มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สติและปัจจุบันอารมณ์




สติและปัจจุบันอารมณ์มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมากจนเกือบเป็นสิ่งเดียวกัน วันนี้ได้ไปอ่านหนังสือ พุทธธรรม ของพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) หน้า 819-824 พระคุณเจ้าได้อธิบายว่าเหตุใดสติที่ตามทันขณะปัจจุบันจึงเป็นหลักสำคัญของวิปัสสนา



กิจกรรมสามัญที่สุดของทุกๆ คน ซึ่งเป็นไปอยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ก็คือ การรับรู้อารมณ์ต่างๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมีการรับรู้ ก็มีความรู้สึกพร้อมกันไปด้วย คือ สุขสบายบ้าง ทุกข์ระคายเจ็บปวด ไม่สบายบ้าง เฉยๆ บ้าง เมื่อมีความรู้สึกสุขทุกข์ ก็มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในใจด้วย คือ ถ้าสุขสบายที่สิ่งใด ก็ชอบใจติดใจสิ่งนั้น ถ้าไม่สบายได้ทุกข์ที่สิ่งใด ก็ขัดใจไม่ชอบสิ่งนั้น เมื่อชอบก็อยากรับรู้อีก อยากเสพซ้ำ หรืออยากได้ อยากเอา เมื่อไม่ชอบ ก็เลี่ยงหนี หรืออยากกำจัด อยากทำลาย กระบวนการนี้ดำเนินไปอยู่ตลอดเวลา มีทั้งที่แผ่วเบา ผ่านไปโดยไม่ได้สังเกต และที่แรงเข้ม สังเกตได้เด่นชัด มีผลต่อจิตใจอย่างชัดเจน และสืบเนื่องไปนาน ส่วนใดแรงเข้ม หรือสะดุดชัด ก็มักชักให้มีความคิดปรุงแต่งยืดเยื้อเยิ่นเย้อออกไป ถ้าไม่สิ้นสุดที่ในใจ ก็ผลักดันให้แสดงออกมาเป็นการพูด การกระทำต่างๆ ทั้งน้อยทั้งใหญ่ ชีวิตของบุคคล บทบาทของเขาในโลก และการกระทำต่อกันระหว่างมนุษย์ ย่อมสืบเนื่องออกมาจากกระบวนธรรมน้อยๆ ที่เป็นไปในชีวิตแต่ละขณะๆ นี้เป็นสำคัญ

ในทางปัญญา การปล่อยจิตใจให้เป็นไปตามกระบวนธรรมข้างต้นนั้น คือ เมื่อรับรู้แล้วก็รู้สึกสุขสบาย ก็ชอบใจ ติดใจ เมื่อรับรู้แล้ว รู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ก็ขัดใจ ไม่ชอบใจ ข้อนี้จะเป็นเครื่องกีดกั้นปิดบังทำให้ไม่รู้ไม่เข้าใจไม่มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง หรือตามสภาวะที่แท้ของมัน ทั้งนี้เพราะจิตใจที่เป็นไปเช่นนั้น จะมีสภาพดังต่อไปนี้

1. ข้องอยู่ที่ความชอบใจ หรือความขัดใจ ทำให้เห็นเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ตรงตามที่มันเป็นจริง
2. ตกลงไปในอดีตหรืออนาคต ทำให้มีการทะนุถนอมคิดปรุงแต่งตลอดจนนำไปฝันเฟื่องต่อไป
3. ตกอยู่ในอำนาจของความคิดปรุงแต่ง ทำให้แปลความหมายของสิ่งที่รับรู้ไปตามแนวทางของภูมิหลังหรือความเคยชินที่ได้สะสมไว้ เช่น ค่านิยม ทัศนคติ หรือทิฏฐิที่ตนยึดถือ เรียกว่าจิตตกอยู่ในภาวะถูกปรุงแต่ง
4. ยังมีการนำภาพที่ถูกปรุงแต่งนั้น เข้าไปร่วมในการปรุงแต่งต่อไปอีก เป็นการเสริมซ้ำการสั่งสมนิสัยความเคยชินของจิตให้แน่นหนายิ่งขึ้น

ความเป็นไปเช่นนี้ การจัดการแก้ไขมิใช่จะทำได้ง่ายนัก เพราะในทันทีที่รับรู้อารมณ์หรือมีประสบการณ์ ยังไม่ทันตั้งตัวที่จะยั้งกระบวน จิตก็แล่นไปตามความเคยชินของมันเสียก่อน ดังนั้นการแก้ไขในเรื่องนี้ จึงมิใช่แต่เพียงตัดวงจรล้างกระบวนธรรมนั้นลงเท่านั้น แต่จะต้องแก้ไขความเคยชิน หรือนิสัยที่ไหลแรงไปข้างเดียวของจิตอีกด้วย องค์ธรรมสำคัญที่จะใช้เป็นตัวเบิกทางและเป็นหลักรวมพลทั้งสองกรณีนั้น ก็คือ "สติ" การปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ก็มีวัตถุประสงค์อย่างนี้ กล่าวคือ เมื่อมีสติตามทันขณะปัจจุบัน และมองดูสิ่งนั้นๆ ตามที่มันเป็นอยู่ในขณะนั้นๆ ตลอดเวลา ย่อมสามารถตัดวงจรทำลายกระบวนธรรมฝ่ายอกุศลลงได้ด้วย ค่อยๆ แก้ไขความเคยชินเก่าๆ พร้อมกับสร้างนิสัยใหม่ให้แก่จิตได้ด้วย จิตที่มีสติช่วยกำกับให้ตามทันอยู่กับปัจจุบัน จะมีสภาพตรงข้ามกับจิตที่เป็นไปตามกระบวนธรรมข้างต้น เช่น ความชอบใจ หรือขัดใจไม่มีโอกาสเกิดขึ้น จิตไม่เลื่อนไหลลงไปในอดีต ไม่เลื่อนลอยไปในอนาคต ไม่ถูกปรุงแต่งเนื่องจากภูมิหลังของตนเองที่ได้สะสมไว้ ฯลฯ

เมื่อใดสติตามทันทำงานสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง อย่างชำนาญ คนไม่ปิดบังตัวเอง ไม่บิดเบือนภาพที่มอง และพ้นจากอำนาจความเคยชินหรือนิสัยเก่าของจิตแล้ว เมื่อนั้น ก็พร้อมที่จะมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันและรู้เข้าใจความจริง ถึงตอนนี้ ถ้าอินทรีย์อื่นๆ โดยเฉพาะปัญญาแก่กล้าพร้อมดีอยู่แล้ว ก็จะร่วมงานกับสติ หรืออาศัยสติคอยเปิดทางให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดญาณทัศนะ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นจุดหมายของวิปัสสนากรรมฐาน แต่การที่ปัญญินทรีย์เป็นต้นจะพร้อมหรือแก่กล้าได้นั้น ย่อมอาศัยการฝึกฝนอบรมมาโดยลำดับ รวมทั้งการเล่าเรียนสดับฟังในเบื้องต้นด้วย การเล่าเรียนสดับฟังและการคิดเหตุผล เป็นต้น จึงมีส่วนเกื้อกูลแก่การรู้แจ้งสัจธรรมได้

