| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กรรม
สลักธรรม 1โดยทั่วไป เมื่อประสบเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มักจะพูดกันว่าเป็นกรรมของคนนั้น ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจถูกจริงๆ ก็ควรจะพูดว่าเป็นผลของกรรมที่บุคคลนั้นได้กระทำแล้ว ซึ่งจะทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่าขณะใดเป็นผลของกรรม และขณะใดเป็นกรรม เพราะถ้าพูดกันสั้นๆ ว่าเป็นกรรมของคนนั้น ผู้ซึ่งไม่คุ้นเคยกับเหตุของผลของสภาพธรรม ก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนผิดไปได้ โดยอาจจะถือเอาวิบากนั่นเองเป็นกรรม
เมื่อได้ศึกษาและเข้าใจเรื่องของจิตซึ่งเป็นสภาพธรรมอันกรรมกิเลสสั่งสมวิบาก ก็จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงยิ่งขึ้น คือ ถ้าปราศจากทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นทางรับรู้อารมณ์ต่างๆ ก็ย่อมจะไม่มีวิบากจิตในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นรับผลของกรรม ขณะที่เห็นเป็นวิบากเป็นผลของกรรม แม้ว่าไม่ได้ประสบอุบัติเหตุหรือได้ลาภยศ อื่นใดก็ตาม ขณะได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นปกติในชีวิตประจำวันนั้น เป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้วทั้งสิ้น วิบากจิตไม่ใช่เฉพาะขณะเจ็บไข้ได้ป่วย ได้ลาภหรือเสื่อมลาภ ได้ยศหรือเสื่อมยศเท่านั้น และสติสามารถระลึกรู้สภาพธรรมที่เป็นวิบากได้ในขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ ในชีวิตประจำวัน
วิยากจิตย่อมเกิดขึ้นเป็นผลของกัมมปัจจัยที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งยากแก่การที่จะรู้ได้ว่า วิบากจิตที่เกิดขึ้นแต่ละทวารนั้น เป็นผลของอดีตกรรมอะไร เช่น วิบากจิตที่ได้ยินเสียงเด็กเล่นฟุตบอลนั้น เป็นผลของอดีตกรรมอะไร เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่รู้ได้ยาก เพราะเป็นอจินไตย คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด กรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นเหตุในอดีตซึ่งแม้จะได้กระทำมานานแล้วในสังสารวัฏฏ์ ก็ยังเป็นปัจจัยให้เกิดวิบากจิตได้ ฉะนั้น ถ้าใครคิดเดาว่าเห็นสิ่งนั้นเป็นผลของกรรมอะไร ได้ยินเสียงนั้นเป็นผลของกรรมอะไร ก็จะไม่พ้นจากความไม่รู้และวุ่นวายใจ เพราะคิดเดาในสิ่งซึ่งไม่อาจมีปัญญาขั้นที่จะรู้จริงได้ แต่วิบากซึ่งเป็นผลของกรรมก็กำลังมีปรากฏให้รู้ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายโดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 13:23:27 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 2สำนวนในพุทธศาสนา ต้องเข้าใจครับ
เหมือนในทางโลกที่ว่า "ตำรวจจับน้ำมันเถื่อนกลางอ่าวไทย" ตามความหมายที่แท้จริง ตำรวจไม่ได้เอามือไปจับน้ำมัน แต่จับคนที่ขนน้ำมันเถื่อนนั้นต่างหาก แต่พอพูดว่า "ตำรวจจับน้ำมันเถื่อน"ทุกคนก็รู้โดยนัยว่า จะต้องจับคนไม่ได้จับน้ำมัน นี้เป็นสำนวนอย่างหนึ่งทีใช้กันในภาษาไทย ซึ่งตามจริงทุกวันเราพูดกันด้วย เราพูดกันด้วยสำนวนโวหาร หรือนัย ด้วยกันทั้งนั้น การพูดโดยตรง(มุขยนัย)นั้น มีพูดน้อยมาก นักศึกษพุทธศาสนาต้องศึกษา โวหาร 12 และนัย 40 ให้ดี ในทำนองนี้ก็เหมือนกันครับ กรรม กับผลของกรรมนั้น บางครั้งเราก็ต้องแจกแจงให้ละเอียด ว่าอันไหน เป็นกรรม อันไหนเป็นผลของกรรม
* อีกอย่างหนึ่งที่ว่า กรรม เป็นอจินไตยนั้น อันนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ต้องหมายเอาวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมด้วย ผลของกรรมนี่แหละที่ซับซ้อนหนักหนา เราไม่รู้จริงหรอกว่า ผลที่เราหรือสัตว์ทั้งหลายได้รับอยู่นี้ เป็นผลที่เกิดมาจากกรรมอะไร ? เป็นเรื่องที่ยุ่งยากหนักหนาที่จะคิดโดย อาคันตุกะ [29 ม.ค. 2546 , 13:49:10 น.] ( IP = 202.133.187.115 : : )
สลักธรรม 3กรรมคืออะไร ?
