มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กรรม




กรรมชั่วที่เป็นครุกรรม มีผลให้ตกนรกอเวจีทันทีเมื่อตาย ในทางตรงกันข้ามถ้ามีสิ่งที่คู่กัน จะมีกรรมดีที่มีผลมาก เป็นครุกรรมที่ดี มีบ้างหรือไม่ และถ้ามีคือกรรมอะไร ?

โดย DPAH - [29 ม.ค. 2546 , 13:03:01 น.] ( IP = 202.28.21.3 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

ปโยคสมบัติ คือ การเป็นผู้มีความสามารถประกอบหน้าที่การงาน ย่อมมีโอกาสได้รับผลของกุศลกรรม มากกว่าผู้ที่ไม่มีความสามารถในการประกอบอาชีพ

ปโยควิบัติ คือ เป็นผู้ไม่มีศิลปะในการประกอบอาชีพ ไม่มีความชำนาญในอาชีพ ย่อมมีโอกาสรับผลของกุศลกรรมน้อย

มีตัวอย่างการให้ผลของกรรมปรากฏในพระไตรปิฎกมากมาย เช่น พระสูตรและอรรถกถาเรื่องวิมานวัตถุ (กล่าวถึงผลของบุญหรือกุศลกรรมที่ทำให้ได้เกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า ) เรื่องเปตวัตถุ (กล่าวถึงผลบาปหรืออกุศลกรรมทำให้เกิดเป็นเปรต) และในขุททกนิกาย อปทาน(กล่าวถึงผลของกุศลกรรม ในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นต้น

ขอยกตัวอย่างในธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท บาปวรรควรรณนา พระพุทธองค์ทรงแสดงบุพกรรมที่ทำให้สัตว์และ บุคคลต้องประสบเคราะห์กรรมต่างๆแก่พุทธบริษัท ดังนี้

เรื่องที่ ๑ พระภิกษุหมู่หนึ่งขณะกำลังจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตวัน ระหว่างเดินทางได้เข้าไปสู่บ้านตำบลหนึ่ง เพื่อบิณฑบาต ชนชาวบ้านรับบาตรของภิกษุเหล่านั้นแล้ว นิมนต์ให้นั่งในโรงฉัน ขณะที่หญิงชาวบ้านกำลังปรุงอาหารเพื่อถวายบิณฑบาตอยู่นั้น เปลวไฟจากเตาลามไปติดชายคา และไฟได้ไหม้เสวียนหญ้าอันหนึ่ง ปลิวขึ้นจากชายคานั้น ลอยไปในอากาศ ในขณะนั้น กาตัวหนึ่งบินมา สอดคอเข้าไปในเสวียนหญ้านั้น กาถูกไฟไหม้ตกลงมาตายที่กลางบ้าน ภิกษุนั้นเมื่อได้เฝ้าพระพุทธเจ้าจึงได้ทูลถามถึงกรรมที่ทำให้เกิดเหตุเช่นนั้นกับกา

โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:04:51 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )


  สลักธรรม 12

พระศาสดาได้ทรงแสดงบุรพกรรมของกา ดังนี้

"ภิกษุทั้งหลาย กานั้นได้เสวยกรรมที่ตนทำแล้วนั้นแหละโดยแท้ก็ในอดีตกาล ชาวนาผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี ฝึกโคของตนอยู่ (แต่) ไม่อาจฝึกได้ ด้วยว่าโคของเขานั้นเดินไปได้หน่อยหนึ่งแล้วก็นอนเสีย แม้เขาตีให้ลุกขึ้นแล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็กลับนอนเสียเหมือนอย่างเดิมนั่น แลชาวนานั้นแม้พยายามแล้วก็ไม่อาจฝึกโคนั้นได้ เป็นผู้อันความโกรธครอบงำแล้ว จึงกล่าวว่า "บัดนี้เจ้าจักนอนสบายตั้งแต่นี้ไป" ดังนี้แล้ว ทำโคนั้นให้เป็นดุจฟ่อนฟาง พันคอโคนั้นด้วยฟางแล้วก็จุดไฟ โคถูกไฟคลอกตายในที่นั้นเอง ภิกษุทั้งหลาย กรรมอันเป็นบาปนั้น อันกานั้นทำแล้วในครั้งนั้นเขาไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลนาน เพราะวิบากของกรรมอันเป็นบาปนั้นเกิดแล้วในกำเนิดกา ๗ ครั้ง (ถูกไฟ) ไหม้ตายในอากาศอย่างนี้แหละด้วยวิบากที่เหลือ" ( คาถาธรรมบท : ๕๖ - ๕๗ )

