มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ชีวิตภายหลังความตาย ตอน บุคคล สถานที่ และจิตใจ ที่เกิดขึ้นมาในภพชาติใหม่




บุคคล สถานที่ และจิตใจ ที่เกิดขึ้นมาในภพชาติใหม่

ในบรรดากิจการงานทั้งหลาย ถ้าเป็นกิจการงานที่ใหญ่ ก็จะต้องมีผู้ทำการงานนั้นๆหลายคนด้วยกัน และคนหลายคนที่เข้ามาทำงานนั้น มีหน้าที่การงานต่างกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องตั้งชื่อบุคคลเหล่านั้นไว้เพื่อจะได้พูดหรือเรียกขานกันได้ถูกต้อง เช่น ในธุรกิจการค้า มีห้างร้านค้าขายเป็นต้น ก็จะต้องมีผู้จัดการ คนขายของหน้าร้าน เสมียนพนักงานและภารโรง


ในเรื่องปฏิสนธิจุติก็เหมือนกัน มีจิตใจหลายประเภท มีบุคคลหลายพวกที่จะต้องทำความเข้าใจจึงต้องตั้งชื่อจิตใจ ตั้งชื่อบุคคล สถานที่ ตลอดจนประเภทการงานต่างๆออกไปเพื่อจะได้เรียกขานกันได้ถูกต้องแล้วทราบได้ว่า ทำการงานอะไรหรือใครทำอะไรอยู่ที่ไหน


บุคคลทั้งหลายเมื่อแยกออกตามสภาวธรรมแล้วก็มีอยู่ ๑๒ บุคคลคือ

ทุคติบุคคล ๑
สุคติอเหตุกบุคคล ๑
ทวิเหตุกบุคคล ๑
ติเหตุกบุคคล ๑
รวมเรียกบุคคลทั้ง ๔ ว่า ปุถุชน ๔

โสดาปัตติมรรคบุคคล ๑
สกทาคามิมรรคบุคคล ๑
อนามิมรรคบุคคล ๑
อรหัตมรรคบุคคล ๑
โสดาปัตติผลบุคคล ๑
สกทาคามิผลบุคคล ๑
อนามิผลบุคคล ๑
อรหัตผลบุคคล ๑
รวมเรียกบุคคลทั้ง ๘ นี้ ว่า พระอริยบุคคล ๘
และรวมเรียกปุถุชน ๔ และพระอริยบุคคล ๘ นี้ว่าบุคคล ๑๒




ภพภูมิที่สัตว์เกิดขึ้นมาในกามภูมิ ๑๑ คือ
สัตว์นรก ๑
สัตว์เดรัจฉาน ๑
เปรต ๑
อสูรกาย ๑
รวมเรียก ๔ ภูมินี้ว่า อบายภูมิ ๔

มนุษยภูมิ ๑
เทวภูมิ ๖
รวมเรียก ๔ ภูมินี้ว่า กามสุคติภูมิ ๗
รวมเรียก อบายภูมิ ๔ และ กามสุคติภูมิ ๗ ว่า กามภูมิ ๑๑



จิตของสัตว์ที่จะปฏิสนธิในภพภูมิต่างๆ

๑.จิตที่ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก ๑ ดวง
นำปฏิสนธิในทุคติภูมิ คือเกิดเป็น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย
๒. จิตที่ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ๑ ดวง
นำปฏิสนธิเป็นมนุษย์กับเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นต่ำสุด และเป็นบุคคลที่ไม่สมประกอบ
๓.จิตที่ชื่อว่า มหาวิบากจิต ๘ ดวง
นำปฏิสนธิในมนุษย์ ๑ ภูมิ กับเทวภูมิ ๖ ภูมิ
๔.จิตที่ชื่อว่า มหัคคตวิบาก ๙
นำปฏิสนธิในรูปพรหมและอรูปพรหม



ตามธรรมดาเมื่อเราต้องการทราบว่า กิจการงานของใครดีเด่น หรือบังเกิดความเสียหายอย่าร้ายแรงจนเป็นที่เลื่องลือ เราก็จำเป็นจะต้องค้นหาความจริงของเรื่องนั้นหลายทางด้วยกัน เช่นบุคคลนั้นคือใคร เป็นคนดีหรือไม่ดีอย่างไร อยู่ที่ไหน ในสถานที่นั้นเป็นอย่างไร และบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลประเภทไหน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน


ในการแสดงเรื่องจุติปฏิสนธิก็เหมือนกัน ก็จำเป็นที่จะต้องแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบวา บุคคลผู้เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุคคลชนิดไหน ทำไมถึงได้เกิดมาในสถานที่นั้น ในสถานที่นั้นเป็นอย่างไร และมีความเป็นมาประการใดบ้างทั้งในอดีตและปัจจุบัน


คำว่า บุคคล นั้น ตามสภาวธรรม มิได้มีความหมายเฉพาะเจาะจง คน เท่านั้น หากแต่หมายถึงสัตว์ทั้งหลายทั่วไปด้วย เช่น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย มนุษย์ เทวดา หรือแม้พระอริยบุคคลเบื้องต้นไปจนพระอรหันต์ สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น พื้นแผ่นดิน ภูเขา บ้านเรือน หรือ ต้นไม้ ไม่เรียกว่าบุคคล


คำว่า ปุถุชน นั้น หมายถึงผู้ที่หนาไปด้วยกิเลส มี โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำอยู่ในจิตพร้อมบริบูรณ์ ได้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิต่างๆ แต่ยกเว้นอริยบุคคล เพราะพระอริยบุคคลไม่ใช่ปุถุชนด้วยท่านได้ทำลายกิเลสออกไปไปได้เด็ดขาดเป็นบางส่วนจนถึงทำลายจนหมดสิ้นเชิงแล้ว

๑. บุคคลที่ได้ทำอกุศลกรรมไว้เป็นส่วนมากในชาตินี้ หรือทำอกุศลกรรมไว้มากในอดีตชาติ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย ก็จะระลึกได้ถึงอกุศลที่ตนได้เคยทำมาราวกับว่าเป็นความฝัน หรือรู้สึกว่าได้เห็น ได้ยินจริงๆ เช่นเห็นสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า หรือได้ยินเสียงสัตว์กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสน เห็นไฟลุกหรือเห็นป่าเปลี่ยว เห็นเหวลึกที่น่าหวาดเสียว เห็นถ้ำที่น่ากลัวตลอดจนเห็นสัตว์เดรัจฉานชนิดต่างๆ การระลึกถึงกรรมในอดีตก็เพราะว่า บางท่านไม่ได้ทำบาปหรือทำบุญไว้ในชาตินี้เด่นชัดมากนัก จึงได้ล้วงเอากรรมในอดีตชาติมาเป็นอารมณ์ ก็เป็นไปได้เมื่อเวลาใกล้จะถึงแก่ความตาย บุคคลดังกล่าวนี้ จะถูกผลักส่งให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย และเมื่อเกิดในสถานที่ดังกล่าวนี้แล้วก็เรียกว่า อบายภูมิ ๔ อันเป็นที่เกิด อันไม่มีความสุขความสบาย ได้รับความเดือดร้อน และตัวผู้เกิด ณ. อบายภูมิทั้ง ๔ นี้เรียกว่า ทุคติบุคคล


อบายภูมิทั้ง ๔ นี้ ผู้เกิดเป็นบุคคลที่มีกายอันละเอียดเป็นปรมาณู เห็นไม่ได้สัมผัสไม่ได้ด้วยกายของเรา เรียกว่า โอปปาติกปฏิสนธิ เกิดขึ้นมาตัวใหญ่โตเต็มที่ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หทยวัตถุ เพศหญิงหรือเพศชายพร้อม (ยกเว้นสัตว์นรกไม่มีเพศ) สัตว์เดรัจฉานที่มีกายหยาบที่เห็นในโลกนี้ ก็รวมเป็นสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิด้วย (สัตว์เดรัจฉานชนิดต่างๆที่มีกานละเอียดเป็นรูปปรมาณูในโลกนี้ก็มี)
จิตของผู้ที่ปฏิสนธิในอบายภูมินั้น เรียกว่า อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก เป็นวิบาก คือ ผลของกรรมที่ได้กระทำอกุศล มี ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิตนี้มี ๑ ดวงเท่านั้น เป็นตัวปฏิสนธิในภูมิที่ไม่มีความสุขความสบายในภพภูมิทั้ง ๔ ไม่ว่า สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต หรือ อสูรกาย ก็ตาม แต่ตัวการที่ส่งสัตว์ไปเกิดหรือตังการที่ให้อำนาจนั้น ได้แก่อารมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะถึงแก่ความตาย อารมณ์ที่ใกล้จะถึงแก่ความตายเป็นตัวบ่งชี้ว่าสัตว์นั้นจะเกิด ณ ที่ใด



