
ถาม คำที่ว่าการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการถ่ายเทความเข้าใจผิดออกจากรูปนามนั้น อยากทราบว่า บัดนี้เรากำลังมีความเข้าใจผิดอะไรในรูปนามอยู่เล่า
ตอบ อันที่จริงความเห็นผิดที่ว่า เราเห็น เราได้ยิน เรารู้รส เราถูกต้อง เราเดิน เรายืน เรานั่ง เรานอน เป็นต้น เหล่านี้แหละมันเป็นความเข้าใจผิดที่ลึกซึ้งเหลือเกินจนคนธรรมดารู้ไม่ได้ว่ามันเป็นความเข้าใจผิด แต่ถ้าเราจะมาพิจารณากันด้วยเหตุผลสักหน่อยหนึ่งว่า การเห็น การได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง เดิน ยืน นั่ง และนอนเหล่านี้น่ะเป็นเราที่ตรงไหน เพียงแค่นี้ก็พอจะสังเกตเห็นได้แล้วว่า มันเป็นความเข้าใจที่เลื่อนลอยหาหลักอะไรไม่ได้เลย ตามหลักธรรมของพระท่านว่า เดินเป็นรูป แม้นั่งนอนก็เป็นรูป แต่เราเป็นสาวกของพระพุทธองค์ ทำไมจึงได้ไปตู่เอารูปต่างๆเหล่านั้นมาเป็นเราเสียเล่า เรามันเป็นลูกที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับพ่อนี่ ที่จริงสมเด็จพ่อก็สอนไว้ในที่หลายต่อหลายแห่ง เช่น ในอนัตตลักขณสูตร ก็มีว่า รูปไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็ถ้าว่ารูปนี้เป็นเรา เป็นของๆเราแล้วไซร้มันก็ไม่ควรที่จะเป็นไปเพื่อป่วยไข้ซิ ควรจะเป็นไปตามความประสงค์ของเราไม่ใช่หรือ แต่นี่เพราะรูปนามนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรามันจึงได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บังคับบัญชาอะไรไม่ได้เลย
เมื่อเราได้พยายามเฝ้าใช้โยนิโสมนสิการคอยสังเกตดูอิริยาบถทุกๆอิริยาบถที่เปลี่ยนไปๆ โดยมีความรู้สึกตามไปในขณะที่จะเปลี่ยนนั้น หนักเข้าก็จะรู้สึกขึ้นมาว่า ตนเองไม่มีอำนาจอะไรในอิริยาบถแต่ละอย่างเลย เมื่อถึงคราวที่จะเปลี่ยนก็ฝืนมันไม่ได้ ต้องยอมเปลี่ยนให้มัน มิฉะนั้นก็จะเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้แน่นอน พิจารณาดูก็เหมือนกับคนไข้ กับคนที่พยาบาลไข้ไม่ต่างกันเลย คนไข้ก็มีแต่ความเจ็บ เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจะช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จำต้องอาศัยคนที่พยาบาลคอยพยุงให้ลุกให้นั่งอยู่ร่ำไป นับเป็นความลำบากทั้งคนที่เป็นไข้ ลำบากทั้งคนที่พยาบาลไข้อย่างชนิดที่ไม่มีเวลาให้พักผ่อนบ้าง
ข้อนี้ฉันใดแม้นามรูปที่ปรากฏอยู่ตามอิริยาบถก็เหมือนกับคนที่เป็นไข้ คนที่เข้าไปยึดว่ารูปนามเป็นของเรา ก็ต้องพยายามเปลี่ยนอิริยาบถแก้ทุกข์กันวันยังค่ำ คืนยังรุ่งไม่มีที่สิ้นสุดเป็นสภาพที่น่าเบื่อหน่ายอย่างเหลือประมาณ ถ้าเราพยายามปฏิบัติไปด้วยความสังเกตที่สุขุมโดยติดต่อแล้ว ก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่จะนอกเหนือไปจากทุกข์ ทุกข์อยู่ที่นามรูป รูปเก่าในอิริยาบถเก่าก็ทนอยู่ไม่ได้ ครั้นเปลี่ยนไปสู่อิริยาบถใหม่หนักเข้าก็ทนอยู่ไม่ได้อีก ต้องเปลี่ยนกันอีก ขั้นแรกๆก็จะเห็นทุกข์ในอิริยาบถเก่าก่อน เพราะมันหยาบเห็นได้ง่ายกว่าทุกข์ในอิริยาบถใหม่ สังขารทุกข์ในอิริยาบถใหม่เป็นของละเอียดเห็นได้ยากกว่า
แต่เมื่อใช้ภาวนามยปัญญาสังเกตกำหนดไปๆก็จะเกิดความรู้สึกใหม่ๆขึ้นมาว่า แต่ก่อนเราคิดผิดว่า การเดินเป็นต้นนี้ เป็นเรา จึงทึกทักเอาว่า เราเดิน เรายืน เรานอนเป็นต้น ที่จริงแล้วอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นแต่สักว่า ธรรม ไม่ใช่ เรา ความเข้าใจว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นเรานั้นเป็นความผิดที่เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ต่างหาก นี่แหละเป็นการเจริญวิปัสสนา จึงเป็นการถ่ายเทความเห็นที่ผิดๆออกไป โดยรับเอาแต่ความเห็นที่ถูกต้องเข้าสู่จิตใจแทน ความเห็นจึงเป็นวิสุทธิ คือเป็นความเห็นที่หมดจดที่เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ อันเป็นตัวปัญญาโดยตรงทีเดียว ตรงนี้แหละนับว่าเป็นความประสงค์ในทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะทีเดียว
อนึ่ง ในที่ใดมีปัญญาในที่นั้นก็ต้องมี ศีล สมาธิ ขาดเสียมิได้ แต่ในที่ใดมีศีล สมาธิ ปัญญาไม่ต้องมี ก็ได้ เช่น ขณะทำสมถกรรมฐาน ศีล และ สมาธิมี แต่ปัญญาไม่มีก็ได้ เพราะการเจริญสมถะไม่ได้มุ่งที่จะทำปัญญาให้เกิดขึ้น เพียงแต่อาศัยปัญญาคอยรักษานิมิตแห่งกรรมฐาน ขณะที่ยังไม่ได้เกิดฌานเท่านั้น แต่เมื่อเกิดฌานแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ปัญญาก็ได้
ในที่ใดมีศีลในที่นั้นจะไม่มีสมาธิและปัญญาก็ได้ เช่นในขณะที่พระ-เณรบวชอยู่ ที่จริงศีลของท่านก็มีอยู่ แต่ท่านมิได้ทำสมาธิและเจริญปัญญาเท่านั้น แต่นั่นแหละผู้ที่หวังจะทำความเห็นให้เป็นวิสุทธิ หากไม่เจริญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาให้เกิดพร้อมในอารมณ์เดียวกัน วิสุทธิเป็นอันว่าเกิดขึ้นไม่ได้แน่ๆ เพราะการทำงานของไตรสิกขา ไม่ได้เป็นเอกสมังคีในอารมณ์เดียวกันนั่นเอง
ดังนั้นประตูที่จะทำให้เข้าถึงตัวพุทธศาสนา ที่สำคัญก็อยู่ตรงที่ปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น วิปัสสนามีสติปัฏฐานเป็นเหตุ ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานประเภทกายานุปัสสนา โดยเฉพาะอิริยาบถบรรพดังที่กล่าวมาแล้ว ก็เป็นวิถีทางหนึ่งที่จะนำให้ออกจากวัฏฏทุกข์ได้แน่นอน จึงขอให้ท่านผู้สนใจในหลักธรรมปฏิบัติพึงมนสิการตามแนวเท่าที่ได้ยกเอาบาลี-อรรถกถา-ฎีกา พร้อมด้วยหลักปฏิบัติมาแสดงไว้โดยย่อนี้ด้วย จะเป็นประโยชน์แก่ตัวของท่านเอง และจะเป็นอายุของพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งด้วย หากเราไม่ทำเสียชาตินี้ ในชาติต่อไปอย่าได้หวังเลย เพราะชาติหน้าต้องทำเป็นนิสัยไปตั้งแต่ชาตินี้ หากไม่ทำไว้จะไปเอานิสัยในชาติหน้ามาจากไหนกัน