สติไม่ใช่ตัววิปัสสนา ปัญญาหรือการใช้ปัญญาต่างหากเป็นวิปัสสนา แต่ปัญญาจะได้โอกาสและจะทำงานได้อย่างปลอดโปร่งเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีสติคอยช่วยกำกับหนุนอยู่ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วข้างต้น การฝึกสติจึงมีความสำคัญมากในวิปัสสนา สติทำกิจสำคัญทั้งในสมถะและในวิปัสสนา ในสมถะ สติกุมจิตไว้กับอารมณ์ หรือดึงอารมณ์ไว้กับจิต เพียงเพื่อให้จิตเพ่งแน่วแน่หรือจับแนบสนิทอยู่กับอารมณ์นั้น นิ่งสงบไม่ส่ายไปซ่านไปที่อื่น ส่วนในวิปัสสนา สติกำหนดอารมณ์กุมไว้กับจิตหรือคุมจิตไว้กับอารมณ์เหมือนกัน แต่มุ่งใช้จิตเป็นที่วางอารมณ์เพื่อเอาอารมณ์นั้นเสนอให้ปัญญาตรวจสอบพิจารณา หากจะอุปมาให้ง่ายขึ้น ในกรณีสมถะ เหมือนเอาเชือกผูกลูกวัวพยศไว้กับหลัก ลูกวัวจึงต้องวนเวียนไปมาอยู่กับหลักเท่านั้น เมื่อหายพยศก็หมอบนิ่งอยู่ตรงนั้น จิตเปรียบเหมือนลูกวัวพยศ อารมณ์เหมือนหลักที่ผูกวัวไว้ สติเหมือนเชือก ส่วนในกรณีวิปัสสนา เปรียบเหมือนเอาเชือกหรือเครื่องยึดอย่างหนึ่งผูกตรึงคน สัตว์ไว้กับแท่นหรือเตียง แล้วตรวจดูหรือทำกิจอื่น เช่น ผ่าตัด เป็นต้น ได้ถนัดชัดเจน เชือกหรือเครื่องยึดคือสติ คน สัตว์ คืออารมณ์ แท่นหรือเตียงคือจิตที่เป็นสมาธิ การตรวจหรือผ่าตัดเป็นต้นคือปัญญา

โดย อาจารย์ประพันธ์ - [22 ส.ค. 2544 , 20:52:31 น.] ( IP = 203.145.4.177 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

ปัจจุบันทันอารมณ์
สติสมระดมสรรค์
รูปรับนับอนันต์
มีต่อเนื่องมากเรื่องรราว

ปัญญาพารู้จริง
ที่พึ่งพิงมากขนชาว
สัผัสชัดร้อนหนาว
นำกุศลสู่หนทาง...

โดย ดอกสารภี [23 ส.ค. 2544 , 09:28:29 น.] ( IP = 172.17.11.232 : : 172.17.11.232 )


  สลักธรรม 2

สติมา ปัญญามีครับอาจารย์...

สติระลึกรู้ รู้อะไร ก็รู้ทันปัจจุบันไง...
ทำไมต้องมีสติ ...อ้าว ก็สติทำให้ตั้งตนในความ
ไม่ประมาท

คนกินเหล้าจึงขาดสติ เมื่อขาดสติก็ทำสิ่งไม่ดีเยอะ
ติดคุกติดตะรางก็มีอยู่ให้เห็นมากมาย

สติจึงเป็นทรัพย์ภายใน ที่มากค่ากว่าสิ่งใด

ผู้มีปัญญาพึงใช้สติ ควบคู่กับการงาน
กิจทั้งปวง เมื่อมีสติ ตั้งตนระลึกอยู่บ่อย ๆ
จะไม่หลง ไม่ลืม และเป็นผู้มีปัญญางามไปด้วย อ่ะ...

เขียนไปเรื่อย ๆ ครับจารย์...

โดย โก๋ขอรับ [23 ส.ค. 2544 , 17:52:38 น.] ( IP = 203.144.239.146 : : )


  สลักธรรม 3

ผมอยากทราบว่าผู้เขียนบทความดังกล่าวและผู้นำมาเสนอนี้ เป็นผู้ปฏิบัติหรือเปล่า หรือเป็นเพียงผู้รู้ธรรม......