ามธรรมดาถ้าจิตของบุคคลใดจับอยู่ในอารมณ์ใดต่อๆกันไปเป็นเวลานานแล้ว
เราก็พูดกันว่า จิตจับอารมณ์ได้มั่นคง เราก็ถือว่าจิตนั้นมีกำลังมาก จะคิดอ่านจดจำหรือจะศึกษาเล่าเรียนอะไรก็จะได้ผลดี ซึ่งแตกต่างกับจิตของคนที่จับอารมณ์ไม่มั่นคงซัดส่ายไปมาอยู่เสมอเหมือนไฟเทียนที่อยู่ในที่ๆลมพัด จิตชนิดนี้มีกำลังน้อย จะคิดอ่านจดจำหรือจะศึกษาเล่าเรียนวิทยาการอะไรก็จะจำไม่ค่อยได้ จิตของบุคคลที่ใกล้จะถึงแก่ความตายก็เหมือนกัน มีเหตุหลายประการที่มาทำให้จิตจับอารมณ์ที่เป็นกุศลได้ไม่มั่นคง จึงทำให้บังเกิดความเสียหายเมื่อเกิดขึ้นมาใหม่ในชาติหน้า



๒. บางคนทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาไปตามคนอื่นที่เขาว่าดี ไม่เคยศึกษา ไม่เคยพิจารณาว่าจะเท็จจริงอย่างไร จิตใจในการทำกุศลจึงไม่มั่นคง บางคนทำกุศลตามธรรมเนียม หรือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่หวังจะชักนำผู้อื่นที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเท่านั้น แต่ตนเองไม่เคยเชื่อผลของการกระทำหรือเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ได้ บางคนทำกุศลต่างๆไปด้วย มี โลภะ มีโทสะ มีโมหะ เข้าประกอบปะปนอยู่เสมอ เช่นทำกุศลด้วย โกรธ ทุกข์ร้อน กังวล ห่วงใยไปด้วย หรือทำกุศลเพราะอยากได้ผลดีในชาติหน้า ทำกุศลไปด้วยดื่มสุรามึนเมาไปด้วย บุคคลเหล่านี้มีกำลังของกุศลน้อยเพราะมีอกุศลเข้าไปพัวพันเสีย บุคคลดังกล่าวนี้ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย จิตจับอารมณ์ที่เป็นกุศลที่ตนเคยทำมาไม่มั่นคง เพราะจับอารมณ์ไม่เป็นแถวเป็นแนว มีอกุศลเกิดขึ้นมาสลับกันสีย เช่น จิตเป็นกุศล แล้วเกิดเห็นที่ตัวเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาแต่สมัยหนุ่มๆเป็นอันมาก กุศลจิตพัวพันกับอกุศลจิตดังนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาในภพใหม่ชาติใหม่ เพราะกุศลเป็นตัวนำ จึงได้เกิดเป็นคนหรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาต่ำสุด จึงเป็นคนหรือเทวดาที่ไม่สมประกอบ เช่นแข้งขาหรือตาพิการมาตั้งแต่ปฏิสนธิ (ถ้าผลนั้นเกิดในปวัตติกาล คือภายหลังปฏิสนธิแล้ว เป็นกรรมอีกอย่างหนึ่ง)

บุคคลที่ใกล้จะถึงแก่ความตาย ระลึกกุศลที่ตนทำเอาไว้ได้ แต่ไม่มั่นคงเพราะมีอกุศลโมหะเข้ามพัวพันเพราะเคยดื่อมสุราเมามายมาเป็นเวลานาน แม้กุศลจะเป็นผู้นำเกิดก็จริงแต่ก็ระลึกถึงเรื่องการเมามายที่ตนได้ทำมาเป็นอันมากสลับกันเสีย ทำให้กำลังของกุศลตกไป ดังนั้นจึงไปเกิดเป็นคนหรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาต่ำสุด เป็นผู้ไม่สมประกอบทางจิตใจ เป็นผู้มีปัญญาทึบ มีโมหะครอบงำมาก เป็นบ้า เป็นผู้ที่เรียกว่าไม่ค่อยเต็มบริบูรณ์ และปัญญาอ่อน เราเรียกบุคคลดังกล่าวนี้ว่า เป็นพวกสุคติอเหตุกบุคคล เพราะปฏิสนธิด้วยกุศลที่มีกำลังน้อย และชื่อจิตที่ปฏิสนธิเรียกว่าอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก อันเป็นจิตซึ่งเป็นผลของกรรม


