวนะ(เสพอารมณ์)
ชวนะ
ชวนะ
ชวนะชวนะ
ชวนะ
ชวนะ
ตทาลัมพณะ (ยึดหน่วงอารมณ์จากชวนะ)
ตทาลัมพณะ
ภวังค์
การให้ผลของกรรมตามวาระที่จะให้ผลได้นั้นมี ๔ ประการ คือ
๑ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ให้ผลได้ในชาติปัจจุบัน
๒ อุปปัชชเวทนียกรรม ให้ผลได้ในชาติหน้า
๓ อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป
๔ อโหสิกรรม เป็นกรรมที่ไม่ให้ผล
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลได้ในชาตินี้เท่านั้น จะไม่ติดตามข้ามไปยังชาติหน้าอันเป็นชาติที่ ๒ เลย เพราะมีกำลังไม่เพียงพอ คือ มีกำลังอ่อน
ผม (ท่านอาจารย์ บุญมี เมธางกรู) ได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การเกิดอารมณ์ขึ้นทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ที่เรียกว่าปัญจทวาร การเกิดอารมณ์ขึ้นทางใจ ที่เรียกว่า มโนทวารนั้น จะต้องเป็นไปตามลำดับตั้งแต่เริ่มต้น แล้วผ่านชวนะทั้ง ๗ ดวง
อารมณ์ที่เข้ามากระทบตั้งแต่เริ่มต้นเป็นลำดับมาจนถึงโวฏฐัพพณะ และมโนทวาราวัชชนะ ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่าเป็นอารมณ์อะไร ดีหรือเลว ชอบหรือไม่ชอบ แล้วชวนะทั้ง ๗ ดวงก็จะเป็นตัวเสพอารมณ์นั้น นั่นก็คือ มีความยินดี ยินร้าย ทุกข์หรือสุข และชวนะทั้ง ๗ ดวงนี่เอง ที่จะเกิดบุญหรือบาปได้ตามแต่อารมณ์ที่ได้รับมาแต่ตอนต้นตามลำดับจนถึงการตัดสินอารมณ์ วิถีจิตทั้งปัญจทวารและมโนทวารก็เกิดขึ้นตามลำดับดังกล่าวนี้มากมาย
ในชวนะทั้ง ๗ ดวงซึ่งเป็นกรรม เป็นตัวบุญหรือบาปนี้ มีกำลังไม่เท่ากัน ชวนะดวงที่ ๑ นั้นมีกำลังน้อยที่สุด ชวนะดวงอื่นก็มีกำลังลดหลั่นกันออกไป ฉะนั้น จึงมีความสามารถให้ผลได้ในเวลาต่างกัน
ชวนะดวงที่ ๑ให้ผลในชาตินี้ ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า และชวนะดวงที่ ๒ถึงที่ ๖ จะให้ผลในชาติต่อๆไปเมื่อได้โอกาส คือ ตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป
การให้ผลของกรรมตามชวนะต่างๆนั้น ถ้ายกตัวอย่างของจริงบางเรื่องขึ้นมาก็คงจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ถ้าเราขว้างก้อนดินก้อนหนึ่งไปข้างหน้า เราก็ขว้างไปได้ไกล เพราะเป็นผู้ใหญ่มีกำลังมาก แต่ถ้าจะให้เด็กเล็กๆขว้างก้อนดินดังกล่าวแล้ว ก็จะขว้างไปได้ไม่ไกลเลย ทั้งนี้ก็เพราะเด็กมีกำลังน้อย
การที่เราจะไปทำราชการหรือประกอบการงานธุรกิจใดๆก็ดี ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างพื้นฐานของตนขึ้นมาให้ดี หาไม่แล้วจะทำราชการหรือธุรกิจการงานได้อย่างไร จะต้องเล่าเรียนหนังสือแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายปี จะต้องฝึกหัดการงานนั้นๆจนมีความสันทัดจัดเจนพอสมควร ไม่มีใครเลยที่ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องฝึกฝนการงานแล้วก็ทำงานได้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีกำลัง ไม่มีความสามารถเพียงพอนั่นเอง แม้ว่าจะต้องเล่าเรียน จะต้องฝึกฝนการงาน ก็จะต้องอาศัยเวลา บางทีจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆหรือตั้ง ๑๐ ปี จะให้เล่าเรียนหนังสือปีนี้แล้วปีหน้าทำงานได้ดีกระไรได้