เรื่องที่ ๒ : ภิกษุ ๗ รูป เดินทางเพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตวัน ระหว่างทางได้แวะพักค้างคืนในถ้ำแห่งหนึ่งตามคำแนะนำของภิกษุเจ้าของถิ่น ปรากฏว่าตอนกลางคืนแผ่นหินก้อนใหญ่ได้เคลื่อนมาปิดปากถ้ำไว้ ภิกษุเจ้าของถิ่นและชาวบ้านพยายาม จะเขยื้อนแผ่นหิน เพื่อช่วยเหลือ แต่ไม่สำเร็จ ภิกษุทั้ง ๗ รูปต้องอดข้าว อดน้ำอยู่ในถ้ำนานถึง ๗ วัน และในวันที่ ๗ นั้นเองแผ่นหินได้กลับกลิ้งออกไปเอง เมื่อภิกษุได้มาเฝ้าพระศาสดา จึงได้ทูลถามกรรมของพวกตน

พระศาสดาได้ทรงแสดงบุรพกรรมของภิกษุ ๗ รูปดังนี้

"ภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเธอก็เสวยกรรมอันตนกระทำแล้วเหมือนกัน ก็ในอดีตกาล เด็กเลี้ยงโค ๗ คนชาวกรุงพาราณสี เที่ยวเลี้ยงโคอยู่คราวละ ๗ วัน ในประเทศใกล้ดงแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเที่ยวเลี้ยงโคแล้วกลับมาพบเหี้ยใหญ่ตัวหนึ่ง จึงไล่ตาม เหี้ยหนีเข้าไปสู่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ก็ช่องแห่งจอมปลวกนั้นมี ๗ ช่อง พวกเด็กปรึกษากันว่า บัดนี้พวกเราจักไม่อาจจับได้ พรุ่งนี้จึงจักมาจับดังนี้แล้ว จึงต่างคนต่างก็ถือเอากิ่งไม้ที่หักได้คนละกำๆ แม้ทั้ง ๗ คนพากันปิดช่องทั้ง ๗ ช่องแล้วหลีกไป ในวันรุ่งขึ้นเด็กเหล่านั้นมิได้คำนึงถึงเหี้ยนั้น ต้อนโคไปในประเทศอื่น ครั้นในวันที่ ๗ พาโคกลับมา พบจอมปลวกนั้น กลับได้สติ คิดกันว่า "เหี้ยนั้นเป็นอย่างไรหนอ" จึงเปิดช่องที่ตนๆ ปิดไว้แล้ว เหี้ยหมดอาลัยในชีวิต เหลือแต่กระดูกและหนัง สั่น คลานออกมา เด็กเหล่านั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงทำความเอ็นดูพูดกันว่า "พวกเราอย่าฆ่ามันเลย มันอดเหยื่อตลอด ๗ วัน" จึงลูบหลังเหี้ยนั้นแล้วปล่อยไป ด้วยกล่าวว่า "จงไปตามสบายเถิด" เด็กเหล่านั้นไม่ต้องไหม้ในนรกก่อน เพราะไม่ได้ฆ่าเหี้ย แต่ชนทั้ง ๗ นั้นได้เป็นผู้อดข้าวร่วมกันตลอด ๗ วันๆ ใน ๑๔ อัตภาพ ภิกษุทั้งหลาย กรรมนั้น พวกเธอเป็นเด็กเลี้ยงโค ๗ คนทำไว้แล้วในกาลนั้น"

พระศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหา อันภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้วๆ ด้วยประการฉะนี้ ( คาถาธรรมบท : ๕๘ - ๕๙ ).

โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:05:40 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )


  สลักธรรม 13

"บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้
หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้
หนีไปสู่ซอกภูเขาก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ (เพราะ) เขาอยู่แล้ว
ในประเทศแห่งแผ่นดินใด ความตายพึงครอบงำไม่ได้ ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่" ( คาถาธรรมบท : ๓ )

หนีกรรม/ตัดกรรมได้หรือไม่? .................