กรรมคือการกระทำ ได้แก่เจตนา(ความจงใจ ความตั้งใจ) ที่เป็นกุศล(บุญ)หรืออกุศล(กิเลส) เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจ เมื่อได้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมสำเร็จไปแล้ว กุศลหรืออกุศลกรรมนั้นจะเป็นปัจจัยให้เกิดผลตามสมควรแก่กรรมนั้น ๆ การให้ผลของกรรมนั้นจะให้ผลได้ในชาติที่กระทำก็ได้ หรือจะให้ผลในชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆไปก็ได้ ไม่ใช่กรรมทุกกรรมจะให้ผลได้ทั้งหมดในชาติที่กระทำกรรม เพราะกรรมสามารถติดตามไปให้ผลได้ตราบใดที่ยังไม่ได้ให้ผล หรือยังให้ผลไม่หมด เนื่องจากกรรมจะสะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุก ๆ ขณะ ที่จิตเกิดดับสืบต่อกันไป
เมื่อเราศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียด และเริ่มมีความรู้เรื่องของจิตมากขึ้นก็จะทราบว่าจิตขณะใดเป็นเหตุ (กุศลจิต อกุศลจิต) จิตขณะใดเป็นจิตซึ่งรับผล(วิบากจิต) ของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว จากที่เคยคิดกันว่ามนุษย์มีจิตและร่างกาย และเมื่อสิ้นชีวิตจิตดวงนี้จะดับไป เมื่อศึกษาธรรมละเอียดขึ้นจะเข้าใจเพิ่มมากขึ้นว่า จิตเป็นสภาพรู้ อาการรู้ และเกิดดับอย่างรวดเร็วต่อเนื่องเป็นกระแสไปโดยตลอด เพราะจิตมีสภาพเป็นอนันตรปัจจัย [อนันตรปัจจัย [๖๘] ๑. ธรรมที่เป็นจิต เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นจิต ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือจิตที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่จิตที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย (จิตตทุกะ ปัญหาวาระ อนุโลมนัย : ๖) ] กล่าวคือ เมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างรวดเร็วนั้น จิตดวงเก่าที่ดับไปนั่นเองเป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงใหม่ขึ้นต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ ต่อเมื่อสามารถอบรมเจริญปัญญาจนละอกุศลธรรมทั้งหมดได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้นั้นได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอรหันต์ เมื่อนั้นกุศลธรรมก็จะหมดไปด้วย และเมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้ายของสังสารวัฏเกิดขึ้น ก็จะไม่มีเหตุให้จิตดวงต่อๆไปเกิดขึ้นอีกเลย เพราะจุติจิตของพระอรหันต์ไม่เป็นอนันตรปัจจัย เป็นการแสดงถึงความสิ้นสุดของสังสารวัฏ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 13:58:12 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 4เหตุให้กระทำกรรม
ข้อความในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต นิทานสูตร ว่าด้วยอกุศลมูลและกุศลมูล มีดังนี้
"(๓๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม(อกุศลกรรม) ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดา มนุษย์ หรือแม้สุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่โลภะ แต่โทสะ แต่โมหะ โดยที่แท้ นรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือ แม้ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่โลภะ แต่โทสะ แต่โมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม ๓ ประการนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม (กุศลกรรม) ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน? คือ อโลภะ๑ อโทสะ๑ อโมหะ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือแม้ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่อโลภะ แต่อโทสะ แต่อโมหะ โดยที่แท้ เทวดา มนุษย์ หรือแม้สุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏเพราะกรรมที่เกิด แต่ อโลภะ แต่อโทสะ แต่อโมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม ๓ ประการนี้แล"
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงเหตุ ๖ ประการที่เป็นต้นเหตุ ให้เกิดการกระทำต่างๆ กล่าวคือ ต้นเหตุให้กระทำความชั่ว (อกุศลกรรม) มี ๓ ประการ ที่เป็นรากเง้าทำให้อกุศลเจริญงอกงามได้แก่ โลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความโกรธ) โมหะ (ความไม่รู้) และต้นเหตุให้กระทำความดี (กุศลกรรม) มี ๓ ประการ ที่เป็นรากเง้าทำให้กุศลเจริญงอกงาม ได้แก่ อโลภะ (ความไม่โลภ ความไม่ติดข้อง) อโทสะ (ความไม่โกรธ ความเมตตา) อโมหะ (ความเห็นถูกใน สภาวะธรรม) อกุศลเหตุ ๓ ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะโดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 13:58:44 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 5โลภะเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมอย่างไร?
