มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การให้อภัย




การให้อภัยตามหลักพุทธศาสนาเขาวางใจอย่างไงค่ะ

โดย ผู้ใฝ่รู้ [24 ส.ค. 2544 , 11:00:31 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1


การจะให้อภัยได้นั้นที่สำหรับต้องเป็นผู้ยอมรับ เหตุ-ผล
ต้องคิดเสมอว่าที่ได้รับคือวิบากที่เราทำมาเอง เรามีกรรมเป็นของๆตน ไม่มีใครทำเราได้นอกจากกรรมเท่านั้น
หมั่นคิดในแง้นี้ซิค่ะ

โดย ดอกแก้วค่ะ - [24 ส.ค. 2544 , 23:44:49 น.] ( IP = 203.170.156.65 : : 203.170.156.65 )


  สลักธรรม 2

การให้อภัย
ขอพูดเฉพาะตามหลักศาสนาพุทธต้องทำอย่างไร
อันดับแรกต้องแก้ที่ตัวผู้คิดจะให้อภัยเสียก่อน ใช้สติเป็นตัว
สังเกตุความโกรธ อาฆาต ให้รู้แก่ใจเราเองว่า มันมีผลอย่างไร
ต่อจิตใจเราเอง โดยมีเกณฑ์ว่า ทุกความคิดที่กำลังเกิดขึ้นใน
ขณะที่โกรธและอาฆาตนั้น มันเป็น อนิจจัง(ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่
นอน) ทุกขัง(โกรธไปก็ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด รุ่มร้อนในใจ จน
ทนไม่ได้) อนัตตา(ความโกรธนั้น เมื่อสังเกตุดีๆ เรามันไม่มีตัว
ตน เราเองต่างหากเป็นคนทำให้เกิด) พอ สติ สามารถรับรู้
ความไม่แน่นอนนี้แหละ ความเมตตา(อยากให้เขาเป็นสุข)ก็
เกิดขึ้นเอง โดยอัตโนมัติ อภัยก็ตามมาติดๆ ลองเฝ้าสังเกตุ
ด้วยสติ ดูซิ มันจะเป็นอย่างนี้จริงๆ

และอีกหลายวิธีเช่น
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
คิดว่ากรรมมี ไม่ต้องไปซ้ำเติมเขาหรอก
คิดว่าอีกไม่นานก็ตายๆกันหมด
คิดอะไรก็ได้ ให้มันดี มีเมตตา เป็นกุศล
แล้วตัดความอาฆาตมาดร้าย อภัยได้
หรืออโหสิกรรม
โดยหลักแล้ว จะมีเกิดคำว่า "อภัย" ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
ที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกประมาณว่า ไม่พอใจ
หรืออาจถึงขั้นผูกใจเจ็บหรือผูกพยาบาทคาดพยาเวร กับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยนั้น

การอภัยหรือการอโหสิกรรม ก็เท่ากับว่าเรา ได้ยกโทษ
ไม่ถือโทษหรือโกรธเคืองกับอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ทั้งสองฝ่าย เพราะ
๑.เท่ากับทำให้จิตใจของเราผ่องใส ซึ่งก็เป็นไปตามหลักธรรมขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรัสไว้ว่าให้ "ละเว้นความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส"
(การให้อภัยนี่ก็ถือได้เลยว่า เป็นให้ทานสูงสุดอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา เพราะจะเข้าหลักทำจิตใจให้ผ่องใสด้วย)
๒. เท่ากับไม่เป็นก่อเวรเกิดขึ้น เมื่อไม่มีเวร ก็จะไม่มีภัยในที่ไหนๆ
การระงับเวร
พระพุทธภาษิต
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ............อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนติ...........เวรํ เตสํ น สมฺมติ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ............อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ...........เวรํ เตสูปสมฺมติ
แปลว่า
บุคคลใด ผูกเวรว่า ผู้นี้ได้ด่าเรา ได้ตีเรา ได้ชนะเรา ได้ลักของเรา
เวรของผู้นั้น ย่อมไม่ระงับลงได้

ส่วนบุคคลใด มิได้ผูกเวรไว้เช่นนั้น เวรของผู้นั้นย่อมระงับลงได้
๓. วิธีการทำก็ง่ายๆ ก็คือ อโหสิกรรม มีเมตตา มีขันติ อดทนอดกลั้นต่อการล่วงเกินของอีกฝ่าย

