| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้มีปัญญาในทางธรรม
สลักธรรม 1![]()
ขอบคุณมากครับอาจารย์ประพันธ์ที่กรุณานำเสนอเรื่องปัญญาครับ
โดย เทพธรรม - [24 ส.ค. 2544 , 09:45:06 น.] ( IP = 203.170.157.85 : : 203.170.157.85 )
สลักธรรม 2
ขอบคุณมากครับอาจารย์ประพันธ์ที่กรุณานำเสนอเรื่องปัญญาครับ
โดย เทพธรรม - [24 ส.ค. 2544 , 09:49:01 น.] ( IP = 203.170.157.85 : : 203.170.157.85 )
สลักธรรม 3
![]()
โดย เทพธรรม [24 ส.ค. 2544 , 10:25:50 น.] ( IP = 161.200.63.145 : : 161.200.63.145 )
สลักธรรม 4ลองอ่านอีกสำนวนดวหารธรรม
เปรียบเทียบกันนะครับ...
ปัญญา
ความรู้โดยประการต่างๆ คือความรู้แจ้งแทงตลอดตามความ
เป็นจริง ชื่อว่า ปัญญา ความว่า ปัญญาเป็นธรรมชาติที่รู้
เป็นความจริงว่า ความรู้วิชาการต่างๆแม้ในทางโลก เช่นวิชา
วิทยาศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ วิชากฏหมาย เป็นต้น ล้วนเป็นสภาวะ
ของปัญญา กล่าวได้ว่า ปัญญามีหลายอย่าง ตามสิ่งที่รู้ซึ่งมีมากมาย
หลายอย่าง หากเป็นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า
พระสัพพัญญุตญาณแล้วไซร้ ย่อมสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีเหลือ
เลยเทียว ก็แต่ว่าบรรดาปัญญาหลายอย่างที่รู้สิ่งต่างๆเหล่านี้นั้น
ปัญญาที่เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ในสังสารวัฏ
ได้แก่ ปัญญา ๒ อย่าง คือ วิปัสสนาปัญญา อย่างหนึ่ง
มรรคปัญญา อย่างหนึ่ง เท่านั้น ปัญญาที่เหลือมิได้เป็นไป
เพื่อกำจัดกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เพื่อ
ป้องกันความเยิ่นเย้อ ท่านทั้งหลายพึงทราบเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ
ปัญญา ๒ อย่างนี้เท่านั้น ก็แต่ว่า เนื่องจากว่าในปัญญา ๒ อย่างนี้
มรรคปัญญาเป็นอันเดียวกันกับสัมมาทิฏฐิ (เป็นตัวปัญญาโดยตรง)
และสัมมาสังกัปปะ (เป็นตัวอุปการะแก่ปัญญา.. โดยการที่คอยยกจิต
ให้ตั้งอยู่ในอารมณ์กรรมฐานมาตั้งแต่ต้น เป็นการเสนออารมณ์ให้
สัมมาทิฏฐิพิจารณาเห็นความจริง จนกระทำพระนิพพานให้แจ้งได้)
อันเป็นองค์มรรคแรกในบรรดาองค์มรรค ๘ ซึ่งเป็นส่วนของปฏิเวธ
เพราะฉะนั้น ท่านผู้ใคร่ในการศึกษาพึงทราบเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ
มรรคปัญญา ในวาระที่ว่าด้วยพระศาสนาประเภทปฏิเวธ...ใน
วาระนี้พึงทราบเนื้อหาสาระเกี่ยวกับวิปัสสนาปัญญาเท่านั้นก่อน...
"อะไรคือวิปัสสนาปัญญา ?"