โลภะ คือ ความต้องการ ความทะยานอยาก ความติดข้อง ซึ่งเป็นสภาพจิตของทุกคนในขณะนี้ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมอย่างละเอียดจะไม่ทราบเลยว่า การดำเนินชีวิตปกติในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารอาบน้ำ แต่งตัว พูดคุย ดูหนัง ฟังเพลง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติในชีวิตประจำวัน ก็เป็นโลภะประเภทที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เสียหาย หรือเสียประโยชน์ แต่เป็นโลภะโดยสภาวะคือเป็นความติดข้อง ต้องการที่จะกระทำ เป็นโลภะขั้นละเอียด ที่ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงแสดงความจริงนี้ เราจะไม่ทราบเลย ว่าแท้จริงแล้วจิตของเรา เป็นไปกับโลภะแทบจะตลอดเวลา เราจะทราบลักษณะของโลภะก็ต่อเมื่อโลภะมีกำลังเท่านั้น เช่นอยากได้อะไรมาก ๆ ก็จะรู้สึกถึงความรุ่มร้อน ทุรนทุราย อยากได้มาเป็นของตน เพราะมีความเป็นตนทุกคนจึงแสวงหาสิ่งที่ตนพอใจ ถ้ามีความต้องการในสิ่งใดและสิ่งนั้นเกินกำลังของตน ที่จะได้มาด้วยวิธีที่สุจริต ผู้ที่โลภะมีกำลังมาก ก็จะคิดหาวิธีเพื่อให้ได้มาด้วยวิธีทุจริต หรือบางคนรวยมากแล้วก็ยังไม่รู้จักพอ ยังต้องการต่อไปอีกเรื่อย ๆไม่รู้จบ ความไม่รู้จักพอนี่เองเป็นเหตุให้ทำทุจริตทางกาย (ลักขะโมย ทุจริตคอรัปชั่น ปล้น จี้) ทุจริตทางวาจา (พูดโกหก) ทุจริตทางใจ (คิดอยากได้ วางแผนปล้น วางแผนทุจริตคอรัปชั่น)
มีใครเห็นโลภะของตนเองบ้าง ทุกคนรู้จักโลภะแต่เพียงชื่อ แต่ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของโลภะ เป็นเพราะเรามีความคุ้นเคยและชอบที่จะมีโลภะ เรามีความอยาก(โลภะ)ที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น อยากได้สิ่งนั้น อยากได้สิ่งนี้ อยากเป็นคนรวย อยากมีอำนาจ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะสะสมเพิ่มพูนแต่ความอยาก(โลภะ)ไว้ในจิต แม้กำลังจะตายก็ยังอยากจะไปสวรรค์ จึงเป็นการยากเหลือเกินที่จะละโลภะ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ว่า โลภะนี่เองเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัยสัจจ์) โลภะนี่เองเป็นเหตุให้สัตว์โลกทั้งหลายต้องเวียนว่าย ตาย เกิด อยู่ในสังสารวัฏโดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 13:59:18 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 6โทสะเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมอย่างไร ?
โทสะ เป็นสภาพธรรมที่หยาบกระด้าง ดุร้าย โทสะมีหลายระดับ โทสะอ่อน ๆ ได้แก่ ความรู้สึกหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจ รำคาญใจ หมั่นไส้ โทสะมากก็จะร้องให้ แสดงอาการจะประทุษร้าย โทสะรุนแรง ก็จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้ ขณะที่เกิดโทสะ กาย วาจา จะหยาบกระด้าง จะแสดงกริยาที่ไม่น่าดู เช่นกระแทกกระทั้น มีสีหน้าบึ้งตึง ถ้ามีโทสะที่รุนแรงมาก ก็อาจจะประทุษร้าย (ทุบ ตี) ผู้อื่น หรือฆ่าได้
โลภะเป็นเหตุให้เกิดโทสะ กล่าวคือเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการจึงเกิดโทสะ หลายคนเห็นโทษของโทสะ รู้ว่าโทสะไม่ดี ไม่อยากให้ตนเองมีโทสะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะการจะละโทสะได้ ก็ต่อเมื่อละโลภะได้แล้วเท่านั้น เพราะโลภะเป็นแดนเกิดของโทสะ ละโลภะได้เมื่อไรก็ละโทสะได้เมื่อนั้น มีใครคิดจะละโลภะบ้าง มีใครไม่อยากได้เงินบ้าง มีใครไม่อยากได้ตำแหน่งบ้าง มีใครไม่อยากได้รถยนตร์ดีๆ บ้านสวยๆ บ้าง จะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลธรรมดา เช่นพวกเราจะละโลภะ เมื่อละโลภะไม่ได้ก็ย่อมละโทสะไม่ได้ ผู้ที่สามารถละโทสะได้ต้องบรรลุคุณธรรมขั้นพระอนาคามีแล้วเท่านั้น
ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโทสะ คือโมหะ ความไม่รู้ความไม่เข้าใจในธรรม ถ้าไม่รู้เรื่องของกรรม วิบาก เหตุและผล โทสะอาจเกิดได้ง่าย ๆ เมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดี ไม่น่าพอใจ เช่น เห็นคนที่เราไม่ชอบการกระทำบางอย่างของเขา หรือได้ยินเสียงแตรที่รถคันอื่นบีบไล่หลัง หรือรับประทานอาหารที่รสชาติไม่อร่อย เหตุการณ์ต่าง ๆเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอในชีวิตประจำวัน ทำให้เราเกิดความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ บางคนก็อาจระงับโทสะไว้ไม่ได้ อาจจะแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งทางกาย หรือวาจา อันจะเป็นเหตุให้เกิดเรื่องราวที่ใหญ่โต ตามมาในภายหลังได้โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 13:59:51 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 7โมหะเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมอย่างไร?
โมหะ คือ ความไม่รู้ ความหลงเข้าใจผิด ไม่รู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง โมหะเป็นสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกประเภท เพราะไม่รู้ความจริงจึงติดข้อง/ต้องการ เพราะไม่รู้ความจริงจึงเกิดโทสะ เพราะไม่รู้ความจริงจึงทำอกุศลกรรมซึ่งได้แก่ทุจริตต่างๆ เพราะไม่รู้ความจริงจึงทำกุศลกรรมต่างๆ เพราะไม่รู้ความจริงจึงทำให้ยึดถือสภาพธรรมต่าง ๆ ว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เมื่อมีความเป็นตน ก็มีความรักตน มีความเห็นแก่ตน ก็ย่อมทำกรรมนานาประการเพื่อบำรุงบำเรอตนให้ได้รับความสุข ยอมทำทุจริตต่างๆ เพื่อหาความสุขใส่ตน โดยไม่รู้สภาพความจริงเลยว่า สุขนั้นมีเพียงน้อยนิดซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความรู้สึกเป็นสุขนั้นเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย แต่ใจนั้นต้องทุรนทุรายกระวนกระวายด้วยโลภะอันไม่มีสิ้นสุดของตนเอง
มีเงินเท่าไรก็ไม่พอแก่โลภะ มียศเท่าไรก็ไม่พอแก่โลภะ
ผู้ตกเป็นทาสของโลภะ ยังขวนขวายทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมากๆ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยศได้ตำแหน่ง เมื่อได้แล้วก็ทุรนทุรายใจอยากได้ต่อไปอีก ยามได้มาสมใจหวังก็ลำพองใจ เมื่อไม่ได้อย่างใจหวังก็เป็นทุกข์เดือดร้อน ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง(โมหะ) เมื่อยังมีความเป็นตนฝังแน่นอยู่เช่นนี้ และ ไม่เคยศึกษาพระธรรมเพื่อละคลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน ก็ไม่มีทางใดที่จะละโลภะ โทสะ และโมหะได้เลย ปัญญา (การรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง) เท่านั้น ที่จะละ โลภะ โทสะ และโมหะได้
" คนเขลา (ย่อมทำ) การที่เกิดเพราะโลภะ โทสะและโมหะ
กรรมใดที่คนเขลานั้นทำแล้ว น้อยหรือมากก็ตาม
กรรมนั้น ให้ผลในอัตภาพ (ของผู้ทำ) นี้แหละ
วัตถุอื่น (ซึ่งจะเป็นที่รับผลของกรรมนั้น)ไม่มี
เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้รู้(ละ) โลภะ โทสะ โมหะ เสียแล้ว
ยังวิชชาให้เกิดขึ้น ก็พึงละทุติทั้งปวงได้ "
โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:00:23 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 8กุศลเหตุ ๓ ได้แก่ อโลหะ อโทสะ และอโมหะ
อโลภะ ได้แก่ ความไม่โลภ ไม่ติดข้อง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือการให้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่น บริจาคเงินช่วยเหลือการกุศลต่างๆ ช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น
อโทสะ ได้แก่ ความมีเมตตา กรุณา เป็นสภาพจิตที่ไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่น
อโมหะ ได้แก่ ปัญญาในที่นี้คือความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุของกุศลไว้ ๓ อย่าง กล่าวคือ
๑. ทาน คือกุศลจิตที่เป็นไปในการให้เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ได้แก่ การบริจาควัตถุ สิ่งของนอกจากวัตถุทานแล้ว ยังมีทานในรูปแบบอื่นด้วย เช่น พูดแนะนำประโยชน์ ช่วยเหลือกิจการงานของผู้อื่น การให้อภัย เป็นต้น ๒ . ศีล ได้แก่ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ที่เรียบร้อย
๓ . ภาวนา คือการอบรมเจริญปัญญา ด้วยการหมั่นศึกษาพิจารณาคำสอน และหาเหตุผล ผู้มีปัญญามาก ต้องเป็นผู้ที่ฟังมาก อ่านมาก และหมั่นศึกษาพิจารณาตรึกตรองในเหตุผล และน้อมนำพระธรรมมาปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ในการอบรมขัดเกลากิเลสของตน
กุศลเป็นสภาพธรรมที่ดี ผ่องใสและปราศจากโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จิตที่เป็นกุศลย่อมมีการแสดงออกที่ดี มีการกระทำที่ดี อันเป็นเหตุให้ได้รับผล(วิบาก)ดี กุศลกรรม คือการกระทำที่เป็นเหตุให้ได้รับความสุข ไม่มีโทษ ซึ่งนอกจากทรงจำแนกเป็นกุศลกรรมใหญ่ ๆ ๒ ประเภทแล้ว ยังทรงจำแนกโดยละเอียดเป็นกุศลกรรมบท ๑๐ หรือ บุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ นั่นเอง
เมื่อยังมีความเห็นผิด หลงยึดสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทุกคนก็ย่อมทำกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้างด้วยหวัง จะให้ตนเองได้รับความสุข ในชาตินี้และชาติหน้า เช่นทำกุศล(ทำบุญ ให้ทาน) ก็เพราะหวังจะได้รับ ผลของกรรมดีเป็นการตอบแทน ขณะที่ทำกรรมชั่วเช่น ทำทุจริต คอรัปชั่น หรือฉ้อโกง ก็เพราะหวังว่าจะได้เงินก้อนโต เพื่อใช้หาความสุขใส่ตน
พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงว่า ศัตรูที่ใกล้ชิดเราที่สุดคือกิเลสของเรานี่เอง ดังข้อความในมลสูตรว่า :
[268] " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทินภายใน (มลทินของจิต) เป็นอมิตรภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นเพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ โลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความประทุษร้าย) โมหะ (ความหลง) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นอมิตร เป็นเพชฌฆาต เป็นข้าศึกภายใน " ( ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ : ๕๓๙ )
เมื่อทราบความจริงเช่นนี้แล้วเราจะยังโกรธ อาฆาต ผู้ที่ทำให้เราเดือดร้อนไหม ?
ถ้ายังโกรธ คิดร้ายตอบ ก็เป็นการก่อกรรมใหม่อีก อันจะเป็นเหตุให้ได้รับผลคือทุกข์ โทษต่อไปในภายหน้า แต่ถ้าเข้าใจและข่มใจไม่คิดประทุษร้ายตอบ เวรนั้นย่อมระงับไป ชีวิตเราก็ย่อมมีความสุขขึ้นแน่นอน
ในพระวินัยปิฏก มหาวรรค ภาค ๒ โกสัมพิขันธกะเวรุปสมคาถา พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
" ก็คนเหล่าใด จองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ
ส่วนคนเหล่าใดไม่จองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมสงบ แต่ไหนแต่ไรมา เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับ เพราะไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า " " ( พระวินัยปิฎก มหาวรรค : ๔๗๓ ) ''
โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:01:02 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 9การให้ผลของกรรม ปัจจุบันหลายคนเริ่มไม่เชื่อว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" บางคนก็คิดว่า "ผลของกรรมไม่มี ตายแล้วไม่มีการเกิดอีก" ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมคือความจริงให้ถ่องแท้ ก็อาจจะมีความเห็นคล้อยตามข้อความดังกล่าว คือ "คนทำชั่วได้ชั่วมีที่ไหน คนทำชั่วได้ดีมีถมไป" "ผลของกรรมไม่มี ตายแล้วสูญ" เมื่อมีความคิดและมีความเชื่อเช่นนี้ หลายคนจะรู้สึกท้อแท้ที่จะทำความดี แต่ข้อความต่อไปนี้อาจจะทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" และ "ผลของกรรมมีจริง ชาติหน้ามีจริง และเราต้องเกิดอีกเพื่อรับผลของกรรม" แน่นอน เนื่องจากจิตเป็นสภาพที่สะสมกรรมและกิเลส และถ่ายทอดกรรมและกิเลสไปยังจิตดวงใหม่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ากรรมนั้นจะให้ผล (วิบากจิต) เช่น เมื่อเราได้แอบขโมยทรัพย์สินของคนอื่นโดยที่ไม่มีใครรู้เห็น เราอาจจะคิดว่ารอดตัวไป เพราะไม่มีใครจับได้ แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า จิตเป็นสภาพที่ถ่ายทอดกรรมและกิเลส กรรมมีแล้ว(ขโมยแล้ว) ผลของกรรมจะต้องมี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมให้ผล ท่านอาจจะสูญเสียทรัพย์สินโดยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่น ลงทุนทำอะไรก็ขาดทุนอยู่เสมอ หรือ โดนปล้น โดนขโมยทรัพย์สิน เป็นต้น
ดังนั้น ต่อไปนี้เราจึงไม่ควรเป็นกังวลว่าบรรดาผู้ที่ประพฤติทุจริตคอรัปชั่น หรือนักการเมืองที่โกงกิน จะรอดพ้นจากทุจริตกรรมที่ได้ก่อไว้ การศึกษาเรื่องของกรรมจะทำให้แน่ใจได้ว่ากรรมนั้นจักให้ผลแน่นอน เพราะกรรมนั้นอาจไม่ให้ผลทันทีในชาติที่ทำทุจริตนั้น แต่กรรมสามารถติดตามให้ผลข้ามภพ ข้ามชาติได้ เพียงแต่จะให้ผลเมื่อไรเท่านั้นเอง เพราะถ้าชาตินี้ เขายังมีปโยคสมบัติ คือเป็นผู้ฉลาดในการประกอบอาชีพ ฉลาดในการเจรจาหว่านล้อมให้ตนได้ประโยชน์ ฉลาดในการใช้อุบายต่างๆทำให้ตนเองได้รับตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต เพราะบุญที่ได้เคยกระทำมาในอดีตยังมีกำลังให้ผลอยู่ กรรมชั่วที่กระทำใหม่นั้นก็ยังต้องรอโอกาสที่จะให้ผลไปก่อน ต่อเมื่อผลของการกระทำดีของเขาหมดกำลังลง เขาย่อมได้รับผลของกรรมชั่วนั้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว
คนที่ทำกรรมชั่วมักจะไม่เชื่อเรื่องการให้ผลของกรรม ตราบใดที่กรรมชั่วนั้นยังไม่ให้ผล เนื่องจากผลของกุศลกรรมเก่ายังให้ผลไม่หมด ทำให้ลำพองใจคิดว่าผลของกรรมชั่วไม่มี ชาติหน้าก็ไม่มี ทำชั่วอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะไม่เชื่อเรื่อง การเวียนว่าย ตาย เกิด