โดย ทางผ่าน [29 ม.ค. 2546 , 14:07:37 น.] ( IP = 203.156.11.230 : : )


  สลักธรรม 14

สาธุ ๆ ๆจ้าคุณพี่ผ่านมาตอบเสียยาวเลยค่ะดีจริงๆน้องแก้วชอบอ่าน แต่คนถามซิค่ะเข้าใจไหมนะนี่

มีกรรมดีที่มีผลมาก เป็นครุกรรมที่ดี เช่นกันค่ะ เช่นกระทำฌานได้ หรือไม่ก็กระทำญาณปัญญาจนถึงปัจเวกขณะญาณไงค่ะ ตอบแบบสั้นๆก่อนนะค่ะจากน้องแก้วค่ะ จะผ่านไปแล้วนะค่ะสวัสดีค่ะ..

โดย น้องแก้ว [29 ม.ค. 2546 , 18:58:32 น.] ( IP = 203.155.226.97 : : )


  สลักธรรม 15

ต่อจากสลักธรรม 13
หนีกรรม/ตัดกรรมได้หรือไม่?

ไม่มีใครหนีผลกรรมที่ทำไว้แล้วได้ เมื่อทำกุศลกรรมมาแล้ว และถึงเวลาที่กุศลกรรมจะให้ผล แม้ไม่อยากได้ก็ต้องได้ ไม่อยากรวยก็ต้องรวย เช่น อยู่ดี ๆก็มีคนมาเชิญให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ไม่อยากเป็น เขาก็เชิญให้เป็น บางคนซื้อล๊อตเตอรี่เสี่ยงโชค ก็โชคดี ถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง บางคนไปเล่นเกมโชว์ของรายการต่าง ๆ ก็ชนะได้รางวัลใหญ่ บางคนไม่ว่าจะลงทุนค้าขายหรือทำกิจการอะไร ก็ขายดิบขายดี กิจการเจริญรุ่งเรืองอย่างคาดไม่ถึง เป็นต้น หากยังไม่มีความรู้เรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมแล้ว เราอาจจะคิดว่าฟลุ๊ค แม้ผู้ได้รับผลของกุศลเองก็อาจจะคิดว่าฟลุ๊คเช่นกัน แต่การให้ผลของกรรมนั้นไม่มีคำว่าฟลุ๊ค สำหรับผลของอกุศลกรรมก็โดยนัยเดียวกันกล่าวคือ แม้ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะยับยั้งได้ เช่น ได้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงหนัก/เบาต่างๆกันไปตามควรแก่กรรม (อกุศลกรรม)ที่ได้กระทำไว้แล้วบ้าง เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆบ้าง ลงทุนค้าขายก็ประสบปัญหาขาดทุน/ล้มละลายบ้าง หรือรัฐมนตรีบางคนโดนเชิญให้ออกจากตำแหน่ง อย่างไม่คาดคิดบ้าง เป็นต้น

โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:25:13 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )


  สลักธรรม 16

บางคนคิดว่าตนเองฉลาดจึงพยายามจะทำความดีลบล้างความชั่ว เช่นได้เงินมาหลายร้อยล้านด้วยการทุจริต คอรัปชั่น ก็นำเงินที่ได้แบ่งไปทำบุญกฐิน ผ้าป่า หรือ บริจาคช่วยเหลือคนยากจน ด้วยคิดว่าจะได้หักกลบลบหนี้กันไป แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว การให้ผลของกรรมมิได้ปะปนกันเลย กรรมชั่วที่ได้กระทำไปเรียบร้อยแล้วก็จะต้องรับผล ในส่วนของกรรมชั่วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ส่วนกรรมดีที่ได้กระทำก็รอโอกาสที่จะให้ผลต่อไป ปัจจุบันนี้คนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า การที่ตนประสบกับเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่ดีในชีวิตนั้น เป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรเป็นผู้บันดาลให้เกิดเหตุร้ายต่างๆ จึงพยายามช่วยเหลือตนเองโดยไปสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีต่างๆ เช่น เข้าวัดไปนั่งกรรมฐานแก้กรรมบ้าง ไปบวชชีพราหมณ์บ้าง บ้างก็ไปเข้าพิธีตัดกรรมด้วยหวังจะให้เจ้ากรรมนายเวรเห็นใจและยกโทษให้ เป็นเหตุให้มีคนถือโอกาสตั้งตนเป็นคนกลางเพื่อติดต่อ และต่อรองการชดใช้กรรมกับเจ้ากรรมนายเวร ปรากฎว่าต้องเสียเงินเสียทองตามแต่คนกลางที่อ้างว่าสามารถ ติดต่อกับเจ้ากรรมนายเวรได้จะเรียกร้อง หมดเงินไปมากมายหวังจะให้เจ้ากรรมนายเวรเลิกจองเวรกับตน เมื่อคนไม่รู้เจอกับคนไม่รู้ ก็มีแต่ความไม่รู้(อวิชชา) และความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ)ที่เจริญงอกงาม จะเห็นว่าความไม่รู้ (อวิชชา)นั้นนำมาซึ่งทุกข์ทั้งหลาย แต่เมื่อเรามีความเข้าใจเรื่องการให้ผลของกรรมแล้ว จะรู้ว่าเรื่องดังกล่าวนี้ไม่มีสาระแก่ชีวิต และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเจ้ากรรมนายเวรที่ว่านี้อาจจะเปรียบได้กับอกุศลกรรมนั่นเอง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่อกุศลกรรมให้ผล ก็ต้องยอมรับผลนั้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นผลกรรมไม่ว่าดีหรือชั่วที่ตนได้กระทำไว้แล้วได้

อย่าว่าแต่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะสามารถรอดพ้นจากอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ได้เลย แม้พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงสามารถจะพ้นจากกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ในอดีตชาติได้ ดังได้ทรงแสดงอกุศลกรรมในอดีตชาติ อันเป็นเหตุให้พระองค์ประสบกับทุกขเวทนาต่าง ๆ ในพระชาตินี้ ตัวอย่างที่ขอยกมากล่าวในที่นี้คือ การที่ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ พรรษา ทรงแสดงบุพกรรม(กรรมในอดีต)ของพระองค์ว่า " ก็ในกาลนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ชื่อโชติปาละ ได้กล่าวกับพระกัสสปสุคตเจ้าว่า การตรัสรู้ของสมณโล้นจักมีมาแต่ไหน การตรัสรู้เป็นของยากยิ่ง เพราะวิบากกรรมอันนั้น เราจึงต้องทำทุกรกิริยามากมายอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาถึง ๖ ปี จึงบรรลุพระโพธิญาณ…" ด้วยวิบากกรรมนั้นทำให้พระองค์มีความเห็นผิด ยึดข้อปฏิบัติผิด อันเป็นเหตุให้พระองค์ต้องทุกข์ทรมาณกายอย่างยิ่ง กว่าจะทรงทราบว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นข้อปฏิบัติที่ผิด และมิใช่หนทางที่จะบรรลุพระ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาน

โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:26:06 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )


  สลักธรรม 17

ขณะใดคือการให้ผลของกรรม?

ขณะที่เป็นผลของกรรมนั้นเริ่มตั้งแต่ขณะแรก คือขณะปฏิสนธิ (เกิด) ซึ่งไม่มีใครเลือกได้ว่าจะเกิดที่ไหน จะเกิดเป็นอะไร ถ้าเลือกได้ทุกคนคงเลือกเกิดบนสรรค์ หรือเกิดในตระกูลเศรษฐี มีสมบัติมาก ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเลือกเกิดได้ เพราะขณะปฏิสนธินั้นเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้ทำไว้แล้วในสังสารวัฏ ซึ่งอาจจะเป็นผลของกรรมในชาตินี้หรือชาติที่แล้วๆ มาก็ได้ ถ้าปฏิสนธิจิต* (วิบากจิต) เป็นผลของกุศลกรรม (ที่ได้กระทำไว้แล้ว) ก็จะเป็นเหตุให้เกิดในสุคติภูมิ แต่ในทางตรงข้าม หากปฏิสนธิจิตเป็นผลของอกุศลกรรม(กรรมชั่วซึ่งได้กระทำไว้แล้ว) ก็จะเป็นเหตุให้เกิดในทุคติภูมิเพื่อรับผลของกรรมชั่วนั้นๆ "อกุศลกรรมและกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิต ๑๙ ประเภท เป็นอกุศลวิบากจิต ๑ ดวง เป็นกุศลวิบาก ๑๘ ดวง ปฎิสนธิจิต ๑๙ ดวงนี้ มีหลายระดับเพราะกรรมมีหลายระดับ กรรมทำให้เกิดมาอัปลักษณ์หรืองดงาม เกิดในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีหรือที่รื่นรมย์ คนที่เกิดในสภาพที่ทุกข์ยาก ก็ไม่ใช่ว่าชาติหน้าจะเกิดในสภาพที่ทุกข์ยากอีก ทั้งนี้แล้วแต่กรรมที่ได้สะสมมา…" ( พระอภิธรรมในชีวิตประจำวัน : ๑๔๓ )