ต่อไปจะเป็นเทคนิคที่จะช่วยให้อภัยได้ง่ายขึ้น
๑ ต้องยอมรับว่าคนเรามีหลายด้าน บางอย่างถูกใจเรา บางอย่างไม่ถูกใจบ้าง
ซึ่งก็เหมือนเราเหมือนกัน มีดีบ้างไม่ดีบ้าง และเราในวันนี้กับเราในวันข้างหน้า ก็อาจไม่เหมือนกัน
คนอื่นเขาก็คงเช่นเดียวกัน (ตัวเขา ณ วันนี้ กับตัวเขา ณ วันข้างหน้า)

๒ หลวงพ่อผมสอนดีมาก ให้เห็นความดีของเขาที่มีต่อเรา เราก็จะไม่สามารถถือโทษโกรธเคืองใครได้
ผมว่าหากคิดจะคบกันแล้ว เรื่องที่ไม่ชอบใจก็ควรผ่านๆไปบ้าง
หรืออาจตักเตือนได้ เมื่อเห็นเป็นสิ่งที่สมควร เข้าทำนองว่าเป็นมิตรที่ดีนั่นแหละครับ
แต่ทั้งนี้วิธีการตักเตือนก็มีหลายวิธีเช่นกัน ดังนั้นต้องรู้จักเลือกใช้ด้วย
แต่หากตักเตือนแล้วไม่เชื่อ โดยหลักก็ต้องปล่อย (แต่หากเมตตาสูงจริงๆอาจช่วยจนถึงที่สุดก็ได้)

๓ คิดว่า ที่เขาทำไปนั่นน่ะ "เพราะเขาไม่รู้” เขาเลยทำเช่นนั้น
การไม่รู้จะเป็นเพราะเหตุอันใดก็แล้วแต่
เช่น ไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้ผลที่จะตามมา เขาเผลอไป หรือเพราะเข้าใจผิด เป็นต้น
หากเขารู้ เขาคงจะไม่ทำเช่นนั้น
หากคิดได้เช่นนี้แล้วคงจะสามารถให้อภัยได้ทุกสิ่ง

แต่โดยหลักแล้ว ถ้าเป็นไปได้เมื่ออภัยแล้วก็ควรชี้แจงให้รู้ที่ถูกที่ผิด ที่สมควรหรือไม่สมควรทำด้วย
เช่นนี้แล้วย่อมได้ประโยชน์มาก

๔.หากได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ หรือถ้าปฏิบัติธรรมพอแยกรูปแยกนามได้ ก็จะเห็นได้เองว่า
สิ่งที่คนอื่นได้ทำกับเรานั้น ก็เป็นสิ่งภายนอกเท่านั้น
แล้วก็จะมองเห็นต่อไปว่า
เราจะไม่มีส่วนได้เสียกับการกระทำของคนอื่นที่ แม้ทำต่อเรา
ส่วนได้เสียหรือไม่ที่จะมีต่อเรานั้น แท้จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเองต่างหาก
ที่จะแสดงตอบสนองออกไปอย่างไร
เราทำในสิ่งที่ดี เราก็ได้ดีเอง เราทำไม่ดี เราก็ต้องได้รับผลของสิ่งนั้นเอง
ดังนั้น เรื่องอะไรที่เราจะต้องทำจิตใจให้ไม่ผ่องใสด้วยเล่า จริงมั้ยครับ...

แต่จริงๆจะมีหลักอีกอันหนึ่งนะครับ
คือแม้ว่าเราจะให้อภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งแล้ว
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องคบค้าสมาคมกับผู้นั้นต่อนะครับ
มันเป็นคนละประเด็นกันครับ จะคบหรือไม่คบขึ้นอยู่กับถูกอัธยาศัยกันเพียงไรครับ
หรือที่พระท่านว่า "อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานํ จ เสวนา " หรือ
" คบพาล พาล พาไปหาผิด
คบบัณฑิต บัณฑิต พาไปหาผล
คบคนชั่ว พาตัว ให้อับจน
คบคนดี ให้ผล จนวันตาย "
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ คนพาลในวันนี้ อาจเป็นคนดีในวันข้างหน้าก็ได้
คนเราชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน โบราณว่า หรือ คนล้มอย่าข้าม ไม้ล้มค่อย

โดย อาศรมบำเพ็ญบุญบารมี [30 ส.ค. 2544 , 10:13:58 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org