
องค์คุณของผู้ปฏิบัติข้อที่ ๒ คือ สัมปชาโน
อันนี้หมายถึง สัมปชัญญะ ๔ คือ
สาตถกสัมปชัญญะ คือ ความรู้ว่าการจะไปในที่ใด เพื่อดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง หรือนึกถึงอะไร ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องทำความรู้สึกตัวด้วยว่า แต่ละอย่างที่เราจะประสบนั้น มันมีประโยชน์แก่สติปัญญาหรือไม่ หรือจะเป็นเหตุให้คุณธรรมที่จะพึงได้ต้องเสื่อมเสียไป อันนี้ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องรู้
สัปปายสัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวว่าอารมณ์ที่จะนำเอามาปฏิบัตินั้น พอที่จะกำหนดทันหรือไม่ สบายแก่จริตของตนไหม หรือเมื่อปฏิบัติแล้วมันทำให้จิตใจฟุ้งซ่านไม่เป็นที่สบาย อันนี้ผู้ปฏิบัติก็จะต้องรู้เท่าทันด้วย
โคจรสัมปชัญญะ คือ สถานที่ที่จะต้องไปนั้น เป็นสถานที่ที่เป็นปัจจัยแก่การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะวิปัสสนาบ้างไหม
อีกประการหนึ่ง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า ๑๙ ภาค ๑ พระพุทธโฆษาจารย์ได้แจกโคจรไว้ ๓ อย่าง คือ
๑.อุปนิสสยโคจร อันนี้หมายถึง การเที่ยวสมาคมกับกัลยาณมิตรแล้วก็จะได้ความเข้าใจในหลักการปฏิบัตืธรรมมาเป็นอุปนิสัย
๒.อารักขโคจร หมายความถึงว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องเข้าไปในระแวกบ้าน จำเป็นจะต้องสังวร ระวังจิต และอิริยาบถทุกขณะที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลัง โดยไม่ทำอาการหลุกหลิกให้เสียมารยาท
๓.อุปนิพันธโคจร อันที่สามนี้หมายความว่า จะไปในสถานที่ใดๆ ก็จะต้องเอาจิตผูกติดไว้กับสติปัฏฐาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ยอมให้ตกไปจากอารมณ์มีกาย เป็นต้น เพราะสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นอารมณ์ของผู้ปฏิบัติ เป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบิดา
และนอกจากนี้ในทีฆนิกายฎีกา ๑/๒๔๓ ยังได้อธิบายไว้อีกว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความรู้ตัวในเวลาโคจรบิณฑบาตในอิริยาบถที่ก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น และรู้เท่าทันในอารมณ์ คือ พระกรรมฐาน ไม่ละทิ้งพระกรรมฐาน แม้จะปรากฏในที่อื่นๆ
ส่วนในอรรถกถาสังยุต ๑/๒๑๙ ท่านได้พูดถึงการโคจรบิณฑบาตว่า
เวลาภิกษุโคจรภิกขาจาร
ไปก็ให้นำพระกรรมฐานไป
กลับก็ให้นำพระกรรมฐานกลับ
บางรูปไปนำพระกรรมฐานไป
แต่กลับปล่อยจิตให้ตกจากพระกรรมฐาน
บางรูปไปไม่ใส่ใจในพระกรรมฐาน
แต่เที่ยวกลับก็นำพระกรรมฐานกลับ
บางรูปทั้งไปทั้งกลับไม่นำพระกรรมฐานไปกลับเลย
ปล่อยใจให้เป็นทาสของความรักและความชัง ความหลง
บางรูปนำพระกรรมฐานทั้งไปและกลับ
อสัมโมหสัมปชัญญะ ความรู้ตัวข้อที่ ๔ นี้ ในอรรถกถามหาวรรคสังยุต ๑/๒๒๔ ได้ให้คำอธิบายว่า
๑.เวลาก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง ก็ให้รู้เท่าทัน
๒.เวลาเหลียวซ้าย แลขวา ก็ให้รู้เท่าทัน
๓.เวลาคู้อวัยวะเข้า หรือเหยียดออก ก็ให้รู้เท่าทัน
๔.เวลาจะนุ่งหรือห่มเครื่องนุ่งห่ม ก็ให้รู้เท่าทัน
๕.เวลารับประทาน- ดื่ม- เคี้ยว- ลิ้มรส ก็ให้รู้เท่าทัน
๖.เวลาถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ให้รู้เท่าทัน
๗.เวลา เดิน- ยืน- นั่ง-หลับ- ตื่น- พูด- นิ่ง ก็ให้รู้เท่าทัน
รวมความแล้วผู้ปฏิบัติ จะเคลื่อนไหวอิริยาบถใด ก็ต้องให้รู้เท่าทัน ตามสภาวะจริงที่เกิดจึงจะเรียกว่า ผู้มีอสัมโมหสัมปชัญญะ