เสด็จเมืองกบิลพัสดุ์
ขณะนั้น เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔ เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นอุปดิสสะและโกลิตะพาบริษัทของตนตรงเขามาเฝ้าแต่ไกลเช่นนั้น จึงรับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย โน่น! คู่อัครสาวกของตถาคตมาแล้ว พาบริวารของเธอมาให้ตถาคตด้วย เมื่อปริพาชกทั้งหลายเข้ามาเฝ้าแล้ว พระบรมศาสดาก็แสดงธรรมโดยควรแก่อุปนิสัยของปริพาชกเหล่านั้น ครั้นจบพระธรรมเทศนา ปริพาชกทั้งหมดเว้นอุปดิสสะและโกลิตะได้บรรลุอรหัตผลด้วยกันสิ้น
สหายทั้งสอง จึงพาบริษัทของตนทั้งหมดเข้ากราบทูลขอประทานอุปสมบท สมเด็จพระสุคตก็ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ปริพาชกทั้ง ๒๕๐ คนนั้น เป็นภิกษุในพุทธศาสนา แล้วตรัสเรียกชื่อสหายทั้งสองนั้นตามนามของมารดา คือ รับสั่งเรียก อุปดิสสะ ผู้เป็นบุตรของนางสารรีพรามหมณีว่า สารีบุตร รับสั่งเรียก โกลิตะ ผู้เป็นบุตรของนางโมคัลลีพราหมณีว่า โมคัลลานะ อาศัยเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งเรียกท่านทั้งสองเช่นนั้นในท่ามกลางบริษัท ๔ พุทธบริษัทจึงนิยมเรียกท่านตามชื่อ ที่ได้รับพระมหากรุณาประทานใหม่ตลอดอายุของท่าน และนิยมเรียกมาจนบัดนี้
ฝ่ายพระโมคคัลลานะ อุปสมบทแล้วได้ ๗ วัน หลีกไปทำความเพียงอยู่ในเสนาสนะป่า ใกล้บ้านกัลลวาละมุตตคาม ในแคว้นมคธ ความง่วงครอบงำ นั่งโงกอยู่ พระบรมศาสดาเสด็จไปที่นั้น ตรัสบอกอุบายระงับความง่วงให้อันตรธานแล้ว ทรงประทานโอวาทในธาตุกัมมัฏฐาน พระโมคคัลลานะได้สดับแล้วปฏิบัติตาม ก็ได้บรรลุพระอรหัตในวันนั้น
ส่วนพระสารีบุตรอุปสมบทแล้วได้กึ่งเดือน ตามพระบรมศาสดาไปอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา ใกล้กรุงราชคฤห์ ได้สดับพระธรรมเทศนา เวทนาปริคคหสูตร ซึ่งพระบรมศาสดาทรงแสดงแก่ปริพาชกชื่อ่า ทีฆนขะอัคคิเวสนโคตร ผู้เป็นหลานของพระเถรเจ้า พระเถรเจ้าตั้งใจกำหนดพิจารณาไปตามกระแสพระธรรมเทศนานั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัต ส่วนทีฆนขะปริพาชกได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ในกาลนั้น พระบรมศาสดาได้ทรงตั้งพระเถรเจ้าทั้งสองไว้ในตำแหน่ง คู่แห่งอัครสาวก คือ พระสารีบุตรเถระ เป็นอัครสาวกเบื้องขวา พระโมคคัลลานเถระ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย
เนื่องจากวันที่พระสารีบุตรเถรเจ้า ได้บรรลุพระอรหัต เป็นวันมาฆปุรณมี เพ็ญเดือน ๓ เวลาบ่าย พระบรมศาสดาเสด็จประทับที่พระเวฬุวัน พระอรหันต์ขีณาสพเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ คือ พระอรหันต์ซึ่งอยู่ในคณะของพระอุรุเวลกัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระพระคยากัสสปเถระรวม ๑,๐๐๐ องค์ กับพระอรหันต์ซึ่งอยู่ในคณะของพระสารีบุตรเถระ พระโมคคัลลานเถระรวม ๒๕๐ องค์ รวมทั้งสองคณะเป็น ๑,๒๕๐ องค์ได้พร้อมกันไปเฝ้าพระบรมศาสดา พระองค์ทรงเห็นเป็นนิมิตอันดี จึงได้เสด็จในท่ามกลางพระสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์นั้น แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ทรงทำวิสุทธิอุโบสถประทานธรรมอันเป็นหลักแห่งพระศาสนา เพื่อเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาสำหรับพระสาวกสืบไป
ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ณ พระนครกบิลพัสดุ์เมื่อได้ทรงทราบพระเกียรติคุณของพระสัมพุทธเจ้า ฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ ก็ทรงปิติโสมนัส ที่พระโอรสของพระองค์ได้สำเร็จพระสัมโพธิญาณ สมดังคำพยากรณ์ของท่านอาจารย์อสิตดาบส และ พราหมณาจารย์ทั้ง ๘ คน ทรงตั้งพระทัยคอยเวลาอยู่ว่า เมื่อใดพระสัมพุทธเจ้าจึงจะเสด็จไปนครกบิลพัสดุ์
ครั้นไม่ได้ข่าววี่แววมาเลยว่า พระสัมพุทธเจ้าจะเสด็จ ก็ทรงร้อนพระทัย ปรารถนาจะให้พระสัมพุทธเจ้าเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์จึงทรงส่งอำมาตย์พร้อมด้วยบริวารคณะหนึ่ง ให้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระเวฬุวันวิหาร กราบทูลอาราธนาให้เสด็จยังพระนครกบิลพัสดุ์ ครั้นอำมาตย์และบริวารคณะนั้นเดินทางจากพระนครกบิลพัสดุ์ ถึงพระนครราชคฤห์ อนมีระยะทาง ๖๐ โยชน์ ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในเวลาที่พระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ได้โอกาสฟังธรรมด้วย ครั้นฟังธรรมแล้วได้บรรลุพระอรหัตทั้งคณะทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ไม่ได้มีโอกาสที่จะกราบทูลความตามที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงบัญชามา
   ..
ยังมีต่อค่ะ..
  
จาก
พุทธประวัติทัศนศึกษา
โดย พระธรรมโกศาจารย์
|