โดย เมืองใจ [25 ส.ค. 2544 , 08:34:22 น.] ( IP = 202.28.22.43 : : )


  สลักธรรม 4

ผู้เขียนข้างต้นคือ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) ครับ ผมไม่เป็นทั้งผู้รู้ธรรม และไม่เป็นทั้งผู้ปฏิบัติ เป็นเพียงคน post ข้อความเพื่อประโยชน์ของการนำไปปฏิบัติเท่านั้น ส่วนที่ว่าพระคุณเจ้าพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) จะปฏิบัติหรือไม่ ไม่บังอาจแม้แต่จะคิดถามท่านครับผม

โดย อาจารย์ประพันธ์ - [25 ส.ค. 2544 , 09:37:36 น.] ( IP = 161.200.130.111 : : )


  สลักธรรม 5

เรียนคุณเมืองใจที่นับถือ
การที่เราจะสามารถรู้ได้ว่า ใครกระทำถูกผิดอย่างไรนั้นดิฉันขอแสดงความเห็นว่า..ผู้นั้นต้องผ่านทั้ง คันธะธุระและวิปัสสนาธุระมามากจริงๆค่ะ จะคาดคะเนจากการถามตอบเพียงข้อความสั้นๆนั้นไม่ได้แน่นอน ยิ่งเรื่องการปฏิบัติด้วยแล้วต้องมีสติปัญญาที่แตกฉานขั้นทิฏฐิวิสุมธิเป็นอย่างต่ำและจะสามารถรู้ทางเดินที่ตรงนั้นต้องได้มังคามังคญาณทัสสนะวิสุทธินะค่ะ..ดังนั้นเราควรจะช่วยกันส่งเสริมทางและสนับสนุนกันและกันไม่ดีกว่าหรือค่ะ..
ยิ่งอวดยิ่งอด..ยิ่งลดยิ่งเพิ่ม

โดย ดอกแก้ว - [25 ส.ค. 2544 , 09:39:37 น.] ( IP = 203.170.157.170 : : 203.170.157.170 )


  สลักธรรม 6

อะไรคือสติ ?

สรนฺติ เอตายาติ สติ
- ธรรมชาติ ชื่อว่า "สติ" เพราะมีความหมายว่า
เป็นเหตุระลึกได้ (วิสุทฺธิมคฺค ๓/๓๘) คำว่า "ระลึกได้" ในที่นี้มีความหมายว่า
"ไม่หลงลืม" เป็นความจริงว่า ในเวลาที่ธรรมชาติอันชื่อว่าสตินี้เกิดขึ้น ใน
เวลานั้นบุคคลย่อมระลึกได้ คือ ไม่หลงลืมว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ หมายความ
ว่าตนกำลังไป กำลังมา กำลังข้ามถนน กำลังขึ้นรถ กำลังลงเรือ หรือกำลัง
ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ก็ย่อมระลึกได้ไม่หลงลืม สติทำใจให้สำรวมอยู่
เฉพาะสิ่งที่กำลังทำอยู่เฉพาะหน้า จะกระทำการงานใดๆ ก็มีใจสำรวมสนใจอยู่
เฉพาะการงานที่กำลังทำอยู่เท่านั้น ไม่เลื่อนลอยนึกถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้วุ่นวาย
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า "อปิลาปนลกฺขณา สติ - สติมีความ
ไม่เลื่อนลอยเป็นลักษณะ" ดังนี้.....(ผู้เขียนอธิบายไว้ในต้นฉบับ..สรุป
เปรียบเทียบจิตเหมือนเรือ สติเหมือนไม้ค้ำถ่อ แม้มีคลื่นและลมอยู่ ก็ไม่
ล่องลอยเปะปะ ย่อมหยุดได้ หรือไปในทิศทางที่ประสงค์เท่านั้น ไม่สับสน
...แต่เมื่อมีสติเกิดขึ้น แม้มีอารมณ์จรเข้ามาทางทวารต่างๆ อย่างนั้น ก็ไม่
เลื่อนลอย ย่อมมั่นคงอยู่เฉพาะกิจที่กำลังกระทำ หรือนึกคิดอารมณ์นั้น
อารมณ์นี้ไปตามลำดับที่ประสงค์จะนึกเท่านั้น.....สติจึงเป็นธรรมที่จำ
ปรารถนาในกาลทุกเมื่อ ในกิจทั้งปวง ในการงานทั้งปวง การงานของ
คนทั้งหลายจะไม่บกพร่อง หรือบกพร่องน้อย ก็เพราะอาศัยสติ บุคคลมี
ความระมัดระวังรอบคอบ เป็นเหตุให้พ้นจากอันตรายทั้งหลายที่พึงมีได้
รอบๆตัว ก็เพราะอาศัยสตินั่นแหละ สติเป็นเหตุให้ยับยั้งไม่ทำกรรมชั่ว
เพราะระลึกได้ว่า "กรรมนี้เราไม่ควรทำ" ดังนี้......)