๓. บุคคลบางคนทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา ก็มีจิตใจมั่นคง เพราะความเชื่อในผลของกรรมว่ามาตอบสนองได้ เชื่อมั่นว่า เมื่อชีวิตได้สิ้นสุดลงเมื่อใด จะต้องไปเกิดอีกในภพชาติใหม่ แม้ความเชื่อนี้จะเป็นความเชื่อตามๆกันมาไม่ประกอบด้วยเหตุผลข้อเท็จจริง เพราะมิเคยได้ศึกษาเล่าเรียนสภาวธรรมมาก่อนก็ตาม แต่ก็ตั้งใจทำจริงๆ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย ผลกุศลของบุคคลดังกล่าวจึงจัดว่ามีกำลังมาก (นอกจากจะมีเหตุมารบกวนใจ) ทั้งในขณะจิตนั้น จิตก็เป็น อโลภเหตุ อโทสเหตุ คือไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ความเสียใจ ในเวลาที่ทำกุศลอยู่ อกุศลมิได้เข้ามาพัวพันเลย ดังนั้น การปฏิสนธิของบุคคลนี้จึงไปเกิดในภพภูมิใหม่เป็นทวิเหตุกบุคคล คือบุคคลผู้มีสองเหตุ ได้แก่ อโลภเหตุ ไม่มีเหตุโลภ และอโทสเหตุ ไม่มีเหตุโกรธหรือเสียใจ


บุคคลนี้จะปฏิสนธิ เป็นทวิเหตุกบุคคล ปฏิสนธิ เป็นมนุษย์หรือเทวดาได้ทั้ง ๖ ชั้น ทั้งเป็นบุคคลที่สมประกอบทั้งกายและใจในขณะปฏิสนธิ (ถ้าขาดตกบกพร่องก็จะเป็นในปวัตติกาล ภายหลังจากเกิดแล้ว และเป็นกรรมอย่างอื่น) และชื่อจิตที่ปฏิสนธิเรียกว่า มหาวิบากญาณวิปยุต ๔ ดวง เป็นจิตอันเป็นผลของกรรมที่มาจากมหากุศลที่มิได้ประกอบด้วยปัญญา


๔ บุคคลบางคนเป็นผู้ช่างคิดช่างพิจารณาในเรื่องปัญหาของชีวิต จึงพอจะมีความเข้าใจในเรื่องของกรรมกับผลของกรรม ตลอดจนเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด แต่บางคนมิใช่เพียงเป็นคนช่างคิดพิจารณาเท่านั้น หากแต่ได้ศึกษาหาความจริงจาสภาวธรรมเลยทีเดียว กุศลของบุคคลดังกล่าวนี้จึงประกอบด้วยกุศลที่มีปัญญาเจตสิกเข้ามประกอบคนโดยมากเรียกว่า ปัญญาบารมี บุคคลดังกล่าวนี้ เมื่อทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็จะพิจารณาให้จิตของตนเกิดเป็นมหากุศลญาณสัมปยุต โดยพิจารณาเรื่องกรรมและผลของกรรมว่าสามารถให้ผลแก่ผู้กระทำได้ ความทุกข์หรือความสุขที่เกิดขึ้นกับใครๆนั้นก็มาจากอดีตและปัจจุบันกรรมทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณโดยพิจารณาว่า สัตว์ทั้งหลายและสรรพสิ่งสารพัดทั้งปวงไม่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งสิ้น เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์ สักแต่ว่ามาประชุมกันชั่วคราว แล้ก็บังคับบัญชาไม่ได้ด้วย สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหาได้เป็นแก่นสารพอที่จะเนามาเป็นที่พึ่งได้จริงๆไม่


ผู้ทำกุศลแล้วพิจารณาให้เกิดปัญญาดังกล่าวนี้อยู่เสมอๆ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย อารมณ์ที่เป็นกุศลนี้ก็จะเกิดขึ้น และจะเป็นกุศลที่มีปัญญาเข้าประกอบด้วย ยิ่งศึกษาเล่าเรียนให้มากๆก็ยิ่งจะเป็นการดี เมื่อสิ้นชีวิตลงไปก็จะได้เกิด คือปฏิสนธิด้วยจิตที่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่าติเหตุกบุคคล ผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยเหตุทั้ง ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ไม่มีความโลภไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลงเข้ามาพัวพันใจขณะทำกุศลนั้น ก็มีหวังว่าในการเกิดขึ้นชาติหน้าจะได้รับผลดีมาก และมีปัญญาบารมีสามารถเดินไปในหนทางที่ดีที่สุด ปัญญาจะเป็นผู้คัดท้ายให้ตรงไปสู่เป้าหมาย คือ ความพ้นทุกข์ การเดินทางไกลสะดวกสบาย และจะไม่เถลไถลออกไปนอกทางได้ง่าย (เกิดในชาติใหม่)


ผู้ที่ปฏิสนธิเกิดในภพภูมิที่ดี คือ กามสุคติภูมิ เป็นมนุษย์หรือเทวดาที่สมประกอบทั้ง ๖ ชั้น เรียกบุคคลชนิดนี้ว่า ติเหตุกบุคคล จะมีความสุข ความเจริญ พร้อมทั้งมีปัญญามาก และจิตที่ปฏิสนธินี้ชื่อว่า มหาวิบาญาณสัมปยุตจิต ๔ ดวง ดวงใดดวงหนึ่ง


ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องการตายการเกิดที่ผม (ท่านพระอาจารย์ บุญมี เมธางกูร) ได้บรรยายมานั้นเป็นการบรรยายโดยรวบรัด เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดละออมากเหลือเกิน แต่ก็หวังว่าคงจะช่วยให้ท่านบังเกิดความเข้าใจได้บ้าง อย่างน้อยก็พอให้ท่านได้บังเกิดความมั่นคงในใจสักนิดว่า ชีวิตภายหลังความตายนั้นมีจริงๆ เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นกุศลอย่างยิ่งแล้ว ขอความเจริญความผาสุก จงมีแก่ท่านทั้งลาย

ขออภัยค่ะที่หายหน้าหายตาไปหลายวันที่จริงแล้วไม่ได้หายไปไหนหรอกนะค่ะเข้ามาอ่านเสมอ แต่เครื่องที่บ้านไม่สามารถส่งข้อความไม่ได้ไม่ทราบว่าเป็นอะไรค่ะ พอดีเครื่องที่ทำงานว่างก็เลยได้เข้ามาพบกันอีกค่ะ สวัสดีค่ะ

โดย เพ็ญภัทร์ [29 พ.ย. 2545 , 12:16:46 น.] ( IP = 203.144.174.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อ่านมาถึงตอนนี้
ความน่ากลัวเริ่มชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ
จากความพลาดพลั้งที่โค้งสุดท้ายในมรณาสันนกาล
และเข้าสู่มรณาสันนวิถี
ต้องเสียเวลาบริหารชีวิตกันเป็น"ชาติ"เลยนะคะ
กว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ใหม่
และบางทีก็ตกต่ำกว่าเดิมเสียอีก
ขอบคุณมากค่ะ..คุณเพ็ญภัทร์

โดย น้องกิ๊ฟ [29 พ.ย. 2545 , 12:54:58 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

อนุโมทนาคะ คุณเพ็ญภัทร์ ที่ได้นำคำบรรยายของพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร มาฝากพวกเรา ทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น
ขอกราบบูชาพระคุณท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ด้วยความเคารพรักอย่างสูงสุดค่ะ

โดย ป้าจ๋า [29 พ.ย. 2545 , 19:45:03 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.155.235 )


  สลักธรรม 3


อนุโมทนาสาธุครับกระผม

ชีวิตนี้น่ากลัวมากจริงๆนะครับ

ถ้าไม่รู้ธรรมะแล้วก็ไม่มีทางรู้ได้ว่า

ชีวิตนี้น่ากลัวแต่กลับไปยินดีชีวิตมากๆเลยนะครับ

โดย พี่เณรชิต [30 พ.ย. 2545 , 07:41:59 น.] ( IP = 203.170.129.80 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org