มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สิตางศุ์ ตอน ตามต่อรอยทาง...





สิตางศุ์
ตอน ตามต่อรอยทาง สร้างสานรอยธรรม (๑)



ข้าวของต่างๆ ที่ถูกขนมาวางระเกะระกะ เริ่มถูกทยอยจัดให้เข้าที่เข้าทาง ลูกศิษย์บางกลุ่มทำหน้าที่จัดตกแต่งสถานที่ บางกลุ่มจัดแต่งบอร์ด ทุกๆ คนต่างกุลีกุจอช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่องานสำคัญที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้


สิตางศุ์บอกตนเองว่านานมากแล้ว ที่เธอเคยมายืนดูการจัดเตรียมงานแบบนี้กับพ่อ ในครั้งนั้น ทุกๆ ปีเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ
วันวิสาขบูชา พ่อจะบอกกับเธอว่า ถึงเวลาแล้ว ที่พ่อจะได้ไปประกาศให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้รู้และยอมรับเรื่องราวความจริงของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ การเวียนว่ายตายเกิด

พ่อหวังเพียงว่า อย่างน้อยที่สุด เพียงเปอร์เซ็นต์เดียวของผู้ที่มาฟังการบรรยายได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และหันหน้าเข้ามาศึกษาพระอภิธรรมอย่างจริงจัง เพื่อเป้าหมายที่จะเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ เพียงแค่นี้ท่านก็พอใจแล้ว

มาบัดนี้ ไม่มีพ่อ แต่ยังมีงานของพ่อ เป็นงานที่พ่อมอบให้เธอเป็นมรดกธรรม
ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องทำงานประกาศธรรมนั้นแทนพ่อ
และเธอจะต้องทำให้ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ให้สมกับที่พ่อได้ไว้วางใจมอบงานที่พ่อรักให้แก่เธอ


กว่างานจะเสร็จในคืนนั้นก็ดึกมากแล้ว แต่สิตางศุ์คิดว่าเธอได้กำลังใจมากขึ้น ทั้งจากความสมานสามัคคีของบรรดาเหล่าศิษย์ที่ระดมกำลังกันมาช่วยงาน และจากพระเถระอีกหลายรูปที่มาให้กำลังใจ
เธอเองก็มีความเชื่อมั่นว่า งานครั้งนี้จะต้องประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน
เพราะแม้แต่พ่อเองก็เคยบอกกับเธอเสมอว่า..

ความสำเร็จของงาน ขึ้นอยู่กับความพอใจในการทำงานนั้น จนลุล่วงได้ตามที่ตั้งใจ
ไม่ใช่อยู่ที่รางวัล หรือแม้คำสรรเสริญเยินยอที่ตามมา


มาวันนี้พ่อคงจะดีใจ หากได้รับรู้ว่าเธอและลูกศิษย์ทุกคนได้ทำตามอย่างที่พ่อบอกไว้แล้ว


ที่หน้ารูปของพ่อคืนนั้น สิตางศุ์นั่งสงบนิ่งส่งกระแสจิตไปยังท่าน ดูเสมือนว่าเสียงของพ่อดังก้องกังวานอย่างชัดเจน

“สิตางศุ์ ไหนลูกอ่านพุทธประวัติ ตอนการบังเกิดพระโพธิญาณ หลังจากที่พระองค์ทรงกำจัดมาร…ให้พ่อฟังต่อซิ”


ภาพเด็กหญิงคนหนึ่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น

“ เมื่อพระมหาบุรุษทรงกำจัดมาร และเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี ตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันที่พระอาทิตย์จะอัสดงคต
ก็ทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติเป็นกำลังภายในสนับสนุนแรงปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ยิ่งขึ้น
ดังนั้นพระองค์จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลา ทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตให้ปราศจากอุปกิเลส จนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ
ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตฌาน ซึ่งเป็นส่วนรูปสมาบัติเป็นลำดับ
ต่อนั้นก็ทรงเจริญญาณ อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้งสามประการ
ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้น คือ
ในปฐมยาม ทรงบรรลุ…ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้
ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุ…จุตูปปาตญาณ บางแห่งเรียกว่า ทิพยจักษุ สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด
ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ..”


เมื่อถึงตอนนี้ เด็กน้อยหันมาบอกพ่อด้วยความดีใจว่า

“พ่อจ๋า หนูชอบคำๆ นี้ ..อาสวักขยญาณ…เพราะดี”
เสียงพ่อบอกให้อ่านต่อ


“ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถ ทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป
ด้วยพระปัญญาพิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลม และปฏิโลม
ก็ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลาปัจจุสมัยรุ่งอรุโณทัย
ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ อย่างที่ไม่เคยมีมาในกาลก่อน..”

“เอ้า พอ” เสียงพ่อร้องบอก

โดย วยุรี [19 ธ.ค. 2545 , 06:01:42 น.] ( IP = 203.113.39.12 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ทันทีที่ปิดหนังสือ พ่อก็พูดขึ้นว่า

“ไหนสิตางศุ์ ลูกจำได้ไหมว่า พระโพธิญาณที่บังเกิดขึ้นตามลำดับของยามสามนั้น มีอะไรบ้าง ลองพูดให้พ่อฟังซิ”

หลังจากที่นั่งประณมมือหลับตาสักครู่หนึ่ง เสียงแจ๋วๆ ก็ดังขึ้นเหมือนกับการท่องบทอาขยานให้ครูฟังว่า

“ปฐมยาม ทรงสามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้”

“ญาณนี้ มีชื่อเรียกว่าอะไร” พ่อถาม

“.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” เธอตอบ

“ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุ…..ทิพยจักษุ สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด เรียกญาณนี้ว่า…เอ้อ.. เอ้อ…”

เสียงพ่อต่อให้ว่า “จุตูป…..” เธอจึงต่อได้ว่า “ค่ะ จุตูปปาตญาณ”

“ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ …คำนี้หนูจำได้ค่ะ หมายถึงทรงพระปรีชาสามารถ ทำกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป”


“ลูกพ่อ เก่ง..” พ่อให้รางวัลด้วยคำชม แล้วถามว่า

“แล้วลูกทราบหรือไม่ ที่ว่าปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม หมายถึงเวลาไหน”

“ไม่ทราบค่ะ”

“ งั้นพ่อจะอธิบายให้ฟัง แล้วลูกต้องจำให้ได้นะ
ปฐมยาม เป็นเวลาช่วง ๑๘.๐๐ น. – ๒๒.๐๐ น.
มัชฌิมยาม เป็นเวลาช่วง ๒๒.๐๐ น. – ๐๒.๐๐ น.
และปัจฉิมยาม เป็นเวลาช่วง ๐๒.๐๐ น. – ๐๖.๐๐ น.”


“โอ้โฮ้ แสดงว่า พระพุทธองค์ไม่ได้นอนเลยซิคะ พ่อขา” เธอร้องอุทานในตอนนั้น


“อย่าลืมซิลูก คราวที่แล้วที่พ่อให้ลูกอ่าน ยังจำได้ไหม ?
ตอนที่พระองค์ทรงลอยถาดทองคำเสร็จแล้ว ทรงพักกลางวัน ณ สาลวัน ตกบ่ายจึงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราบ่ายหน้าสู่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และด้วยอำนาจบุญบารมีที่ได้สร้างสมมาทำให้หญ้าคา ๘ กำ ที่ทรงรับจากโสตถิยะชายตัดหญ้านั้นกลายเป็นรัตนบัลลังค์ จากนั้นทรงประทับนั่งขัดสมาธิหันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก พร้อมทั้งอธิษฐานว่า



เนื้อและเลือดในสรีระนี้ แม้จะเหือดแห้งไปหมดสิ้น
จะเหลือแต่หนังเอ็นและกระดูกก็ตามที
ถ้าเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จักไม่ลุกออกจากบัลลังก์นี้เลย
นี่คือการตั้งสัตยาธิษฐานของพระมหาบุรุษ



แล้วพระองค์ก็ยังต้องผจญกับพญามาร ซึ่งขณะนั้นยังไม่ทันที่พระอาทิตย์จะอัสดง
และเมื่อทรงชำนะแล้ว พระมหาบุรุษทรงมีพระทัยโสมนัส สถิตอยู่เหนือรัตนบัลลังก์นั้น ด้วยพระทัยอันมั่นคงไม่ซัดส่าย จนจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ขณะนั้นพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า พระจันทร์เริ่มสว่างไสวปรากฏขึ้นแทน

และพ่อก็ให้ลูกมาอ่านต่อในวันนี้ แล้วลูกคิดว่าท่านจะเอาเวลาพักผ่อนนอนหลับตอนไหนล่ะ”


แล้วพ่อก็พูดต่อไปว่า
“สิตางศุ์ ลูกต้องจดจำไว้ให้ดีนะว่า การที่เราจะช่วยคนให้พ้นไปจากทุกข์ หมายถึงการปฏิบัติเพื่อให้หมดไปจากอาสวะกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันง่ายๆ

เพราะการที่จะให้เขาหันมาศรัทธาในเรื่องของการปฏิบัตินั้น เราจะต้องให้เขามีความเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วความศรัทธาที่มีต่อการปฏิบัตินั้นจะเป็นเพียงแค่ทำตามกัน หรือทำตามแฟชั่นเท่านั้น ศรัทธาเช่นนี้จะตกลงไปเมื่อไรก็ได้


ดูแต่พระพุทธองค์ซิลูก กว่าจะทรงบรรลุพระโพธิญาณ ยังต้องผ่านไปตามลำดับขั้นตอน อย่างที่ลูกท่องให้พ่อฟังสักครู่นี้ คือทรงผ่านการระลึกชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นในอดีต และการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายก่อน แล้วจึงทรงบรรลุอาสวักขยญาณ .. สิ้นกิเลส พ้นทุกข์ได้


จำไว้นะ สิตางศุ์ ลูกต้องจำหลักอันนี้ให้ได้
และพ่อขอให้ลูกยึดถือเป็นอุดมการณ์ของชีวิตในการเดินทางแห่งความเป็นผู้ให้


ลูกคิดว่าที่พ่อพูดมานี้ หมายถึงการให้อะไร”

“..ให้ ธรรมะ ค่ะ”
เธอตอบด้วยความมั่นใจ เพราะนับตั้งแต่เริ่มจำความได้ เกือบทุกหนทุกแห่งที่เธอติดตามพ่อไปนั้น ล้วนเป็นสถานที่สอนและบรรยายธรรมทั้งสิ้น


“ใช่ การให้ธรรมะเป็นทาน ยิ่งใหญ่กว่าการให้ใดๆ ทั้งปวง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมะที่ควรให้เขาได้รับรู้นั้น จะต้องไม่ผิดไปจากพุทธพจน์ ข้อนี้สำคัญมาก

ลูกจะต้องถือไว้เป็นหัวใจของการสอนธรรมะทีเดียว


เพราะนั่นคือการช่วยให้เขาได้รู้จักความจริงของชีวิตอย่างถูกต้อง และความจริงอันนี้เองที่จะเป็นหนทางช่วยให้เขาพ้นไปจากความทุกข์ได้”

โดย วยุรี [19 ธ.ค. 2545 , 06:17:12 น.] ( IP = 203.113.39.12 : : )


  สลักธรรม 2


มาถึงตอนนี้ เธอได้ตระหนักถึงการทำงานอย่างทุ่มเทของพ่อ ที่พยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อเชิญชวนให้คนได้เข้ามาพิสูจน์เรื่องผีสางเทวดา เพื่อให้คนเชื่อเรื่องภพภูมิ เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด


เพียงเพื่อที่จะสร้างศรัทธาอย่างถูกต้องให้กับประชาชนทั่วๆไป พ่อยอมแลก และสูญเสียบางสิ่งบางอย่างในชีวิตไป
ทั้งๆ ที่ ชีวิตของพ่อมีทุกอย่างทีพรั่งพร้อม และสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง และเงินทอง
แต่พ่อก็ไม่เคยคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้นเลย พ่อยังคงทำหน้าที่ที่พ่อคิดว่า สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของพ่อ คือการเดินหน้าเพื่อให้ความจริง และความเห็นถูกแก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายต่อไป


ในความรู้สึกของสิตางศุ์ พ่อจึงเป็น วีรบุรุษผู้กล้า สำหรับเธอมาตั้งแต่เล็ก

“ผมได้เปิดการแสดงเรื่องที่น่าอัศจรรย์ขึ้น โดยแสดงเดือนละครั้ง รอบเช้า และรอบบ่าย แสดงต่างๆ กัน รวมเวลาถึง ๒ ปีเศษ รวมหมดแสดงหลายสิบอย่าง แม้การเดินลุยไฟ ทั้งนี้ก็เพื่อจะพิสูจน์ว่า ถ้าไม่มีเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว มนุษย์จะทำไม่ได้เลยเป็นอันขาด…

…..แต่อย่างไรก็ดี คนที่ไม่เคยเชื่อมาก่อน คนที่ชอบคิดเอาง่ายๆ คนที่ไม่ยอมศึกษาค้นคว้า แล้วเข้ามาให้ใกล้ชิดกับประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจให้มากเพียงพอ หรือมีความเชื่อมั่นในความรู้ของตนเองจนเกินไป ต่างก็คิด ต่างก็พูดกันออกไปตามอัธยาศัย เพราะมีแง่มีมุมที่จะให้คิด ที่จะให้สงสัยมากมายเหลือเกิน
แน่นอน ! ท่านเหล่านี้ ยากที่จะเข้ามาให้ถึงซึ่งความลึกซึ้งของเรื่องชีวิตจิตใจที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเอาไว้ทั้ง ๓ ปิฎก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย…”


โดยเฉพาะถ้อยคำที่พ่อประกาศว่า
“…บางท่านเห็นว่าเป็นเรื่องล้าสมัย เป็นเรื่องของคนโบราณ แล้วกระจายความเห็นผิดต่างๆ ออกไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้พระพุทธศาสนาเสียหาย แล้วมีอันตราย

…ที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือ ทำให้ผู้นับถือพระพุทธศาสนากล้ากระทำบาปใหญ่ ทำให้เกิดการเบียดเบียนกันอยู่ทั่วไป เพราะสอนว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี ผีสางเทวดาก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ สวรรค์ก็อยู่แค่ในอก นรกก็อยู่แค่ในใจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงนับ หรือคำนวณไม่ได้

ดังนั้นผมจึงกล้าฝ่าฟันเข้าไปในแดนอันตราย หรือเสี่ยงต่อความเสียหายร้ายแรงอย่างไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนมีปัญญาได้ทราบ ….เท่าที่จะทำได้”



พ่อผู้กล้าของเธอจึงต้องฟันฝ่าอุปสรรคอย่างมากมาย โดยมิได้ย่นย่อต่อเหตุการณ์ใดๆ

สิตางศุ์ได้เห็นความตั้งใจอันมั่นคงของพ่อ ท่านยอมเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ แม้ท่องไปยังต่างแดนตามแต่เขาจะเชื้อเชิญไปแสดงและบรรยาย ด้วยความยินดีและเต็มใจ แม้ว่าสุขภาพและวัยของท่านจะไม่เอื้ออำนวยเท่าใดนัก

แต่เพื่ออุดมการณ์ที่ท่านต้องการจะถ่ายทอดความเห็นถูกตามรอยทางของพระพุทธชินสีห์ศากยมุนีที่มีให้แก่พุทธศาสนิกชน จึงดูเหมือนว่าท่านยอมทำตามคำขอของทุกๆ คน และยอมรับผิดชอบในทุกๆ เรื่องที่จะเกิดขึ้น

และพ่อยังได้ปลูกฝังอุปนิสัยเหล่านี้ให้แก่เธอ ซึ่งเป็นเสมือนผู้ช่วยของท่านมาตั้งแต่เด็ก



นานมากแล้ว ที่สิตางศุ์บอกตนเองว่า พ่อยังยอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่นได้ ในเมื่อเธอเป็นลูกคนเดียวที่พ่อมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม ถึงกับพูดกับใครๆ ว่า


“ผมมั่นใจว่า ลูกคนนี้ของผม ต้องทำเยี่ยงผมได้อย่างแน่นอน”

แล้วมีหรือ ? ที่เธอจะทำให้พ่อผิดหวัง..

เพราะเหตุนี้ เธอจึงต้องฝึกความอดทนมาตั้งแต่แรกรุ่น แม้บางครั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะทำให้เธอต้องเสียใจและผิดหวังมากสักเพียงใด เธอต้องไม่แสดงออกให้บิดาเห็นอย่างเด็ดขาด


มีหลายๆ ครั้ง ที่การช่วยงานพ่อ มีผลกระทบทำให้เธอต้องออกจากงานประจำที่ทำอยู่ เธอก็มิได้ปริปาก หรือแพร่งพรายให้พ่อได้รับทราบ
แต่เวลานั้นเธอก็ได้อาศัยสัญญาจากเสียงธรรมที่พ่อสอนเรื่อง กรรม-วิบาก รวมทั้งข้อคิดที่พ่อให้ มาเป็นยาชโลมใจ


…อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ฐานะ และความเป็นอยู่อย่างไรก็ตาม
ย่อมไม่มีวันหนีพ้นไปจากเงากรรมที่ตนทำมา !



ตอนนั้น เธอพยายามบอกตนเองและปลอบใจตนเองทุกครั้งว่า …นี่ไง ! หนี้กรรม ที่เราทำมาเอง
แล้วเธอก็สามารถทำงานที่พ่อรักต่อไปได้



ตอนนี้ เธอได้แต่ส่งกระแสจิตบอกพ่อว่า

“พ่อจ๋า ตอนนี้ลูกกำลังตามต่อรอยทางที่พ่อร่างไว้ให้ และลูกมั่นใจว่าอุดมการณ์ที่พ่อปลูกฝัง ที่แม้กระทั่งบัดนี้ลูกก็ยังจดจำได้อย่างไม่มีวันลืม คงจะทำให้ลูกสามารถสร้างสานรอยธรรมให้ปรากฏชัดได้ สมใจ สมปรารถนาพ่อ นะคะ

เพราะงานวิสาขบูชาครั้งนี้ ลูกพ่อได้รับเชิญให้ไปร่วมปาฐกถาธรรมเรื่อง
กฏของกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยค่ะ

ขอพ่อจงได้มาร่วมอนุโมทนา และเป็นกำลังใจให้กับลูกด้วยนะคะ”



คืนนั้นสิตางศุ์เข้านอนด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งใจ แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการเตรียมงานมาทั้งวันก็ตาม

..แต่เมื่อเธอเริ่มหลับตาลง ดูเหมือนภาพเหตุการณ์อย่างหนึ่งปรากฏให้เห็นเป็นลางๆ และภาพนั้นค่อยๆ เคลื่อนไหวปรากฏชัดขึ้นๆ เป็นลำดับ


…..ยังมีต่อ……

โดย วยุรี [19 ธ.ค. 2545 , 06:33:14 น.] ( IP = 203.113.39.12 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบคุณค่ะ แล้วจะมาอ่านซ้ำอีกนะคะ

โดย นัองอุ๊ [19 ธ.ค. 2545 , 06:33:49 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ...อ.วยุรี

จะคอยติดตามต่อไปนะคะ

อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และประโยชน์ที่จะนำแนวคิดทั้งที่พ่อสอนสิตางศุ์ และวิธีคิดของสิตางศุ์เองมาใช้กับชีวิตค่ะ...........................

โดย ทวีพร [19 ธ.ค. 2545 , 07:53:03 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 5

คุ้มกับการรอคอยครับแต่ทว่า. กระผมคงต้องกลับไปอ่านเมื่อครั้งนั้นก่อนครั้งนี้อีกครั้ง และมาอ่านครั้งนี้ต่อจากครั้งนั้นอีกที่ครับ ขอบคุณมากๆครับอาจารย์วยุรี.

โดย พี่เณร [19 ธ.ค. 2545 , 08:53:58 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.149.229 )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนากับพี่วยุรีค่ะ ได้แนวทางการใช้ชีวิตที่ถูกต้องมากขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ

โดย เล็ก [19 ธ.ค. 2545 , 09:27:25 น.] ( IP = 203.144.174.37 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณมากค่ะ..อาจารย์วยุรี....
คุ้มค่าที่รอคอยค่ะ....
เข้มข้นมากเลยค่ะกับช่วงชีวิตของนักสู้ในตอนนี้....

...คำมั่นสัญญา....ที่ต้องรักษาไว้เหนือชีวิต..เกียรติยศ....และความสุขส่วนตัว...

โดย น้องกิ๊ฟ [19 ธ.ค. 2545 , 10:58:34 น.] ( IP = 202.183.178.180 : : )


  สลักธรรม 8

กว่าจะตั้งเจตนาในการถ่ายทอดสัจจธรรม เกิดขึ้นได้ยากเพียงใด การรักษาเจตนาเหล่านั้นให้คงอยู่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่ามาก เพราะมนุษย์มีเรื่องดูแลมากอุปสรรคมาก แต่เวลาน้อย เจตนาจึงมักเปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลา

ขออนุโมทนากับท่านผู้สามารถรักษาและสืบทอดอุดมการณ์ของพระบรมครู มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น มาสู่อนุชนจนทุกวันนี้ ..... สิตางศุ์

โดย srman [19 ธ.ค. 2545 , 11:14:51 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.149.229 )


  สลักธรรม 9

จิตนาการ ภาพที่ประกอบ พร้อมกับ มุมมอง ที่สื่อข้อความได้ประทับใจมาก สาธุๆๆ

โดย น้องใหม่ [19 ธ.ค. 2545 , 15:13:16 น.] ( IP = 203.170.131.97 : : )


  สลักธรรม 10

เป็นการสอนของพ่อที่ให้ลูกอย่างอบอุ่น อย่างหนึ่งที่นั้นทำให้เรามีกุศลอยู่ตลอดเวลา เพราะเราได้อยู่ใกล้กับคนดีมีศีลและคุณธรรม

พระอาจารย์บุญมีผู้มีพระคุณต่อบรรดาศิษย์ทั้งหลาย โดยมิได้หวังผลตอบแทน ขออนุโมทนากุศลของท่านด้วยนะเจ้าค่ะ

โดย MASHIMA [19 ธ.ค. 2545 , 15:33:59 น.] ( IP = 210.1.12.130 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org