อะไรคือสัมปชัญญะ ?

สมฺปชานาตีติ สมฺปชญฺญํ
- ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ชื่อว่า "สัมปชัญญะ"
เพราะมีความหมายว่า รู้โดยประการทั้งหลายได้โดยชอบ (อฏฺจสาลินี. ๑๐๐
..ฉบับมหาจุฬาฯ)

คำว่า "รู้โดยประการทั้งหลาย" เป็นคำบ่งชี้ว่าสัมปชัญญะนี้เป็นชื่อของ
ปัญญานั่นเอง ส่วนคำว่า "โดยชอบ" มีความหมายว่า สมควรแก่การ
ที่ควรจะรู้ในวาระนั้นๆ ในเวลาที่จะก้าวเดินไปเป็นต้น ปัญญาที่มีความ
หมายอย่างนี้แหละ ได้ชื่อว่า "สัมปชัญญะ"

จริงอยู่ ปัญญานี้ สามารถจำแนกได้หลายอย่าง ตามอาการที่รู้ หรือตาม
กิจที่กระทำ เกี่ยวกับการหยั่งรู้ และได้ชื่อต่างๆกัน ตามอาการที่รู้เป็นต้น
นั้น เช่น เพราะรู้คือเห็นโดยชอบ หมายความว่าเห็นตามความเป็นจริง
ไม่ผิดพลาด จึงได้ชื่อว่า "สัมมาทิฏฐิ", เพราะรู้คือเห็นอาการต่างๆ มีอาการ
ที่ไม่เที่ยง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่า "วิปัสสนา", เพราะรู้สิ่งที่ควรรู้เท่านั้น จึง
ได้ชื่อว่า "วิชชา", เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะคือความหลง จึงได้ชื่อว่า
"อโมหะ" ดังนี้เป็นต้น แม้ได้ชื่อว่า สัมปชัญญะ นี้ ก็เพราะมีอาการที่รู้
หรือทำกิจเกี่ยวกับความหยั่งรู้ ดังได้กล่าวแล้ว นั่นแหละ

ก็เพราะเหตุที่ความรู้ของปัญญา ที่เป็นเหตุให้ปัญญาได้ชื่อว่า สัมปชัญญะ
นี้ เป็นความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของตน ไม่ใช่ความเป็นไปของผู้อื่น เป็น
ความสำเหนียกตนเอง ไม่ใช่สำเหนียกผู้อื่น เป็นความพิจารณาใส่ใจในกิจ
ที่ตนพึงกระทำ ไม่ใช่กิจผู้อื่นกระทำ อาจารย์หลายท่าน จึงเรียกปัญญา
อย่างนี้เสียใหม่ให้ฟังง่ายๆว่า "ความรู้สึกตัว" ก็แต่ว่า ความข้อนี้จะชัดเจน
ขึ้น เมื่อได้กล่าวถึงเนื้อหาสาระเกี่ยวกับสัมปชัญญะที่ท่านจำแนกไว้เป็น
๔ อย่าง แต่ละอย่างก่อน.....
.สาตถกสัมปัปชัญญะ..สัปปายสัมปัญญะ
โคจรสัมปชัญญะ..และ..อสัมโมหสัมปชัญญะ
(สนใจตามอ่านต้นฉบับที่คัดลอกมาฝาก
"อุบายดับทุกข์ โดย ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์)

โดย คนแก่ [3 ก.ย. 2544 , 11:42:46 น.] ( IP = 161.200.130.141 : : 161.200.130.141 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org