..คำว่า "วิปัสสนา" นี้ ท่านทำวจนัตถะ (ความหมายของคำ) ไว้อย่างนี้
ว่า "อนิจฺจาทิวเสน วิวิธากาเรน ปสฺสตีติ วิปสฺสนา" (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี ๒๖๗)
แปลว่า "ปัญญา ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะมีความหมายว่า เห็นโดยอาการต่างๆ
เกี่ยวกับอาการที่ว่าไม่เที่ยงเป็นต้น" ดังนี้ เมื่อท่านได้ทำความหมายไว้อย่างนี้
ท่านผู้ใคร่ในการศึกษาทั้งหลาย พึงทราบคำอธิบายอย่างนี้ว่า..ความรู้คือ
ความเห็นโดยอาการต่างๆ คือเห็นว่าไม่เที่ยง อาการหนึ่ง, เป็นทุกข์ อาการหนึ่ง,
เป็นอนัตตา อาการหนึ่ง ชื่อว่า วิปัสสนาปัญญา ได้แก่ความรู้ ความเห็น
ตามประการที่ตรัสไว้อย่างนี้ ว่า "สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ฯปฯ สพฺเพ สงฺขารา
ทุกฺขา ฯปฯ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" (ขุ. ธ. ๒๕/๖๙-๗๐.) แปลว่า "สังขาร
ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ ธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา" ดังนี้ นั่นเอง
เพราะเหตุว่าท่านได้ทำความหมายของคำไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่ชื่อว่า
"วิปัสสนา" นี้ จึงมิใช่ความรู้ ความเห็นวิเศษ เกี่ยวกับความเป็นไปในนรก เห็นความ
เป็นไปในสวรรค์ ทราบว่าผู้นั้นผู้นี้ที่ได้ตายไปจากโลกนี้แล้ว ได้ไปเกิดในนรกชั้นนั้น
สวรรค์ชั้นนี้ หรือเห็นวัตถุสิ่งของที่ถูกปกปิดไว้ หรือจมอยู่ในดิน หรือว่าเห็นเหตุการณ์
ที่จักเกิดในอนาคตได้ล่วงหน้า เป็นต้น อะไรทำนองดังกล่าวนี้...อย่างที่เข้าใจแพร่
หลายในปัจจุบันนี้ เพราะว่าความรู้ทำนองดังกล่าวนี้ มีแต่จะเพิ่มพูนกิเลส เป็น
เหตุยึดมั่นถือมั่น แต่ว่าวิปัสสนาปัญญาที่แท้จริง ที่เห็นอาการทั้ง ๓ ที่พระพุทธเจ้า
ทรงสอนให้เจริญนั้น เป็นไปเพื่อละกิเลส เพื่อคลายความยึดมั่นถือมั่น เป็นปัญญา
ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นตรัสรู้และทรงประกาศ จึงมีอยู่ในพระพุทธศาสนา
เท่านั้น
..วิปัสสนาปัญญา ไม่ใช่ความรู้สามัญที่รู้กันทั่วไปอย่างนี้ว่า "คนเราเกิดมาแล้ว
ไม่เที่ยง...ทุกคนต้องตายในที่สุด ..จะต้องประสบกับสิ่งที่ เป็นทุกข์
คือต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องมีเรื่องเศร้าโศกเสียใจ" อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่า..ใครๆ
ก็รู้ได้ แม้แต่เด็กที่พอจะรู้เดียงสาก็รู้อย่างนี้ได้ เพียงแต่เขาได้ประสบพบเห็นของ
จริงพอเป็นตัวอย่างบ้างเท่านั้น ไม่เป็นความรู้ที่ต้องเพียรอบรมหรือเพียรทำให้เกิด
ขึ้นเลย ไม่เป็นความรู้ที่ทำให้กิเลสสะดุ้งสะเทือน หรือว่าลดน้อยถอยลงแต่ประการ
ใด...คำสอนเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนาอย่างนี้..ไม่เป็นที่น่าเลื่อมใสแต่ประการใด
เพราะแม้พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนอย่างนี้ คนทั้งหลายเขาก็รู้ของเขาได้เองอยู่แล้ว
อนึ่ง แม้ทรงสอนให้เจริญมรณานุสติ คือระลึกถึงความตายอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ว่า
"สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องตาย ฉันใด ถึงเราก็ต้องตาย ฉันนั้น ชีวิตของสัตว์อื่นมี