ส่วนผู้ที่ทำกรรมดีก็ภาวนาให้กรรมดีที่ได้กระทำนั้นให้ผลไว ๆ เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล ก็เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และคิดว่าผลของกรรมดีไม่มีอีกเช่นกันโดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:02:51 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
สลักธรรม 10ข้อความใน ธัมมปทัฎฐกถา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรควรรณนา ได้แสดงไว้ว่า
'เมื่อกรรมให้ผล คนโง่จึงเห็นถูกต้อง
พระศาสดา เมื่อจะทรงโอวาทเศรษฐีและเทวดา ด้วยสามารถ วิบากแห่งกรรมดีและชั่วนั่นแล จึงตรัสว่า p>"ดูก่อนคฤหบดี แม้บุคคลผู้ทำบาปในโลกนี้ ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล
แต่เมื่อใดบาปของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่วแท้ๆ ฝ่ายบุคคลผู้ทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว
ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดี ว่าดีจริงๆ"
ในมโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต นิทานสูตร จำแนกกรรมไว้หลายอย่างได้แก่ กรรม ๑๑ อย่างตามสุตตันติกปริยาย กรรม ๑๖ อย่าง ตามแนวอภิธรรม กรรม๑๒ อย่างตามแนวแห่งปฎิสัมภิทามรรค ซึ่งหากกล่าวโดยย่อจะเหลือกรรม ๓ ประเภท ดังนี้ ๑.ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาตินี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
๓. อปรปริยายเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆไป
อนึ่ง กรรม ๑๖ อย่างตามแนวอภิธรรมนั้นเป็นอกุศลกรรม ๘ และอกุศลกรรม ๘ คือ อกุศลกรรม และกุศลกรรมที่จะให้ผลได้นั้น ขึ้นอยู่กับสมบัติและวิบัติของคติ (การเกิดในสถานที่) อุปธิ (รูปร่างกาย) กาล (ยุคสมัย) ปโยค (ความสามารถในการประกอบการงาน) กล่าวคือ คติสมบัติ ได้แก่ การได้เกิดในภพภูมิที่ดี เช่น ได้เกิดบนสวรรค์ เป็นเหตุให้ได้รับแต่อารมณ์ที่ดีที่น่าพอใจ ตลอดเวลาที่อยู่บนสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นภูมิ (สถานที่) สำหรับรับผลของกุศลกรรมเท่านั้น กรรมชั่วที่ได้กระทำไว้ยังไม่สามารถให้ผลได้ ต่อเมื่อผลของกุศลที่ทำให้ได้เกิดบนสวรรค์หมดลง และเป็นโอกาสที่อกุศลกรรมให้ผล ผู้นั้นจะต้องไปเกิดในอบายภูมิทันที เพื่อรับผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว
คติวิบัติ ได้แก่ การเกิดในนรก เมื่อเกิดในนรกก็ต้องได้รับผลของกรรมชั่วที่ได้ทำไว้แล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ในนรก กรรมดีที่ได้ทำไว้ แม้จะมากมายสักเท่าใดก็ไม่สามารถให้ผลได้ ต้องรอจนพ้นจากนรกเสียก่อนกรรมดีจึงจะมีโอกาสให้ผล นี่คือผลของคติวิบัติ (นอกจากนรกภูมิแล้ว ยังมีภูมิ ของเปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน)
อุปธิสมบัติ ได้แก่ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายที่สวยงามย่อมมีโอกาส ได้รับผลของกุศลกรรมมากกว่าผู้ที่เกิดมารูปร่างพิการ
อุปธิวิบัติได้แก่ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายที่พิการ ย่อมมีโอกาสได้รับผลของอกุศลกรรมมากกว่ากุศลกรรม
กาลสมบัติ คือ การได้เกิดในยุคสมัยที่บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข เป็นโอกาสได้รับผลของกุศลกรรม มากกว่าอกุศลกรรม kamma.
กาลวิบัติ คือ การได้เกิดในยุคสมัยบ้านเมืองประสบภัยพิบัติข้าวยากหมากแพง (กาลวิบัติ) โอกาสจะได้รับผลของกุศลกรรมมีน้อยโดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:04:09 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |