มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตอบคำถามจากกระทู้ 02257 กัมมปัจจัยค่ะ





สวัสดีกันอีกครั้งค่ะ ก่อนที่พี่ต้อยจะตอบปัญหาที่พี่ตั้งคำถามนั้น

จะขอเกริ่นกล่าวความในใจสักนิดนะค่ะ เพื่อมาปรับความเห็นให้ถูกต้องเสียก่อนค่ะ เพื่อประโยชน์
ที่เราจะได้ร่วมกันสร้างปัญญาวุธให้เกิดได้มากๆกับชีวิตไงค่ะ


ทราบว่ามีการสนทนาธรรมกันในหัวข้อที่พี่ต้อยตั้งคำถาม
ระหว่างท่านอาจารย์วิชิต และอาจารย์มาลี ว่า...การตั้งคำถามที่ว่า..กัมมปัจจัยนี้ทำเหตุได้กี่อย่าง คืออะไรบ้าง

ต่างก็ได้แสดงทัศนะกันเพื่อมงคลชีวิตด้วยกันค่ะ จึงมีประเด็นที่ว่า....
อาจใช้ภาษาผิด...ที่ถามจึงมีการตอบกันในแง่ที่กล่าวถึงเหตุ ๖ น่าจะตั้งคำถามเป็น..กาลถ้าคำตอบออกมาแบบนั้นเป็นต้น

พี่ต้อยอยากจะให้ท่านนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เรากำลังศึกษาในหัวข้อ
มาทำความรู้จักกับการสวดพระอภิธรรม กล่าวถึงปัจจัย ๒๔ กัน ใช่ไหมค่ะเรากำลังสนทนาศึกษากันเรื่องปัจจัย ๒๔

และขณะนี้ก็มาถึง กัมมปัจจัย แล้ว

ซึ่งคุณอัญชลี สมโสภณ ได้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้รับความรู้ถูกก่อนที่จะไปอยู่ในโลงศพที่จะต้องมีการสวดพระอภิธรรมกัน.


คราวนี้ในกัมมปัจจัยยังมีอีก ๒ สาขา คือสหชาตกัมมปัจจัย และ
นานักขณิกกัมมปัจจัย เพิ่มขึ้นมาใช่ไหมค่ะ?

ประเด็นนี้ถ้าผู้ที่ไม่มีเหตุผลรับรองมาก่อน ก็คงไม่ต่างกับสมัยอดีตที่หลายๆท่านได้ถูกคำถามจาก
ท่านพระครูศรีโชติญาณว่า ....อินทรีย์มีเท่าไหร่? และต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
อินทรีย์มี ๕ ได้แก่ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ถูกค่ะเพราะคำถามไม่ได้เน้นถึงอินทรีย์ในไหนใช่ไหมค่ะ...แต่พอคำตอบว่าผิดเพราะอินทรีย์มี ๒๒ เท่านั้นทำให้ผู้ฟังงงเป็นไก่ตาแตก

ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรเพราะผู้ถาม กับ ผู้ตอบ มีข้อมูลในใจต่างกันนั่นเอง


เช่นเดียวกันค่ะในตอนนี้เรากำลังมาเรียนปัจจัย ๒๔ นะค่ะ

แต่ถ้าเราไม่มีการบอก ถึงเหตุที่เพิ่มขึ้นของ
สหชาตกัมมปัจจัยและนานักขณิกกัมมปัจจัย ก็จะทำให้บางท่านงงเหมือนที่เคยรู้แค่อินทรีย์ ๕ แต่ท่านที่รู้กว้างกว่ารู้อินทรีย์ ๒๒ ไงค่ะ


ด้วยเหตุนี้พี่ต้อยจึงมีเจตนาที่จะตั้งคำถาม – ตอบ เพื่อโน้มนำเข้าสู่
การอธิบายปัจจัยต่างๆอย่างละเอียดนั้นว่ามาจากไหน

ไม่ใช่ฟังตามกันมา หรือเชื่อตามครูผู้สอนไว้เป็นต้นค่ะ....แต่ต้องการให้เข้าใจถึงเหตุของการมีปัจจัยเพิ่มขึ้นมาค่ะ.....และก็ยังตั้งอยู่ในการเรียนเรื่องปัจจัย ๒๔ นะคะ

ไม่ได้ข้ามไปถามถึงเรื่อง เหตุ ๖ ในปริเฉทที่ต้นๆเลยนะค่ะ เพราะขณะนี้มาสูงมากแล้วนะค่ะ



เอาละค่ะพี่ต้อยได้บอกถึงเจตนาที่มีให้รับทราบแล้วนะค่ะ มาฟังคำเฉลยกันดีกว่า

ในคำถามที่ว่า..... กัมมปัจจัยนี้ทำเหตุได้กี่อย่าง คืออะไรบ้าง?

พี่ต้อยไม่ได้ถามว่า มีเหตุนะค่ะ



ตอบ. กัมมปัจจัยนี้ทำเหตุ ได้ ๒ อย่างค่ะ

คือ เหตุอดีตอย่างหนึ่ง และ เหตุปัจจุบันอย่างหนึ่งค่ะ
เมื่อทำเหตุได้ ๒ จึงมีผลได้ ๒ ตรงกันค่ะคือ เป็นผลปัจจุบัน และ ผลในอนาคตค่ะ


ดังนั้น กัมมปัจจัยนี้ จึงสามารถแบ่งได้แบ่ง ๒ อย่างไงค่ะ

ซึ่งมีชื่อเรียกว่า สหชาตกัมมปัจจัย อย่างหนึ่ง และ นานักขณิกกัมมปัจจัย อีกอย่างหนึ่งค่ะ



นี่ไงค่ะท่านที่เคารพ
การเพิ่มมาจาก ๒๔ ปัจจัยใหญ่ๆ
ซึ่งเราท่านจะได้ทราบถึงเหตุ ที่เพิ่มขึ้นมาในชื่อปัจจัย ที่เสมือนเป็นสาขาของปัจจัยนั้นๆ
มีกัมมปัจจัยเป็นต้นค่ะ

ดังนั้นในที่นี้จึงไม่ใช่คำตอบที่พูดถึงเหตุ ๖ เลยนะค่ะ
และไม่ใช่พูดถึงกาลด้วยค่ะ



ด้วยความปรารถนาดีเสมอค่ะ
พี่ต้อย
.

โดย พี่ต้อยค่ะ [3 ม.ค. 2546 , 07:56:51 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.107.137.30 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

กัมมปัจจัย ถ้ากล่าวอธิบายตามพระบาลีนิทเทสก็จำแนกได้ ๒ อย่าง คือ
นานักขณิกกัมมปัจจัย และ สหชาตกัมมปัจจัยค่ะ


แต่ถ้าไปดูในอรรถกถา ก็จำแนกได้ ถึง ๓ อย่างค่ะ มากขึ้นมาอีกหนึ่งคือเพิ่ม อนันตรกัมมปัจจัยมาค่ะ โดยแยกเอามาจากนานักขณิกกัมมปัจจัยนั่นเองค่ะ

มาดูนะค่ะว่าแยกอย่างไร
เอาโลกิยเจตนาในโลกิยกุศล ๑๗ อกุศล ๑๒

.โลกิยวิบาก ๓๒ เจตสิก ๓๕ กรรม ๒๐

และ.เจตนาในมัคจิต ๔ ที่ดับไปแล้ว
--> ผลจิต ๔ เจตนา ๓๖ ที่ในผลสมาบัติวิถี เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยค่ะ


ส่วนอนัตรกัมมปัจจัยนั้น เอาโลกุตตรเจตนาในมัคจิต ๔ ที่ดับไป
แล้ว-->ผลจิต ๔ เจตสิก ๓๖ ที่ในมัควิถี ( โดยไม่มีระหว่างคั่น )ค่ะ


เพราะฉะนั้น โลกุตตรเจตนาในมัคจิต ๔ จึงเป็นได้ทั้งนานักขณิกกัมมปัจจัย และอนันตรกัมมปัจจัยค่ะ

ส่วนสหชาตกัมมปัจจัยนั้นก็คงเดิมไงคะ



โดย พี่ต้อย [3 ม.ค. 2546 , 11:00:42 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.155.230.127 )


  สลักธรรม 2

มาติดตามครูค่ะ ครูไปไหนหนูก็ไปด้วย คราวนี้ได้ความรู้ใหม่อีกแล้วค่ะ

อย่างนี้ถ้าจะกล่าวว่าที่ทำเหตุปัจจุบัน นี่ใช่ สหชาตกัมมปัจจัยใช่ไหมคะ และทำเหตุอดีต นี่ใช่นานักขณิกกัมมปัจจัยใช่ไหมคะคุณครู

โดย หมออุ๊ [3 ม.ค. 2546 , 12:21:22 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : unknown, 202.28.179.1 )


  สลักธรรม 3

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

มาอ่านคำเฉลยแล้วก็ถึงบางอ้อค่ะ

มีความสว่างกระจ่างใจมลไปครึ่งนึง อีกครึ่งนึงไปติดอยู่ที่คำว่าทำเหตุอ่ะค่ะ

ถ้าจะกรุณาขยายความแนวคิดของคำว่า ทำเหตุ อีกสักเล็กน้อย ได้ไหมเจ้าคะ หรือถ้าจะใช้ข้อความที่คล้ายคลึงกัน จะใช้อะไรดีคะ

คำเฉลยนั้นไม่สงสัย สงสัยตรงคำถามอ่ะค่ะ


ตอนแรกที่อ่านคำถามและคิดว่าจะลองตอบดูนั้น ยังนึกว่าทำไมถามง่ายจัง ก็เหตุ ๖ ไง แค่นี้ต้องถามด้วย

แต่ขณะที่เขียนตอบรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่เหตุ ๖ คงจะมีอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ไม่รู้จะตอบอะไรดี เลยดำน้ำเอาอย่างว่าอ่ะค่ะ

โดย น้องถ้วย [3 ม.ค. 2546 , 13:19:46 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.155.230.90 )


  สลักธรรม 4

ตามมาอ่านเงียบๆค่ะ
ยังไม่อยากออกเสียงใดๆ .....เกรงว่าจะไปรบกวนบรรยากาศการพิชัยยุทธในสมรภูมิปัญญาเข้า....
ได้แต่ค่อยๆทำความเข้าใจและเก็บรายละเอียดที่แตกต่างกันในลำดับต่างๆให้มากที่สุดค่ะ
เพื่อจะได้มีความรอบคอบในการคิด...การตอบ..การทวนความอีกครั้งหนึ่ง
ขอบพระคุณมากค่ะพี่ต้อย

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ม.ค. 2546 , 17:03:50 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.170.147.17 )


  สลักธรรม 5


สวัสดียามดึกค่ะน้องๆทุกคน
ดีใจมากนะคะที่ต่างสนใจพระธรรมอันลึกซึ้งสุขุมมากขนาดนี้โดยไม่ท้อกันค่ะ


ทั้งน้องอุ๊และน้องถ้วยขอให้ใช้เวลาอีกสักนิดนะค่ะ พี่ต้อยจะแจกแจงกัมมปัจจัยให้กว้างอีกนิดก่อนนะค่ะเพื่อความเข้าใจจะได้ง่ายขึ้นค่ะ.

มาทำความเข้าใจ....กัมมปัจจัยโดยประเภท นาม---นามรูป
โดยกาล เป็นได้ 2 กาลนะคะ คือ อดีตกาลและปัจจุบันกาล

@ นานักขณิกกัมปัจจัยเป็นอดีตกาล
คือกัมมดับไปแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดวิบากและกัมมชรูปในอนาคตกาล

@ ส่วนสหชาติกัมมปัจจัยเป็นปัจจุบันกาล
เพราะเป็นปัจจัยในจิตดวงเดียวกัน

โดยกิจเป็นได้ 2 กิจคือชนกกิจ กับอุปถัมภกิจ
คือทำให้เกิดขึ้นด้วย.....และอุปถัมภ์ให้ดำรงอยู่ด้วย


ถ้าโดยภูมิละคะ กัมมปัจจัยเกิดได้ 30 ภูมิ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ)

โดย พี่ต้อยค่ะ [3 ม.ค. 2546 , 19:43:10 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.170.131.215 )


  สลักธรรม 6

กัมมปัจจัยที่กล่าวว่า.... เป็นปัจจัยให้เกิดผล ก็เพราะทำหน้าที่เพราะพืชพันธุ์ให้เกิดผลในอนาคต เรียกว่า พีชนิธานกิจ คือทำกิจสั่งสมพืชเชื้อ เพื่อให้งอกต่อไป ในอนาคต.....เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยค่ะ

ส่วนที่เป็นปัจจัยให้สำเร็จกิจ ในหน้าที่ของตน เพราะเป็นตัวจัดแจงให้สัมปยุติธรรมทั้งหลายทำตามหน้าที่ของตน ๆ เรียกว่า สังวิธานกิจ ดังนั้น เจตนา จึงได้ชื่อว่า ... เป็นหัวหน้าของสังขารทั้งหลาย คือเป็นหัวหน้าในการปรุงแต่งจิต เจตสิกรูป ให้ทำหน้าที่ตามคำสั่งของตน....เป็นสหชาตกัมมปัจจัยค่ะ

คราวนี้คงจะชัดเจนแล้วนะค่ะ
ระหว่างสหชาตกัมมปัจจัย และ นานักขณิกกัมมปัจจัยนะค่ะ


โดย พี่ต้อยค่ะ [3 ม.ค. 2546 , 19:53:51 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.170.131.215 )


  สลักธรรม 7

ตามมาอ่านอีกแล้วค่ะ...และก็ได้ความแตกต่างอย่างชัดเจนขึ้นในเจตนาที่ต่างกาลกัน และการทำกิจที่ต่างกาลกันด้วย ...ขอบพระคุณค่ะพี่ต้อย


โดย น้องกิ๊ฟ [3 ม.ค. 2546 , 20:43:18 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.170.137.170 )


  สลักธรรม 8

สวัสดียามดึกแท้ๆค่ะ
ตามมาหาคำตอบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ทั้งในเรื่องของกาลและกิจค่ะ แต่ยามนี้เรียกยามวิกาลแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ

โดย น้องอุ๊ [4 ม.ค. 2546 , 01:14:39 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.113.38.13 )


  สลักธรรม 9


ติดตามเข้ามาอ่าน อ่านไปต้องทำความเข้าใจตามไปด้วย


แล้วได้คำตอบให้ตัวเอง ๒ อย่าง คือ
๑ เรานี่อยู่ในประเภท ฟังตามกันมา และเชื่อครูผู้สอน
ไม่เคยถามเลยว่า เพราะเหตุอะไร กัมมปัจจัยจึงแยกได้ ๒ ตำราว่าอย่างไร ก็อย่างนั้น

๒. คงต้องกลับมารื้อฟื้นความรู้กันใหม่ เพราะขนาดอ่านไปช้าๆ ยังตามไม่ค่อยจะทันเลย


ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์นะคะ ที่ได้ให้ความรู้อย่างละเอียด

โดย วยุรี [4 ม.ค. 2546 , 05:53:06 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.113.38.8 )


  สลักธรรม 10

อรุญสวัสดิ์ค่ะหมออุ๊ น้องถ้วย น้องกิ้ฟ และพี่วยุรี

เรื่องของปัจจัยเป็นเรื่องใหญ่มากนะค่ะ เราจะเรียนแค่ผ่านและจำชื่อได้เท่านั้นไม่พอค่ะคือไม่พอที่จะรู้ถึงเหตุในการปฎิบัติธรรมที่จะนำออกจากทุกข์ไงค่ะ

ก็ไม่ต้องไปดูไกลอื่นเอาที่ตัวเราทั้ง ๕ คนนี่แหละค่ะ ลองตอบคำถามตัวเองซิคะว่าเรากลัวบาปจริงไหม?

....ก็ได้คำตอบเหมือนกันนะค่ะว่าเรากลัวบาปด้วยกันทั้ง ๕ คนเลย
แล้วบาปที่เรากลัว หรือบุญก็ดี มาจากไหน? ก็ได้มาจากปัจจัยทั้งสิ้น หมดปัจจัยทั้งบาปและบุญก็หมดใช่ไหม?แล้วผลบาป - ผลบุญที่เราท่านเสวยกันอยู่ทุกวันนี้ดีบ้างไม่ดีบ้างมาจากไหนกัน?ก็ได้มาจากปัจจัยต่างๆกัน ปัจจัยที่สามารถให้ได้ในปัจจุบันกาลบ้าง อนาคตกาลบ้างไงค่ะ

ที่สำคัญก็คือความไม่รู้นั่นเองทำให้เราประมาทขาดสติ

ความไม่รู้นั่นเองทำให้เราไม่ทันกับอารมณ์ที่มากระทบจนตัดสินอารมณ์ผิดๆคิดว่าเป็นสาระไงค่ะฯลฯ.


แต่ถ้าเรามาทำความรู้ให้เกิด และรู้แจ้งนะค่ะ ไม่ใช่รู้แบบที่เรารู้กันทุกวันนี้ ( เป็นการรู้ที่พระพุทธองค์มิพึงประสงค์ให้รู้แบบนี้เลย) เมื่อสามารถสร้างสมปัญญาบารมีจนดีแล้ว ความรู้แจ้งที่พี่ต้อยกล่าวถึงนี้แหละค่ะ จะมาเป็นเสมือนอาวุธที่แหลมคม ในเวลาที่กำหนดสติปัฏฐานอยู่ อาวุธนี้จะทำหน้าที่แทงตลอดในอารมณ์นั้นๆไงค่ะ....สมกับภาษิติที่ว่าปัญญาเหมือนอาวุธ

ดังนั้นพี่ต้อยจึงพยายามที่สุดที่จะหาทางให้ท่านนั้น เป็นผู้ศึกษาธรรมะกันไม่ได้เพียงฟังธรรมะ หรือท่องธรรมะค่ะ

ด้วยความจริงใจเสมอค่ะ.....พี่ต้อย

โดย พี่ต้อยค่ะ [4 ม.ค. 2546 , 06:41:43 น.] ( IP = 127.0.0.1 : : 203.170.129.44 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org