ถ้าเราปลูกต้นผลไม้ เช่นต้นมะม่วงก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องคอยเวลาจนกว่ามันจะออกผล ซึ่งแน่ละ ก็ต้องใช้เวลานานหลายปีเหมือนกัน แต่เมื่อมันออกผลแล้ว ผลที่มันออกมาปีแรกมันก็จะออกมาไม่กี่ผล จะให้มันดก คือออกผลมากตามใจเราก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เราจึงมักพูดกันว่า ต้นมะม่วงมันสาว แล้วจะให้ออกผลมากได้อย่างไร กำลังความสามารถของมันยังไม่เพียงพอที่จะให้เป็นเช่นนั้นได้ แม้เราจะปรนนิบัติมันอย่างไรก็ตาม
ชวนจิตดวงที่ ๑ ก็เช่นกัน จะให้ผลได้ในชาตินี้เท่านั้น จะเลยไปถึงชาติหน้าชาติโน้น มันก็ไม่มีกำลัง การที่ให้ผลน้อยเพราะมันมีกำลังของการให้ผลอ่อน บางทีก็มองไม่เห็นเลย และบางทีก็ให้ผลในชาตินี้ยังไม่ได้ เช่นผู้กระทำกรรมนั้นได้ตายไปเสียก่อนก็มี ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นผู้คนเป็นอันมากกระทำบาปอกุศล แต่ไม่เห็นได้รับผลร้ายอะไรเลย กลับอยู่ดีมีความสุขความสบาย ส่วนคนที่ทำแต่ความดีเป็นบุญเป็นกุศล แต่เห็นได้รับความลำบากทุกข์ยากเหลือหลาย หาความสุขความสบายไม่ค่อยได้ก็มีมาก แล้วเราก็พากันพูดว่า ทำดีไม่ได้ดี แต่ทำชั่วกลับได้ดี
เราจะให้ผลกรรมเห็นทันตาในชาตินี้กระไรได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า เหมือนเราจะให้เด็กอ่านออกเขียนได้ภายในไม่กี่วัน เราจะให้คนทำงานได้โดยไม่ต้องศึกษาหาความรู้ให้เพียงพอเสียก่อน และเราจะพยายามปลูกต้นมะม่วงวันนี้ แล้วรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะให้มันออกผลเต็มต้น
ทั้งนี้ก็เพราะกรรมที่ให้ผลในชาตินี้ คือชวนะดวงที่ ๑ เรียกชื่อว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้นมีกำลังน้อย ทั้งไม่มีกำลังเพียงที่ให้เลยไปถึงชาติหน้าได้ด้วย เหตุนี้ถ้าความตายได้เกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้ว ชวนะดวงที่ ๑ที่ยังไม่ให้ผล จึงได้เป็นอโหสิกรรมไป คือเลิกให้ผล ข้อยกเว้นสำหรับชวนะดวงที่ ๑ ก็มีเหมือนกัน แต่ก็ไม่มากทั้งทางฝ่ายกุศลและอกุศลซึ่งผู้กระทำที่ได้รับผลทันตาเห็นภายใน ๗วัน เรียกว่า อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เช่นถวายอาหารแก่พระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ เป็นต้น
สำหรับชวนะดวงที่ ๗ เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่มีกำลังมาก ดังนั้น จึงมีความสามารถส่งผลให้ได้ในชาติหน้า ให้ผลทั้งในปฏิสนธิกาล คือในขณะเกิดในภพใหม่ และให้ผลทั้งในปวัตติกาล คือเกิดขึ้นมาในภพใหม่แล้ว แต่ก็เพียวชาติหน้าชาติเดียวเท่านั้น กำลังอำนาจไม่เพียงพอสำหรับชาติที่ ๓ และชาติต่อๆไป อำนาจที่ว่ามากนั้น มีกำลังเพียงพอที่จะให้ผู้ตายเกิดขึ้นในชาติใหม่ คือชาติที่ ๒ ได้ เราเรียกกันว่า ให้อำนาจในการปฏิสนธิในขณะกำลังเกิดและให้ผลในปวัตติกาล คือ เกิดขึ้นมาแล้วจึงให้ผล
ผู้ตายได้อารมณ์ที่มีกำลังมาก เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย เพราะทะบุญกุศล หรือทำทำบาปอกุศลครบองค์ เช่นการกระทำบาปลักทรัพย์มีองค์ ๕ คือ
ทรัพย์ของผู้อื่น
รู้ว่าเป็นทัพย์ของผู้อื่น
มีเจตนาจะลัก
มีความพยายาม
ลักทรัพย์ได้สำเร็จ
และอำนาจของกรรมในชวนะดวงที่ ๗ นั่นเอง เป็นตัวการสนับสนุนให้บังเกิดจิต เจตสิก และกรรมชรูปในถพใหม่ ถ้าทำบุญหรือทำบาปครบองค์ก็มีอำนาจมาก สามารถให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ ถ้าไม่ครบองค์ เช่นลักทรัพย์ไม่ครบองค์ทั้ง ๕ เป็นต้น กำลังก็มีน้อย จะให้ผลในปวัตติกาล คือเกิดขึ้นมาเสียก่อน
การที่ชวนะดวงที่ ๗ อันเป็นดวงสุดท้ายให้ผลได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลดังกล่าวแล้ว หรือมีกำลังความสามารถที่จะให้ผลได้จนถึงในชาติหน้าก็ดี ก็ให้เพียงชาติหน้าชาติเดียวเท่านั้นเองที่เราเรียกว่าชาติที่ ๒ แต่ก็หมดความสามารถที่จะให้ผลในชาติที่ ๓ หรือชาติต่อๆไปได้ทั้งนี้ก็เพราะกำลังไม่เพียงพอที่จะให้ผลไปไกลได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อสิ้นชีวิตลงไปในชาติที่ ๒ แล้ว ตัวกรรมอันเป็นชวนะดวงที่ ๗ ก็เลิกให้ผลเป็นอโหสิกรรมไป การที่ชวนะดวงที่ ๗นี้ให้ผลได้มาก แต่ก็ไม่มากจริงจนไปถึงชาติที่ ๓ หรือชาติต่อๆไปได้นั้น เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่จะให้ผลน้อยมี ๒ ตอน คือ ตอนต้นยังสาวอยู่ก็ให้ผลน้อย แล้วตอนแก่ก็ให้ผลน้อยเหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่าในตอนต้น ทั้งนี้ก็เพราะกำลังของการให้ผลไม่เพียงพอ
ส่วนชวนะดวงที่ ๒ถึงที่ ๖ นั้นเรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไปจนนับชาติไม่ได้ทุกๆชาติไป แม้แต่เป็นพระอรหันต์กิเลสหมดสิ้นแล้วยังติดตามไปให้ผล ในพระสูตรก็จะพบว่า พระอรหันต์บางองค์ได้รับความลำบากมาก ท่านจึงเปรียบเทียบว่า เหมือนสุนัขไล่เนื้อ มันจะติดตามเนื้อไปไม่หยุดเลยจนกว่าจะทันและจับเนื้อได้
ชวนะดวงที่ ๒ถึงที่ ๖ นั้นเรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป เพราะมีกำลังมากจึงให้ผลยาว สามารถให้ผลได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล แต่อย่างไรก็ดี ในวิถีเดียวกันนั้น ดวงใดดวงหนึ่งให้ผลปฏิสนธิเสียดวงหนึ่งแล้ว เหลืออีก ๔ ดวง จะให้ผลในปฏิสนธิในอีก ๔ไม่ได้ เพราะในวิถีเดียวกันจะให้ปฏิสนธิดวงเดียวเท่านั้น ที่เหลือต้องให้ผลในปวัตติกาล ให้ความทุกข์ ให้ความสุข หรือแม้จะเข้ามาสนับสนุน หรือตัดรอนการปฏิสนธิก็ได้
ท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องเกรงว่า จะไม่มีชวนะอันเป็นตัวกรรมนั้นเข้ามาให้ผลได้ตลอดเวลา ตลอดชีวิต เพราะว่าคนทำกรรมทั้งดีทั้งชั่วครั้งหนึ่งนั้น วิถีจิตเกิดขึ้นมากมาย และชวนะตัวการเสพอารมณ์ก็เกิดขึ้นมานับไม่ไหว