เมื่อได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ หลังจากปฏิสนธิแล้วก็เจริญเติบโต มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย ซึ่งใครก็สร้างไม่ได้ แต่กรรมเป็นปัจจัยให้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่แตกต่างกัน ตามกุศลหรืออกุศลที่ได้กระทำไว้แล้ว จะเห็นได้ว่าบางคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผิวพรรณดี มากน้อยต่างๆ กันไป บางคนเกิดมาขี้เหร่ บางคนเกิดมาพิการ ล้วนเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำมาแล้วทั้งสิ้น

นอกจากนี้กรรมยังเป็นเหตุให้ได้รับอารมณ์(สิ่งที่จิตรู้)ที่ดี หรือไม่ดีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีกด้วย กล่าวคือ

ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางตา (จิตเห็นเป็นวิบากจิต) เห็นรูปที่น่าพอใจ

ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางหู (จิตได้ยินเป็นวิบากจิต) ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ

ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางจมูก (จิตได้กลิ่นเป็นวิบากจิต) ได้กลิ่นที่น่าพอใจ

ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางลิ้น (จิตลิ้มรสเป็นวิบากจิต) ลิ้มรสที่น่าพอใจ

ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางกาย (จิตกระทบสัมผัสเป็นวิบากจิต) รับกระทบสัมผัสที่น่าพอใจ

ขณะใดที่ได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้ทราบว่าขณะนั้น เป็นการให้ผลของอกุศลกรรมในอดีตที่ได้กระทำมาแล้ว เช่น เห็นสิ่งของปฏิกูล ได้ยินเสียงคนนินทาว่าร้ายตนเอง ได้ทานอาหารที่ไม่อร่อย ได้รับทุกข์ทางกาย ( เป็นโรคร้าย หรือถูกคนทำร้าย หรือประสบอุบัติเหตุ) ล้วนเป็นผลของอกุศลกรรมที่ตนได้กระทำไว้แล้วทั้งสิ้น หาไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่ต้องประสบอารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจนั้นเลย

โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:26:47 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )


  สลักธรรม 18

การที่เราจะเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาเรื่องของจิต : กุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต และกิริยาจิต อย่างละเอียด พระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงว่าขณะที่เราประสบความสุข หรือความทุกข์ทางกายนั้น แท้จริงแล้วไม่มีใครมาทำให้ แต่เป็นเพราะกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเองให้ผล ดังนั้นเมื่อใดที่เราประสบกับความทุกข์ทางกาย เช่น โดนทำร้าย หรือขณะได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ เช่น โดนดุด่า ว่าร้าย ถ้าเรารู้ความจริงว่าเป็นผลของกรรมหนึ่งที่เราได้เคยทำไว้แล้ว กล่าวคือเราได้เคยทำร้ายคนอื่นได้เคยว่าคนอื่นไว้แล้ว เราจะโกรธใคร เราจึงไม่ควรโกรธเคืองผู้ที่มาทำร้ายเรา เพราะโดยความเป็นจริงที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้คือไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากอกุศลกรรม(กรรมเก่า)ของเรานั่นเองที่มาทำร้ายเรา ดังเรื่องที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น เพราะโดยสภาพธรรมแล้วไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่ จิต เจตสิก รูป เท่านั้น

'เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทั้งปวงแล้ว ทรงเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัทให้รู้ว่าสภาพธรรมทั้งปวงนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นปรมัตถธรรม , "คือเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆได้ สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ดังที่พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่ท่านพระอานนท์ว่า 'สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา' "

การหลงยึดสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลนั้น อุปมาเหมือนคนเดินทางในที่ซึ่งย่อมเห็นเหมือนมีเงาน้ำอยู่ข้างหน้า แต่เมื่อเข้าไปใกล้ เงาน้ำก็หายไป เพราะแท้จริงหามีน้ำไม่ เงาน้ำที่เห็นเป็นมายา เป็นภาพลวงตาฉันใด การเข้าใจผิดว่า สภาพธรรมทั้งหลายเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เพราะความไม่รู้ เพราะความจำ เพราะความยึดถือก็ฉันนั้น…"

"…ปรมัตถธรรม มี ๔ ประเภท ได้แก่
จิต เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น จิตทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท หรือ ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ

เจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต ดับพร้อมกับจิต และเกิดที่เดียวกับจิต เจตสิกแต่ละเจตสิกมีลักษณะและกิจต่างกันตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เช่น ความรัก ความโลภ ความเมตตา ความตระหนี่ เป็นต้น

รูป เป็นสภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ ได้แก่ สี กลิ่น รส เย็น ร้อน ฯลฯ รูปทั้งหมดมี ๒๘ ประเภท

นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส คับทุกข์ นิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น นิพพานจึงไม่เกิดดับ…" ( ปรมัตถธรรมสังเขป และภาคผนวก : ๒๓ - ๒๕ )

โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:27:32 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )


  สลักธรรม 19

ขณะใดที่เป็นกรรม ?

ขณะที่เป็นกรรม คือขณะหลังจากที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัสแล้วเกิดกุศลจิต หรืออกุศลจิตที่มีกำลังทำให้ล่วง (แสดง)ออกมาเป็นการกระทำทางกายหรือทางวาจา และมีผู้ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ จากการกระทำอันนั้น ซึ่งก็คือเหตุการณ์ปกติในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง การกระทำของทุกคนในวันหนึ่งๆ นั้นต่างกันไปตามอุปนิสัยที่แต่ละคน ได้สะสมมาซึ่งเป็นความวิจิตรของจิตแต่ละคน เช่น เมื่อเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเห็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บางคนนึกชอบอยู่ในใจ บางคนนึกไม่ชอบอยู่ในใจ บางคนชอบมากถึงกับเอ่ยปากชม บางคนไม่ชอบถึงกับเอ่ยปากตำหนิ ต่างๆ กันไปตามการสะสมของจิต เมื่อได้ยินเสียงหนึ่งเสียงใดก็เช่นกัน คนหนึ่งฟังแล้วไม่พอใจ ขุ่นข้องหมองใจ อีกคนหนึ่งฟังแล้วรู้สึกเฉยๆ อีกคนหนึ่งฟังแล้วรู้สึกสงสารเห็นใจ เป็นอย่างนี้ใช่หรือไม่ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ถ้ายังเป็นเพียงความคิด ยังไม่ได้ล่วงออกมาทางกาย วาจา ก็เป็นการสะสมเป็นอุปนิสัยสืบต่อไป ยังไม่เป็นกรรม แต่หากได้มีการกระทำออกมาทางกาย วาจา ที่ล่วงอกุศลกรรมบถหรือเป็นทุจริตที่มีกำลัง ก็ย่อมจะให้ผลเป็นอกุศลวิบากทั้งสิ้น ทางฝ่ายกุศลกรรมก็โดยนัยเดียวกัน

ดังนั้นเราจึงควรอบรมจิตให้เป็นจิตที่ดีเป็นกุศล อันจะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ดี คือกุศลวิบากในอนาคต และควรลดละอกุศลจิต ซึ่งเป็นจิตชั้นเลว อันจะเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นทุกข์ไม่น่าพอใจ จิตที่ดีที่สุดคือจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งรู้แจ้งในสภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่ปัญญาทางโลก

เรามักสงสารคนที่ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ เช่น คนที่ทรัพย์สินเสียหาย หรือบางคนที่ถึงแก่ชีวิตด้วยโรคร้ายหรืออุบัติภัยต่างๆ เราเกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจ เมื่อเห็นเขาได้รับผลของอกุศลกรรมของเขา แต่ขณะที่เขากระทำเหตุ(กระทำความชั่ว) ทำไมเราจึงไม่เกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจ เรากลับรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว เรายังเพิ่มอกุศลให้กับตนเอง เช่น เมื่อเห็นข้าราชการหรือนักการเมือง หรือนักธุรกิจทำทุจริตคอรัปชั่น โดยไม่สามารถเอาผิดได้ ยังอยู่ดีมีสุขในสังคม หากเราศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดรอบคอบ และเข้าใจในพระธรรมคำสอนมากขึ้น มีความเข้าใจเรื่องของกรรม และการให้ผลของกรรมมากขึ้น แม้ไม่สามารถทำใจให้มีเมตตาสงสารคนที่กำลังทำชั่วได้ (เพราะเมตตายังไม่เจริญ) เราก็มีความรู้พอที่จะ ข่มความไม่พอใจเวลาเห็นคนทำชั่วแล้วยังเจริญรุ่งเรืองในวงสังคม เพราะไม่มีใครที่กระทำความชั่วตลอดเวลา หรือเป็นคนดีกระทำแต่กรรมดีตลอดเวลา ทุกคนย่อมทำกรรมดี - ชั่ว ปะปนกันไป ส่วนใครจะมีการกระทำที่หนักในทางกุศลหรืออกุศล ทางใดทางหนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับกิเลสหรืออุปนิสัย ที่สะสมอยู่ในจิตของแต่ละคน ในเมื่อปัจจุบันนี้ผลของกรรมดีของเขา ยังมีกำลังอุปถัมภ์อยู่ แม้เขากระทำชั่ว ความชั่วนั้นก็ยังไม่สามารถให้ผลได้ทันตาเห็น หรืออาจตายไปก่อนได้รับผลของความชั่วนั้น แต่ความชั่วนั้นย่อมติดตามไปให้ผลในชาติต่อๆไปเป็นที่แน่นอน

โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:28:31 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )


  สลักธรรม 20

การตั้งจิตไว้ชอบ

ถ้าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม เมื่อเห็นข้าราชการ นักธุรกิจ หรือนักการเมืองบางคนที่ประพฤติทุจริต เราคงอดไม่ได้ที่จะโกรธ เคียดแค้น สาปแช่ง ผู้ประพฤติชั่วเหล่านั้น เราอาจจะคิดว่าเราเป็นคนดีของสังคม เราเป็นผู้มีความยุติธรรม เราเป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วม น่าที่ใคร ๆ จะยกย่อง สรรเสริญ และน่าจะมาร่วมวงบริภาษคนโกงชาติกัน ในทางตรงกันข้ามเมื่อมีความเข้าใจเรื่องของกรรม และการให้ผลของกรรมแล้ว เราจะรู้ตัวว่าเราเป็นผู้ประมาทในชีวิต เราปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกับการกระทำทุจริตทางวาจา โดยผรุสวาจาบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง พูดมุสาบ้าง (พูดเกินความเป็นจริงเพื่อสีสันในการสนทนา) และสะสมเพิ่มพูนโทสะไว้ในจิต และคงจะต้องรอว่าเมื่อใดอกุศลกรรมนั้นจะย้อนมาให้ผลตนเอง ความจริงที่ทุกคนควรรู้คือขณะที่เราโกรธไม่พอใจ เมื่อเห็นคนกระทำความชั่ว ขณะนั้นเราได้สะสมโทสะไว้ในจิตแล้ว เมื่อสะสมมากขึ้นจนโทสะมีกำลังเราอาจฆ่าคนได้

แล้วจะให้อนุโมทนากับการกระทำชั่วกระนั้นหรือ ?การกระทำชั่วย่อมมาจากจิตที่เป็นอกุศล เราอยู่ในฐานะที่จะเตือนหรือห้ามปรามเขาได้หรือไม่ ถ้าเราอยู่ในฐานะที่จะเตือนได้ก็ควรรีบกระทำด้วยจิตที่เป็นกุศล(เมตตา) แต่ถ้าเราไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดได้ เนื่องจากเขามีอำนาจวาสนา หรือเขาเป็นคนพาล พูดไปเขาก็คงไม่เชื่อฟัง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูด แล้วเราจะทำอะไรได้ ดังนั้นเราควรมีอุเบกขาและเชื่อในการให้ผลของกรรม

ทุกคนอยากเป็นคนดี เพราะรู้ว่าคนดีใครๆ ก็ไม่รังเกียจ คนดีย่อมเป็นที่รัก แต่เราจะอดทนที่จะกระทำความดีได้มาก ได้นานแค่ไหน ในเมื่อเรายังมีจิตที่เต็มไปด้วยอกุศล (กิเลส)คือมีความรักตน เห็นแก่ตน ริษยา ที่เราสะสมมาช้านาน และยังนอนเนื่องอยู่ในจิตทุกขณะ ผู้ที่อบรมจิตมาดีก็จะมีจิตเมตตา เห็นแก่ประโยชน์สุขของคนอื่นบ้าง ตามกำลังของความเห็นแก่ตน หรือความรักตน ถ้ารักตนเองมากก็ย่อมเห็นประโยชน์ผู้อื่นน้อย ถ้ารักตนเองน้อยลงก็จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมได้มาก

จิตของมนุษย์นั้นไซร้ยากแท้หยั่งถึง ไม่มีใครสามารถรู้จิตของคนอื่นได้จริงๆ มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะรู้สภาพจิตของตนเอง การกระทำดีของแต่ละคนแม้ภาพภายนอกจะดูว่าผู้นั้นเป็นคนดี เราจะรู้จิตใจที่แท้จริงของเขาหรือไม่ เราไม่สามารถรู้สภาพจิตที่แท้จริงของใครได้ แต่เราสามารถรู้สภาพจิตของเราเองว่าการที่เราทำดีกับผู้อื่น เป็นเพราะหวังผลอะไรหรือไม่ เช่น

- ขยันทำงานเพราะหวังให้เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ

- อ่อนน้อมถ่อมตนเพราะหวังผลให้ผู้บังคับบัญชารัก

- ให้ของผู้อื่นเพราะหวังให้ตนเองเป็นที่รักใคร่ หรือหวังได้รับสิ่งหนึ่งสิ่งใดตอบแทน

- บริจาคเงินช่วยเหลือสังคมช่วยเหลือการกุศลต่างๆ เพื่อให้คนยกย่องสรรเสริญ

- บอกบุญเรี่ยไรเพราะหวังให้ตนเองได้บุญมากๆ

- พูดจาอ่อนหวาน ประจบช่วยเหลือกิจการงาน ของผู้บังคับบัญชาเพราะหวังจะเป็นที่รัก ใคร่เอ็นดู จะได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นพิเศษ

- พูดตำหนิการกระทำของผู้อื่น เพราะหวังให้ผู้ฟังเข้าใจว่าตนเองฉลาดกว่า เก่งกว่า ดีกว่า

- จำใจทำดีเพราะเกรงจะถูกตำหนิ หรือกลัวจะถูกลงโทษ(หวังในความปลอดภัย)

- ออกกฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือออกกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตน และ/หรือพวกพ้องของตน เป็นต้น

ความหวังที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในจิตนั้นแท้จริงแล้วเป็นความรักตน เห็นแก่ตนที่เหนียวแน่นและฝังลึกยากจะถ่ายถอน เป็นอกุศลจิตที่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมขั้นละเอียดแล้วจะไม่เห็นเลยว่าเป็นโทษ เป็นภัยและขัดขวางการอบรมเจริญบารมีเพื่อถึงฝั่ง(พระนิพพาน)

การทำความดีเพราะหวังในผลของการทำความดีนั้นเป็นอกุศล(โลภะ) บางคนอาจจะรู้สึกไม่เห็นด้วยที่กล่าวเช่นนี้ เพราะคิดว่าทำความดีก็ดีแล้ว จะทำดีด้วยมูลเหตุจูงใจอะไรก็ไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน หากเราจะพิจารณาอย่างผิวเผินก็น่าจะใช่ แต่หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จะทราบว่าความหวัง ความต้องการทุกชนิดเป็นลักษณะของโลภะ สำหรับผู้ที่ทำความดีเพราะความเกรงกลัวต่างๆนั้น เป็นอกุศลประเภทโทสะ สำหรับผู้ที่ทำดี เพราะ ต้องการให้ผู้อื่นยกย่องสรรเสริญนั้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญโดยได้ทรงแสดงธรรมว่า ผู้เป็นบัณฑิตย่อมไม่สรรเสริญตนเอง ดังนั้น จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ ถ้าเราจะทำความดีเพราะความดีเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทำความดีด้วยจิตที่มีเมตตา คิดจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น

โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:30:44 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org