มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พิมพวดีสื่อวิญญาณ...ตอนที่ ๓




รุ่งขึ้นเวลา 7 นาฬิกา อาจารย์หมออุดม มาตรวจเยี่ยมได้รับรายงานว่าเมื่อคืนนี้ปวดประสาทมาก ปวดจนดิ้นถึงสองครั้ง ท่านยืนคิดสักครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า “แปดโมงเช้านี้ จะเอาตัวไปผ่าตัด ผ่าเอาปมประสาทที่ปวดออก” แล้วหันมาสั่งพยาบาลให้ไปบอกหัวหน้าตึกให้เตรียมนำคนไข้รายนี้ไปผ่าตัด

ภรรยาและพยาบาลมองหน้ากันด้วยความงุนงงเต็มที่ เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะนำผมไปผ่าตัด ที่งงเพราะเมื่อคืนนี้ได้ยินผมพูดคนเดียว คือ ทวนคำพูดของแม่หนูว่า พรุ่งนี้ 8 นาฬิกาหมอจะเอาไปผ่าตัด ตอนนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มาตอนนี้เชื่อแล้ว เชื่อไม่มีความสงสัย!

สักครู่พยาบาลก็เข้ามาในห้องผม จัดแจงโกนหัวโกนคิ้วด้านขวาขึ้นไปถึงกลางศีรษะ แล้วทำความสะอาด ต่อจากนั้นก็ฉีดยาให้สะลึมสะลือก็ประเภทมอร์ฟีน จวน ๆ 8 นาฬิกา รถเข็นคนไข้ก็เข้ามาเทียบ เอาตัวผมนอนเปลเข็นไปในห้องผ่าตัด โดยมีภรรยาผมตามไปดูด้วย ผมเองตอนนั้นก็จะหลับมิหลับแหล่อยู่แล้ว และแล้วผมก็สิ้นสติไปเมื่อได้รับยาสลบที่ห้องผ่าตัด


ผมมาทราบตอนหลังว่าในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ผมได้รับการผ่าตัดนั้น พยาบาลในห้องได้ไปคุยกับหัวหน้าตึกแล้วคุยกันต่อๆ กันไป ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น ทุกคนก็อาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็แปลกใจทุกคน ที่ประหลาดใจมากก็คือ ในเมื่อผมเรียนจบจากศิริราชไปตั้งกว่าสิบปี จบแล้วออกไปเลยไม่ทำงานอยู่ในนั้น เหตุไฉนจึงทราบเรื่องเด็กผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วน และเด็กผู้นั้นก็ถึงแก่กรรมที่เตียงผมป่วยในตึกวิบูลลักษณ์นั้น และเธอตายในปีนั้น

ด้วยความสนใจ พยาบาลหัวหน้าตึกได้ไปค้นประวัติและสืบประวัติของผู้ป่วยในตึกนี้ในปี พ.ศ. 2502-2503 ค้นอยู่นานเพราะไม่ทราบชื่อผู้ป่วย และ ในที่สุดก็ค้นพบว่า ได้มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งป่วยและถึงแก่กรรมด้วยโรคอ้วนในห้องนี้จริง


ความประหลาดใจในหมู่คนที่รู้เรื่องก็ชักจะกลายเป็นความเชื่อขึ้นมาทีละน้อยๆ… แต่พอพยาบาลที่เฝ้าเธอบอกว่า เด็กที่มาหาคุณหมดที่บอกว่าเป็นลูกในชาติก่อนเมื่อคืนนี้มาบอกว่าจะถูกผ่าตัดเช้าวันนี้

พอรุ่งขึ้นเช้าอาจารย์อุดมก็มาเอาตัวไปจริงๆ …แปลกนะเธอ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ… พยาบาลสาวพึมพำกันทั้งตึก และจากตึกนี้ไปตึกโน้น ไปจนทั่วโรงพยาบาลภายในไม่กี่วัน


อาจารย์หมออุดม ท่านเคยรักษาโรคนี้ผมมาสองสามครั้งแล้วโดยฉีดยาเข้าไปในกะโหลกศีรษะ หมายจะให้ยาไปทำลายประสาทส่วนที่ปวด แต่ไม่ได้ผล มันเหมือนกับตีงูไม่ให้หลังหัก โรคก็อาละวาดใหญ่ ที่ฉีดยาเข้าไปในศีรษะนี้ประมาณ 4 ครั้งในสองปี

เมื่อฉีดยาไม่ได้ผล ท่านก็เลยผ่าลงไปในสมองตัดปมประสาทเสียเลย โดยเจาะกะโหลกศีรษะด้านขวาเหนือหูขึ้นมาหน่อย คงจะเหมือนกับชาติก่อนที่ไปบีบขมับเขาตามที่แม่หนูเธอบอก เจาะแล้วเอากระดูกกะโหลกออกมา ขนาดราวๆ เหรียญสองสลึง ทำให้มีรูเกิดขึ้น จากนั้นก็เอามีดเอากรรไกรเข้าไปตัดเส้นประสาทที่ห้า

แต่อาจารย์ท่านว่าการผ่าตัดทำได้ด้วยความยากลำบากมาก เพราะเรื้อรังมานาน ประกอบกับได้รับการฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปหลายหน มันก็เกิดพังผืดขึ้น ผลการผ่าตัดไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าคงได้ผลมิน้อย


การผ่าตัดประสาทสมองนี้กินเวลาราวๆ สี่ชั่วโมง เพราะความยากลำบากดังกล่าว พอราวๆ เที่ยงเขาก็เข็นรถกลับมาที่เดิม ที่ในห้องมีแม่ผม ภรรยา พ่อตา แม่ยาย ซึ่งทั้งสองท่านนี้มีศักดิ์เป็นลุง เป็นป้าผมด้วย

ทุกคนคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะนานเหลือเกินระหว่างที่คอยรอรับผมในห้อง ภรรยาและพยาบาลได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกท่านฟัง ต่างก็รับฟังโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ

โดย เซิ่น...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2545 , 00:33:10 น.] ( IP = 203.170.141.15 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ค่ำวันนั้นก็เกิดอาการปวดขึ้นมาอีก ทีนี้ปวดสองอย่างคือปวดเจ็บในสมองที่ผ่า ปวดแผล มิหนำซ้ำโรคปวดเดิมก็ไม่ทุเลา ทำให้เกิดทุกข์ทรมานมากกว่าเก่า มือทั้งสองก็กุมที่แผล กุมศีรษะ ร้องปวดดิ้นไป และแล้วก็นึกขึ้นได้

“หนู ช่วยพ่อด้วย” ผมตะโกนออกมาดัง ในห้องนั้นมีญาติพี่น้องมาเยี่ยมกันมากมาย ต่างก็ได้รับฟังเรื่องราวโดยละเอียด ต่างก็สงบ มีแต่ผมผู้เดียวทุรนทุรายอยู่บนเตียง…

ชั่วอึดใจเดียวก็ปรากฎร่างของเด็กหญิงที่เคยบอกว่าเคยเป็นลูกผมเมื่อชาติก่อนมานั่งอยู่ข้างเตียง ผมจึงถามว่า “มาแล้วหรือลูก ช่วยพ่อที ตอนนี้ปวดเหลือจะทนแล้ว”

แม่หนูก็เอามือมาวางที่ศีรษะ แล้วพูดว่า “เดี๋ยวจะทุเลา”


ก็เป็นจริงดังว่า อาการปวดก็ทุเลา พยาบาลซึ่งถือเข็มฉีดยามาก็เลยไม่ต้องฉีด คุณใบก็ช่วยยกเก้าอี้มาให้แขกที่แลไม่เห็นนั่งอย่างเคย… แม่หนูก็นั่งข้างเตียง เอามือเท้าคางอย่างเดิม

ผมก็ถามว่า “หนูอ้วนไปไหนล่ะ”
เธอตอบว่า “วันนี้ไม่ได้มา” ทุกคนในห้องฟังผมคุยกับแม่หนู

ผมถามต่อไปว่า “หนูชื่ออะไรจ๊ะ”
เธอตอบว่า “ก่อนที่จะตายนี้หนูชื่อ พิมพวดี”

“หนูเป็นอะไรตาย” “หนูเป็นไข้เลือดออกตายค่ะ”
“ตายที่นี่หรือ” “ตายที่ตึกเด็กค่ะ”

“ตายเมื่อไหร่จ๊ะ”
“เมื่อปี 2502 ค่ะ”

“หนูมีพี่น้องกี่คนจ๊ะ”
“มีสามคนค่ะ” “ผู้หญิงผู้ชายกี่คน” “หนูเป็นผู้หญิงคนเดียว”

“พ่อแม่คงจะเสียใจมากที่หนูตายไป”
“พ่อแม่เสียใจมาก เพราะหนูเป็นลูกผู้หญิงคนเดียว

พ่อสร้างศาลาอุทิศส่วนกุศลให้หนูที่วัดมกุฎฯ เอาชื่อหนูไปตั้งศาลานี้มีรูปหนูและมีคำจารึก มีกระดูกที่เผาแล้วของหนูฝังอยู่ในนี้ด้วยค่ะ..พ่อดีขึ้นแล้ว หนูลาไปก่อนแล้วจะมาหาพ่ออีกค่ะ”


คำพูดทุกคำระหว่างแม่หนูพิมพวดีกับผม ทุกคนในห้องได้ยินได้ฟัง และฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจริงๆ พยาบาลฉีดยาให้ผมอีก แล้วผมก็หลับไปจนเช้า โดยไม่มีอาการปวดรุนแรงมารบกวนอีกเลยในคืนนั้น

เหมือนกับยังไม่สิ้นเวรกรรม อาการของโรคที่สงบไปคืนหนึ่งนั้น พอรุ่งขึ้นเช้ามันก็เอาอีก ปวดอีก ทุรนทุรายร้องครวญครางอีก

อาจารย์ท่านมาดูอาการทุกเช้า ทุกวัน สั่งการรักษาทุกวัน เช้าสบาย สายปวด กลางวันสบาย บ่ายปวดดิ้น หรือพอตอนเย็นสบายชื่นฉ่ำ พอค่ำก็ร้องครวญคราง เป็นอยู่อย่างนี้อีกสามหรือสี่วัน

ทุกครั้งที่ปวดผมก็จะนึกถึงหนูพิมพวดีทันที ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ถ้าเป็นกลางวันก็จะได้ยินเสียงพูดว่า “พ่อ หนูมาแล้ว….” แล้วเธอก็เอามือมาช่วยกุมที่ปวดจนผมทุเลา

คำพูดที่ผมพูดก็คือ “มาแล้วหรือลูก…” ทุกๆ คนที่มาเยี่ยมผมหรือมาอยู่ในห้องจะเงียบสงบ คอยฟังคำพูดของผมที่พูดกับวิญญาณในเรือนร่างของหนูพิมพ์อย่างใจจดใจจ่อเหมือนนัดกันไว้


ในเย็นวันนั้น เย็นมากแล้ว ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ซึ่งเป็นพี่ชายของผม ท่านได้ไปเยี่ยมพร้อมบุตรชายของท่านชื่อ คุณวีระวัฒน์ บุณยเกตุ หรือที่ญาติเรียกชื่อเล่นว่า “บู๊” เป็นคนขับรถพี่ชายผมไปที่ศิริราช และพี่ชายผมท่านถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว จะเหลือก็คุณวีระวัฒน์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ดำรงตำแหน่งเป็น รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม

คุณทวีเป็นประจักษ์พยานอีกท่านหนึ่ง โดยในขณะนั้น อาการปวดของผมกำเริบปวดขึ้นมากๆ ผมนอนร้องเรียกหนูพิมพ์ให้มาช่วย คุณทวีก็ทราบเรื่องอยู่บ้างแล้วจากคำบอกเล่าของญาติๆ ท่านก็เลยนั่งอยู่ ซึ่งปกติท่านไปเยี่ยมบ่อยมาก แต่ไปนั่งไม่นาน เพราะท่านทนความสงสารในความทุกข์ทรมานของผมไม่ไหว

เย็นนั้นท่านนั่งอยู่นานหน่อย พอดีผมปวดมากและร้องเรียกหนูพิมพ์ว่า “ลูก..มาช่วยพ่อที”


คุณทวีทราบเรื่องนั้นจากญาติพี่น้องหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ท่านมาเห็นพอดี คือพอผมเรียกหนูพิมพ์ หนูพิมพ์ก็มา

ผมก็ถามว่า “ผ่าตัดแล้วทำไมยังไม่หายอีก”
หนูพิมพ์ตอบว่า “ยังไม่หาย ยังไม่หมดเวรหมดกรรมที่ทำไว้..”

“แล้วเมื่อไหร่จะหาย”
เธอตอบว่า “ก็ราวๆ อีกสี่ปี พ.ศ. 2508 นั่นแหละ”

ผมก็ถามดังๆ ต่อไปว่า “แล้วจะทำอย่างไรต่อไป” เธอตอบว่า “พรุ่งนี้แปดโมงเช้า หมอจะเอาตัวไปผ่าตัดอีก จะต้องผ่าอีกสองครั้ง รวมเป็นสี่ครั้งในคราวนี้”

ผมก็ทวนคำพูดของเธอแล้วร้องว่า “ต้องผ่าถึงสี่ครั้งเชียวหรือ”

คุณทวีนั่งฟังอย่างสงบ ทุกคนเงียบคอยฟังครู่ใหญ่ๆ อาการปวดก็บรรเทา หนูพิมพ์จึงบอกกับผมว่า

“หนูจะลาไปก่อน วันนี้รีบหน่อย เพราะจะไปรับส่วนกุศลที่เขาอุทิศให้ที่ศาลาพิมพวดี..”


ทุกคนได้ยินคำพูดที่ผมทวนคำพูดของหนูพิมพ์ ผมจึงถามเธอว่า “เขาอุทิศกุศลให้เรื่องอะไร” เธอตอบว่า “เขาบำเพ็ญกุศลศพใครก็ไม่รู้ที่ศาลา คนตายมีเหรียญตรา มีสายสะพาย..” ผมก็ทวนคำพูดออกมาดังๆ

คุณทวีก็อยากจะพิสูจน์ จึงให้คุณวีระวัฒน์บุตรชายขับรถยนต์ออกไปเดี๋ยวนั้น ไปดูซิว่าที่ศาลาพิมพวดี วัดมกุฎฯ มีการบำเพ็ญกุศลศพใคร ศพมีเหรียญตราน่าจะรับพระราชทานเพลิงศพที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทร์ฯ เพราะหนูพิมพ์บอกว่ามีสายสะพาย

คุณวีระวัฒน์ บุณยเกตุ จึงรับขับรถออกจากศิริราชไปที่วัดมกุฎฯ ทันที ปรากฏว่าเป็นความจริง คืนนั้นมีการนำศพออกมาจากสุสานนำมาบำเพ็ญกุศล พรุ่งนี้จะรับพระราชทานเพลิงศพ เป็นศพของรองอธิบดีกรมเจ้าท่า ผมได้ลืมชื่อของท่านไปเสียแล้ว รูปถ่ายหน้าโกศเป็นรูปเต็มยศ มีเหรียญตรา มีสายสะพายจริงๆ

คุณวีระวัฒน์จึงรีบขับรถมาเรียนคุณทวีว่าเป็นจริงอย่างที่ผมพูดทวนคำพูดทุกประการ

คุณทวีนั่งสงบนิ่ง กล่าวออกมาคำเดียวว่า “แปลก แต่จริง”


ผมต้องเล่าย้อนไปนิดหน่อย คือ ตอนที่หนูพิมพ์นั่งอยู่ข้างเตียงผมเอามือเท้าคางยันขอบเตียงอย่างเคย

เธอพูดว่า “เสียดาย”
ผมถามว่า “เสียดายอะไร”
เธอตอบว่า “แก้วระย้าที่โคมไฟในศาลา คนที่ยกขาหยั่งวางพวงหรีด ทำขาหยั่งไปโดนแก้วช่อระย้าตกลงมาแตกหลายช่อ ทำให้ไม่สวย พ่อแม่ก็ไม่ทราบ

อีกสองสามวันคุณพ่อหนูชาตินี้จะมาเยี่ยมพ่อ พ่อช่วยบอกคุณพ่อหนูให้ช่วยเปลี่ยนช่อระย้าที่ตกลงมาแตกให้ที หนูไม่สบายใจ..”

ผมทวนคำพูดนี้ให้ทุกคนได้ยิน รวมทั้งคุณทวีด้วยก่อนที่คุณวีระวัฒน์จะกลับจากวัด มารายงานเรื่องศาลานั้น


คุณทวีและบุตรชายกลับไปด้วยความประหลาดใจว่า ผมนอนเจ็บอยู่ตั้งสิบกว่าวันแล้ว ทำไมรู้เรื่องที่จะเผาศพรองอธิบดีกรมเจ้าท่า และศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาพิมพวดี

วิญญาณคงมาบอกจริงๆ วิญญาณมีจริงหรือ คนตายแล้วยังวนเวียนอยู่หรืออะไรที่มาพูดกับน้องชาย ผมว่าท่านคงนอนคิดไปนาน

โดย เซิ่น...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2545 , 00:45:06 น.] ( IP = 203.170.141.15 : : )


  สลักธรรม 2


ขออนุโมทนากับคุณเซิ่นค่ะ


ขอบคุณนะคะ ยังมีตอนต่อไปอีกใช่ไหมคะ

โดย วยุรี [8 ธ.ค. 2545 , 07:33:27 น.] ( IP = 203.113.39.8 : : )


  สลักธรรม 3

วันนี้เป็นวันแรกที่พี่เงี้ยวเปิดดูหน้านี้ พอเห็นเรื่องนี้พี่เงี้ยวก็นึกถึงความหลังค่ะ เรื่องนี้พี่เงี้ยวอ่านมานานแล้ว และอยากจะเล่าเพิ่มเติมว่า เด็กอ้วนๆ ที่ว่าในเรื่องนั้นคือเพื่อนพี่เงี้ยวเอง พี่เงี้ยวเป็นนักเรียนมาแตร์เดอี รุ่นเดียวกับเพื่อนคนนี้ เธอชื่อ ผจงจิตร เป็นเด็กที่อ้วนมาตั้งแต่เกิด พี่เงี้ยวเห็นเธอๆ ก็อ้วนอย่างนี้ จนพวกเราไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก แต่ตอนนั้นยังเป็นเด็กมาก ก็ไม่รู้เรื่องมากนัก ต่อมาถึงรู้ว่า ผจงจิตรเป็นโรคอ้วน พ่อแม่เขาก็พยายามรักษา แต่ในที่สุด ตอนนั้นพี่เงี้ยวอยู่ประมาณชั้น ป.3 หรือ ป.4 อะไรนี่แหละ ผจงจิตร ก็ถึงแก่กรรม พวกเราเพื่อนๆ นักเรียนมาแตร์ก็มางานศพ ร้องไห้กันระงม ตอนนั้นเด็กมาก ร้องไห้ก็เพราะคิดว่าเพื่อนเราตายแล้ว ไม่กลับมาเล่นด้วยกันอีกแล้ว แล้วเหตุการณ์ก็ผ่านไป จนลืมๆ แล้ว ก็มีหนังสือเรื่องของพิมพวดีออกมา พี่เงี้ยวอ่านไปๆ เอ๊ะ คนหนึ่งในนั้นคือ ผจงจิตร นี่นา ก็กลับไปคุยกับพวกเพื่อนเก่า และครู ถึงรู้ว่าเป็นผจงจิตร จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่แปลกนะคะ และชีวิตคนเราก็ผันไปตามวาระของแต่ละคน ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมาคุยกันเรื่องผจงจิตรนะที่นี้ ปกติพี่เงี้ยวไปอยู่แต่หน้าแต่งกลอนน่ะค่ะ วันนี้เข้ามาหน้านี้บ้าง มีอะไรน่าสนใจมาก จะคอยติดตามนะคะ ขอบคุณที่คุณเซิ่นนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง ทำให้ระลึกถึงเพื่อนเก่าอีกครั้ง ป่านนี้เธอคงได้อยู่ภพภูมิที่เป็นสุขแล้วนะคะ.

โดย พี่เงี้ยว [8 ธ.ค. 2545 , 09:39:21 น.] ( IP = 203.148.232.103 : : )


  สลักธรรม 4

ค่ะติดตามมาอ่าน อนุโมทนาพี่เซินค่ะ
ขอบคุณพี่เงี้ยวค่ะที่เข้ามาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ อนุโมทนานะคะ ใครๆ ที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว ก็จะได้มั่นคงมั่นใจขึ้นในเรื่องตายแล้วเกิด เรื่องเวรกรรมจำเพาะเจาะจง
อนุโมทนามากๆ คะ

โดย ซาโยจัง [8 ธ.ค. 2545 , 11:45:35 น.] ( IP = 202.28.179.1 : : unknown )


  สลักธรรม 5

ตื่นเต้นๆๆๆๆ มาก
ขอบคุณค่ะคุณเซิ่น

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ธ.ค. 2545 , 12:25:18 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณคุณเซิ่นมาก ตื่นเต้นชวนติดตามค่ะ

โดย ปราณี [9 ธ.ค. 2545 , 14:40:58 น.] ( IP = 203.148.162.88 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org