ความตายเป็นที่สุด ฉันใด แม้ชีวิตของเราก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น ทุกสิ่ง
ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็มีอันต้องแตกดับไป" ดังนี้...เป็นเพียงสอน
ให้มีสติระลึกถึงความตายที่รู้กันอยู่แล้วบ่อยๆเท่านั้น ยังไม่ชื่อว่าเป็นการเจริญ
วิปัสสนาปัญญา เป็นเพียงวิธีการทำจิตใจให้สลดสังเวช แล้วตั้งอยู่ในทางไม่
ประมาท อันจะเป็นเหตุให้ขวนขวายในบุญกุศลยิ่งๆขึ้นไปเท่านั้น เป็นเพียง
ปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้มีการปรารภวิปัสสนาในกาลต่อมา หรือสนับสนุนให้
ปรารภความเพียรในการเจริญวิปัสสนาไม่ย่อหย่อนเท่านั้น เพราะว่าจิตใจที่
มีความสลดสังเวช ตั้งอยู่ในทางไม่ประมาทนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อกุศลชั้นสูงแล
ก็ความรู้ที่ชื่อว่า วิปัสสนาปัญญา ที่ทรงประสงค์นี้ เป็นความรู้ความเห็น
ซึ่งความเกิดขึ้นและดับไปของสังขารทั้งหลายที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ทางทวาร
ต่างๆอยู่เฉพาะหน้า คือเป็นปัจจุบันนั่นเทียว ก็ความเกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น เป็น
ความไม่เที่ยง, สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์คือเป็นของบีบคั้น, สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นเป็นอนัตตาคือมิใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่เป็นไปตามอำนาจ ก็
อาการ ๓ อย่าง มีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นนี้ ท่านเรียกว่า "ไตรลักษณ์" (ลักษณะ
๓ อย่าง) ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ เพราะอาการเหล่านี้บัณฑิตกำหนดได้แล้ว ก็
ย่อมรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น
หากจะถามว่า "ก็สิ่งใดเล่า ที่มีความเกิดขึ้น ดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ?"
ก็พึงมีคำตอบอย่างนี้ว่า "สังขารทั้งหลาย กล่าวคือธรรมชาติที่เกิดขึ้น พอหมด
เหตุหมดปัจจัยก็ถึงความดับไปเป็นธรรมดา สังขารเหล่านี้แหละ ทรงจำแนกเป็น
ขันธ์ ๕ บ้าง อาตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง เพื่อความสะดวกแก่การกำหนด
พิจารณา ให้เห็นความจริงแห่งบุคคลผู้มีอัธยาศัย มีกิเลส ปัญญา เป็นต้น
แตกต่างกัน...
ก็สังขารที่ควรแก่การพิจารณาเหล่านี้ หามีอยู่ที่ไหนอื่นไม่ ที่แท้แล้วก็เป็น
ธรรมชาติที่ประชุมกันอยู่ที่ร่างกาย พร้อมทั้งจิตใจความรู้สึกนึกคิดของเรา
นี้ ที่สมมติกันว่าเป็นเรา เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชายนั่นเอง และที่ประชุมกัน
อยู่ภายนอก ที่สมมติกันว่าเป็นแม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ก็สังขารเหล่านี้แหละ
เมื่อบุคคลไม่เห็นด้วยปัญญาว่ามีอันเกิดขึ้นและดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น ก็ยังถอนขึ้นไม่ได้ ย่อม
ติดตามไปในจิตของบุคคลนั้น พึงทราบว่า ความสำคัญผิดว่าเป็นของ
เที่ยงเป็นต้น อย่างนี้นั้น เป็นที่อาศัยแห่งตัณหา อันเป็นเหตุแห่งทุกข์....
เมื่อประสงค์ความพ้นทุกข์ เขาย่อมเพียรละตัณหา โดยทำวิปัสสนาปัญญา
ให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เพิ่มพูนเจริญงอกงามยิ่งๆขึ้นไป ที่เรียกว่า
วิปัสสนาภาวนา แปลว่า การเจริญวิปัสสนาปัญญา โดยเริ่มด้วย
ความเป็นผู้มิสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้สังขารเหล่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นในอัตตภาพ
ของตนนั่นแหละก่อน สติสัมปชัญญะที่เป็นไปอยู่บ่อยๆย่อมถึงความแกล้วกล้า
ไปตามลำดับ ถึงความแกล้วกล้าอย่างยิ่งแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด
วิปัสสนาปัญญาขึ้นมาเห็นความจริงในสังขารเหล่านี้แล ความรู้ความเห็น
อย่างนี้ ย่อมเป็นสาธารณะ คือเห็นในอัตตภาพว่าตนเป็นฉันใด ก็ย่อมเห็น
แม้ในอัตตภาพผู้อื่น ตลอดจนสิ่งภายนอกทั้งหลายเป็นฉันนั้น รวมความว่า
ย่อมเห็นได้แม้ตลอดทั้งโลก ว่ามีอันเกิดขึ้นและดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา เมื่อได้ทำปัญญาเหล่านี้ให้ก้าวหน้าไปตามลำดับ โดยเห็น
ความจริงมีประการดังกล่าวมานี้ ซ้ำๆซากๆจนเกิดความเบื่อหน่ายใคร่
จะพ้นจากสังขารเหล่านี้แล้ว ตัณหาก็ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากนักแล
เพราะไม่ได้ปัจจัย คืออารมณ์ที่ปรารถนาเพราะสำคัญว่าเที่ยงเป็นต้น
เมื่อไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้นติดต่อกันอยู่นานๆ ตัณหานี้ก็จะทรามกำลัง
ไปตามลำดับ จนในที่สุดก็ต้องถึงความดับไป ถึงความดับไปแล้ว เกิด
ขึ้นต่อไปอีกไม่ได้เวลาใด ในเวลานั้นก็ชื่อว่าถึงพระนิพพาน เป็นอัน
สำเร็จกิจแห่งการปฏิบัติแล...สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า..
ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห
ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต
นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุปฺปุนํ
(ขุ. ธ. ๒๕/๘๒.)... แปลว่า...
เมื่อรากเหง้ายังไม่มีอันตราย ยังมั่นคงอยู่
ต้นไม้ แม้ว่าถูกตัด ก็ยังงอกได้อีกนั่นแหละ
แม้ฉันใด เมื่อตัณหานุสัยยังไม่ถูกถอนขึ้น
ทุกข์นี้ก็ยังบังเกิดอยู่ซ้ำๆซากๆ แม้ฉันนั้น
ดังนี้...
(คัดลอก..จาก "อุบายดับทุกข์" โดย ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์)โดย คนแก่ [3 ก.ย. 2544 , 11:29:08 น.] ( IP = 161.200.130.141 : : 161.200.130.141 )
สลักธรรม 5
สังขารทั้งหลายเป็นของว่างเปล่าหาแก่นสารไม่ได้
ไม่ควรเข้าไปยึดถือ
อุปมาแห่งสังขาร
เปรียบเหมือนผู้เสาะหาแก่นไม้ แบกขวานเข้าไปสู่ป่า
เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่อยู่ในป่านั้น ลำต้นตรง ยังอ่อนอยู่
ยังไม่เกิดแกนไส้ เขาตัดต้นกล้วยที่โคน ที่ปลาย และปอกกาบออก เมื่อปอกกาบออก ก็ไม่พบแม้แต่กระพี้ของมัน แล้วจะพบแก่นได้อย่างไร,
ผู้มีตาปกติ เห็นต้นกล้วยนั้น ก็เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย
เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่ ย่อมเห็นต้นกล้วยนั้นเป็นของว่างของเล่า
และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ ก็แก่นสารในต้นกล้วยนั้นจะพึงมีได้อย่างไร
อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น คือ สังขารชนิดใดชนิดหนึ่ง จะเป็นอดีต อนาคต
หรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายใน หรือภายนอกก็ตาม หยาบ หรือละ เอียด เลว
หรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกล หรือในที่ใกล้ก็ตาม.
เมื่อสังเกตการบังเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย ก็เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย
เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่ ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายเป็นของว่างของเปล่า
และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ ก็แก่นสารในสังขารทั้งหลายจะพึงมีได้อย่างไร.
(-ขันธวรรค สัง. ๑๗/๑๗๒/๒๔๕ (อริย. ๒๐๐).โดย l [25 ก.ค. 2546 , 14:51:15 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |