มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประทีปดวงเอก...พระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร




คำไว้อาลัยแด่พระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร
โดย
ศาสตราจารย์นายแพทย์จำลอง หะริณสุต

--------------------------------

เมื่อ 45 ปี มาแล้ว ข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมแปด โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2480 แล้วศึกษาต่อในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
สำเร็จออกมาเป็นแพทย์ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และศึกษาต่อไปอีกในหลักสูตรแพทย์หลังปริญญาที่ประเทศอินเดียและประเทศอังกฤษ กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ ที่โรงพยาบาลศิริราช และเป็นคณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ 22 ปี เรียน ว.ป.อ. สำเร็จได้วุฒิบัตรจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ.2518 ได้รับเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา

เมื่อ พ.ศ.2520 แล้วก็เกษียณอายุราชการมาได้ 9 ปีแล้ว ปัจจุบันนี้เป็นที่ปรึกษาพิเศษของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และเป็นเลขาธิการผู้ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาคเวชศาสตร์เขตร้อนและสาธารณสุข ของคณะรัฐมนตรีศึกษาธิการแห่งภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ คือ องค์การซึมิโอทรอปเมด เป็นมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 25 ปี แล้ว ก็นับว่าข้าพเจ้าเป็นนักวิชาการระดับสูงของประเทศไทยและนักบริหารวิชาการแพทย์โรคเขตร้อนและสาธารณสุขมาช้านาน อยู่คลุกคลีกับกิจการงานทางโลกรวมแล้วอยู่ถึงเกือบ 50 ปี


บัดนี้ ได้ทุ่มเทความสนใจลงไปในคำสั่งสอน และสัจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา โดยเฉพาะในเรื่องพระอภิธรรม ทั้งนี้ก็เนื่องจากท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ผู้ล่วงลับไปแล้วเมื่อเร็วๆ
นี้เอง


เมื่อ 11 ปี ที่แล้วมา ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเกษียณอายุราชการได้ 1 ปี คือ ปีพ.ศ.2524 ข้าพเจ้าเกิดความคิดและถามตัวเองว่า “ชีวิตนี้มีเพียงแต่ความเป็นอยู่อย่างนี้หรือชีวิตคืออะไร ตายแล้วไปไหน” ได้พยายามหาคำตอบจากบรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆ เท่าที่จะทำได้ โดยการศึกษาและปฏิบัติธรรมะพร้อมๆ กันไป ในที่สุดเมื่อได้เข้าศึกษาพระอภิธรรมในพระพุทธศาสนาจึงได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
แม้ปัจจุบันนี้ยังทำการศึกษาและปฏิบัติธรรมะ โดยนัยพระอภิธรรมอยู่


การได้ศึกษาพระอภิธรรม เริ่มต้นที่อาจารย์บุญมี เมื่อปลายปี พ.ศ.2529 เป็นเวลา2
ปี 9 เดือน ต่อด้วยการศึกษาจากอาจารย์และพระอาจารย์อื่นๆ อีก รวมทั้งการค้นคว้าศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา คัมภีร์ต่างๆ จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลาทั้งหมด 5 ปีกว่าแล้ว เวลานี้สามารถเขียนตำรับตำราและบทความต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา และสอนวิชาพุทธศาสตร์ให้แก่นักศึกษาอภิธรรมที่ “โรงเรียนพระอภิธรรมมงคลทิพยมุนี วัดพระเชตุพนฯ” เป็นประจำตลอดจนปฏิบัติธรรมในด้านสมาธิวิปัสสนา ตามวิธีการที่ถูกต้องในพระอภิธรรมกับพระอาจารย์สุนทร สุขเถื่อน วัดปราสาททอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ถ้ำพระธาตุเมืองเทพ จังหวัดอุทัยธานี รอเวลาเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางของตนเองต่อไปในภายหน้า ซึ่งคงจะไม่นานเกินรอ

ข้าพเจ้าเคยบวชหนึ่งพรรษาที่วัดราชประดิษฐ์ฯ กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2490
และได้ศึกษาธรรมะ โดยเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์แสวง ฐิตะศิริ และพระอาจารย์ชินวงศาจารย์ (หลวงพ่อพุทธ ฐานิโย) วัดป่าสาละวัน จังหวัดนครราชสีมา ในปีพ.ศ.2524-2529 โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์แสวงได้สอนให้ปฏิบัติสมาธิภาวนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2529 ขณะที่ข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดอนาลโย จังหวัดพะเยา ไปพบและอ่านหนังสือเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา เขียนโดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร ( ขณะที่ยังเป็นฆราวาส ) เกิดชอบใจว่าเป็นหนังสือที่แสดงธรรมทำให้เข้าใจดี โดยเฉพาะเรื่องพระอภิธรรมภาคปฏิบัติ เมื่อกลับมากรุงเทพฯ จึงพยายามสืบเสาะหาตัวอาจารย์บุญมีจนพบเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2529 และได้เรียนถามเรื่องธรรมะต่างๆ ในพระอภิ ธรรม เกิดความศรัทธาอย่างสูง จึงเรียนพระอภิธรรมกับท่านอาจารย์บุญมี ซึ่งสอนอยู่ที่ “โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ” วัดพระเชตุพนฯ ทุกเสาร์-อาทิตย์ และเมื่อเรียนได้ 6 เดือน มีการสอบลองภูมิกันขึ้น ข้าพเจ้าก็สอบได้อภิธรรมตรี


ข้าพเจ้าคงเรียนต่อไปกับพระอาจารย์บุญมี เมื่อท่านได้อุปสมบทที่วัดศรีประวัติกับพระอาจารย์มหาแสวง โชติปาโล ในพรรษาปี 2530 และคงทำการสอนพระอภิ ธรรมที่ “โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ” ต่อไปอีก จนกระทั่งเดือนกันยายน พ.ศ.2532 ท่านได้แจ้งให้ที่ประชุมของบรรดานักศึกษาศิษย์อภิธรรม ที่โรงเรียนดังกล่าวว่า ท่านได้ทำการสอนพระอภิธรรมที่ “โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ” เป็นเวลากว่า 18 ปีแล้ว บัดนี้เกิดมีความจำเป็นต้องย้ายสำนักงานของอภิธรรมมูลนิธิ และการสอนพระอภิธรรมไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย ที่อยู่ตรงข้ามกับพุทธมณฑล ถนนพุทธมณฑลสาย 4 จังหวัดนครปฐม ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2532

บรรดาอาจารย์ที่ร่วมกันทำการสอนอยู่ที่ “โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ” และศิษย์นักศึกษาอภิธรรมรวมกว่า 100 คน ได้คัดค้านกันอย่างแข็งขันว่า “ไม่ควรจะย้ายไป ถ้ามีความจำเป็นก็ย้ายไปส่วนหนึ่ง เหลือให้มีการสอนอภิธรรมที่โรงเรียนนี้ต่อไปอีก” แต่ท่านพระอาจารย์บุญมีไม่ยอมเห็นด้วย ยืนยันความคิดเห็นของท่าน และว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารอภิธรรมมูลนิธิตกลงให้ย้ายไป และดังนั้นท่านก็ย้ายไปทั้งหมด ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2532


ทางฝ่ายวัดพระเชตุพนฯ โดยท่านเจ้าคุณพระเทพโสภณ ( หลวงเตี่ยในขณะนั้น
เวลานี้เป็นพระธรรมราชานุวัตร ) พิจารณาเห็นว่าเมื่อยังมีบรรดาอาจารย์สอนและศิษย์นักศึกษาอภิธรรมอยู่พร้อมกว่า 100 คน ที่วัดพระเชตุพนฯ ก็น่าจะจัดให้มีการสอนพระอภิ ธรรมต่อไปอีกได้ ทั้งนี้โดยเป็นการสนองพระประสงค์ของสมเด็จพระอริยวงศาคาตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราช (อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ) และพระมงคลทิพยมุนี ( เมี้ยน ปภสฺสโร ) แห่งวัดพระเชตุพนฯ

ดังนั้น ท่านจึงได้ปรึกษาหารือกับคณะสงฆ์และคณะฆราวาส ในที่สุดก็จัดตั้ง “มูลนิธิวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ขึ้น เพื่อให้การสอนพระอภิธรรมที่วัดพระเชตุพนฯ มีสืบต่อเนื่องต่อไปอีก มูลนิธิวัดพระเชตุพนฯ นี้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2533 และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทางกฎหมายต่อกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 การสอนพระอภิธรรมก็ได้ดำเนินการเรื่อยมา ณ “โรงเรียนพระอภิธรรมมงคลทิพยมุนี” สนับสนุนโดยมูลนิธิวัดพระเชตุพนฯ ตั้งแต่ปี
พ.ศ.2533 จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว


แต่พระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร หลังจากท่านย้ายอภิธรรมมูลนิธิไปอยู่ที่สำนักงานใหม่ที่ตรงข้ามพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และตัวท่านไปอยู่ที่สำนักวิปัสสนาอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร
ท่านมีอาการอาพาธอยู่ตลอดเวลา เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลธนบุรี เรื่อยมา เนื่องจากท่านเป็นผู้สูงอายุมาก และมีโรคเบาหวาน โรคไขข้อของร่างกายเสื่อมและโรคชราของผู้สูงอายุ จึงทำให้ท่านอ่อนแอขาดภูมิต้านทานโรค ท่านอาพาธหนักและในที่สุดก็มรณภาพเมื่อคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2534


ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร ในฐานะท่านเป็นปูชนียบุคคล โดยเป็นครูอาจารย์ในด้านพระอภิธรรม ท่านสอนและส่งเสริมพระอภิธรรมตลอดเรื่อยมาไม่ต่ำกว่า 38 ปี สอนพระอภิธรรม ตั้งแต่เริ่มเปิด “โรงเรียนบรรยายพระอภิธรรมปิฎก” ขึ้นในปี พ.ศ.2496
โดยท่านเป็นกรรมการธรรมศึกษาของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปภัมภ์ ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานอยู่ที่มหามงกุฎราชวิทยา หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ในเวลานั้นท่านได้เชิญอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ คุณพระชาญบรรณกิจ และอาจารย์อื่นอีกให้เป็นครูร่วมกันบรรยายพระอภิธรรม ซึ่งเวลานั้นมีพุทธศาสนิกชนน้อยนักที่จะทราบว่า พระอภิธรรมมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตเพียงใด และท่านเหล่านั้นยังได้ร่วมมือกันจัดตั้ง “อภิธรรมมูลนิธิ” กันขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2500


ด้วยความเป็นนักสู้ต่อปัญหาของชีวิต และด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องพระอภิธรรม และเพื่อเผยแพร่คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ในด้านพระอภิธรรม ต่อมาเมื่อเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่การสอนพระอภิธรรม ท่านอาจารย์บุญมีก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นระยะๆ โดยย้ายการสอนพระอภิธรรมตามพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งย้ายจากหน้าวัดบวรนิเวศวิหารไปอยู่ที่สถานที่แห่งใหม่ที่ถนนพระอาทิตย์ แล้วย้ายออกจากพุทธสมาคมฯ มาบรรยายที่ศาลาโรงธรรมโพธิ์ลังกา วัดพระเชตุพนฯ
เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2509


พอถึงปี พ.ศ.2512 พระมงคลทิพยมุนี ( เมี้ยน ปภสสโร ) ร่วมกับวัดพระเชตุพนฯ
และอภิธรรมมูลนิธิ เริ่มจัดสร้างโรงเรียนสอนพระอภิธรรมขึ้น ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ”วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งสร้างเสร็จเปิดการบรรยายอภิธรรมได้ในปีพ.ศ.2515 การบรรยายอภิธรรมได้มีเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ถึง พ.ศ.2532 เป็นเวลาทั้งสิ้นกว่า 18 ปีที่โรงเรียนนี้ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยความรู้ความสามารถ และความพยายามเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนในพระอภิธรรมปิฎก ของท่านอาจารย์บุญมี และต่อมาเป็นพระอาจารย์บุญมี เมธงกุโร ตลอดมา

คำสอนของท่านพระอาจารย์บุญมี ทำให้เกิดความคิดในเรื่องปัญหาชีวิตว่า ชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน ตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่ อยู่ในความเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ตามคำสั่งสอนในพระอภิธรรมของพระพุทธองค์นั่นเอง


ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธงBกุโร ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ดวงวิญญาณของพระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร ที่เคารพและนับถืออย่างสูง จงสถิต ณ แดนสุคติภพ เสวยทิพยสมบัติชั่วกาลนาน เทอญ

ศาสตราจารย์นายแพทย์จำลอง หะริณสุต
โรงเรียนพระอภิธรรมมงคลทิพยมุนี
มูลนิธิวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เพื่อการศึกษาพระอภิธรรมและบำรุงพระศาสนา

โดย ผู้ดูแลบอร์ด [22 พ.ย. 2545 , 09:39:06 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อนุสรณ์ ถึงบุญคุณของท่านอาจารย์


ท่านอาจารย์ เมื่อครั้งยังดำรงเพศเป็นฆราวาส มีความรู้ความสามารถในการอธิบายธรรมะอย่างดี ทั้งมิได้มีมัจฉริยะในธรรมที่ท่านอุตสาหะค้นคว้ามา ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมะให้เข้าใจธรรมะเป็นเวลานานมาก โดยที่ท่านอาจารย์ ได้สละเวลาอันมีค่าของตนเอง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่เลือกว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ยากดี มีจน อาจารย์พร่ำสอนธรรมะ การให้ธรรมเป็นทาน เป็นการให้อมตะ คือ ความสุขอย่างยิ่งฯ

ท่านอาจารย์มิได้ให้ธรรมะเป็นทานอย่างเดียว ยังได้สละทรัพย์ส่วนตัวแจกจ่ายแก่ผู้ที่ควรแจกจ่าย เป็นการช่วยเหลือให้ทั้งความสุขกาย สุขใจ นับว่าเป็นผู้ที่หาได้ยากคนหนึ่ง ธรรมดาผู้ที่เป็นครู ย่อมทำอุปการะบุญคุณ โดยไม่หวังผลตอบแทน มีใจหนักแน่น บัณฑิตได้กล่าวยกย่องผู้ที่ทำอุปการคุณ ในบุคคล 4 พวกนี้ คือ .-
1. พระพุทธเจ้า ทรงมีอุปการคุณ แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย
2. พระมหากษัตริย์ ทรงมีอุปการะ แก่ทวยราษฎร์
3. ครูอาจารย์ มีอุปการะ แก่สานุศิษย์ทั้งหลาย
4. มารดาบิดา มีอุปการะ แก่บุตรและธิดา


ในบั้นปลายแห่งชีวิต ท่านอาจารย์ได้สละเพศฆราวาสบวชเป็นบรรพชิตด้วยจิตศรัทธา
ไม่หวนกลับมาเป็นฆราวาสอีกเลย แม้จะถูกพยาธิครอบงำอย่างหนัก ก็ไม่ยอมละเพศบรรพชิต ท่านอาจารย์ได้มรณะไปแต่ร่างกาย พระคุณของอาจารย์คงยังมีอยู่สานุ ศิษย์ทั้งหลายตลอดไปฯ

การที่ท่านอาจารย์ ได้ตัดสินใจบวชด้วยศรัทธานี้ จึงเป็นเสมือนรอยศิลาที่จารึกไว้ ให้รู้ว่า สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อความแก่ชราปรากฏแล้วควรแสวงหาที่พึ่ง ก็ตนเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งแก่ตน
คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งในภพหน้าได้ การบวชของท่านอาจารย์จึงเป็นเครื่องเตือนสติได้อย่างดี ในบุคลผู้ยังประมาทลุ่มหลงอยู่ฯ


ด้วยกุศลเจตนา ที่พวกสานุศิษย์ได้ร่วมกันบำเพ็ญในครั้งนี้ ขอจงเป็นพลปัจจัยให้ดวงวิญญาณของท่านอาจารย์ จงมีความสุข ความเจริญ ในทิพยสมบัติเถิด
ธัมมุทเทส 4
1.โลก คือ หมู่สัตว์ อันชรานำเข้าไปใกล้ไม่ยั่งยืน
2.โลก คือ หมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน
3.โลก คือ หมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
4.โลก คือ หมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสของตัณหาฯ

สมพร ศรีวราทิตย์
20 มีนาคม 2535

โดย ผู้ดูแลบอร์ด [22 พ.ย. 2545 , 09:41:36 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

กราบคารวะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์บุญมีได้ทำหน้าที่เผยแพร่พระธรรมคำสอน ของพระบรมศาสดา
โดยเฉพาะพระอภิธรรมมานานกว่า 40 ปี ดังนั้น ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของศิษย์ทางธรรมเป็นอันมาก ดิฉันเองก็เป็นศิษย์คนหนึ่งในบรรดาศิษย์มากหลายของท่าน ตลอดเวลาเหล่านั้น ท่านได้ปลูกฝังผู้ฟังและศิษย์ทั้งหลายให้กลัวบาป ไม่กล้าทำบาป เพราะผลของบาปนำมาแต่ความทุกข์โดยสถานเดียว


นอกจากท่านอาจารย์จะบรรยายพระอภิธรรมเป็นประจำแล้ว ท่านยังเขียนและพิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแพร่เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพระอภิธรรมคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คน

และนอกจากท่านอาจารย์จะบรรยายพระอภิธรรมด้วยตนเองแล้ว ท่านยังสนับสนุนศิษย์หลายคนที่ท่านพิจารณาเห็นว่า มีความรู้ความเข้าใจพระอภิธรรมพอที่จะถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ ให้ช่วยบรรยายพระอภิธรรม ที่นับวันแต่จะขยายตัวกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ โดยให้ช่วยบรรยายในห้องบรรยายที่เปิดเพิ่มขึ้น จากห้องเดียวเป็นหลายห้อง และจากการบรรยายเฉพาะพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ให้มีการบรรยายพระอภิธรรมปิฎกโดยตรงเพิ่มขึ้นด้วย


นับว่าท่านได้ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่พระอภิธรรมเป็นอย่างดียิ่ง สมกับที่ท่านได้ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับว่า พระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์
จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน


ในฐานะที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความรู้ความเข้าใจ ในพระอภิธรรมแก่ดิฉันมาตั้งแต่ดิฉันเริ่มต้นเข้ามาศึกษาใหม่ๆ เมื่อราวประมาณ 30 ปีที่แล้ว จวบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน ทั้งท่านยังสนับสนุนให้ดิฉันได้ช่วยบรรยายพระอภิธรรมปิฎกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2512 เป็นเหตุให้ดิฉันได้มีโอกาสทำทานกุศลอันสูงสุด คือ การให้ธรรมเป็นทาน ซึ่งพระบรมศาสดาตรัสว่า ชนะการให้ทั้งปวงมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

นับเป็นพระคุณอันสูงสุด ยากที่จะลืมได้ จึงขอกราบคารวะท่านอาจารย์ด้วยความสำนึกในพระคุณ และหากจะมีสิ่งใดที่ดิฉันได้ทำให้ท่านอาจารย์ไม่พอใจแม้เพียงน้อยนิด ดิฉันก็กราบขออภัยไว้ในที่นี้


ไม่ว่าท่านอาจารย์จะสถิตอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม ขอได้โปรดรับความคารวะจากดิฉันและบรรดาศิษย์ทั้งหลายจากมูลนิธิวัดพระเชตุพนด้วย
กราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ประณีต ก้องสมุทร

โดย ผู้ดูแลบอร์ด [22 พ.ย. 2545 , 09:44:52 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบคุณผู้ดูแลบอร์ดมากนะค่ะ ที่ทำให้ลูกศิษย์ใหม่ได้ทราบความมีเมตตา กรุณาของท่านอาจารย์ บุญมีที่มีต่อลูกศิษย์และเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
ขอน้อมถวายกุศลทั้งหมดให้แด่ท่านอาจารย์ บุญมี เมธางกูรค่ะ

โดย เพ็ญภัทร์ [22 พ.ย. 2545 , 18:29:49 น.] ( IP = 203.144.174.37 : : )


  สลักธรรม 4

ผมอยากทราบว่าการเป็นพ่อแม่ลูกกันถ้าตายไปแล้วจะกลับมาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกันหรือเปล่าครับ

โดย มนตรี สฤษฎ์เลิศธนสิน - [18 ต.ค. 2547 , 16:50:22 น.] ( IP = 203.146.251.145 : : )


  สลักธรรม 5

คิดถึงท่านอาจารย์มากครับ


โดย พี่เณร [20 พ.ย. 2548 , 13:06:25 น.] ( IP = 61.90.118.42 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org