| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กรรม
สลักธรรม 21เราควรตั้งจิตไว้ชอบ คือทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นโดยแท้ ไม่หวังแม้คำชมหรือคำสรรเสริญ เพื่อเป็นการเจริญกุศล ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เราควรทำบุญแม้เพียงนิดหน่อยก็ไม่ควรละเลย เพื่อขัดเกลาจิตตนเอง เพื่อลดความตระหนี่ ความเห็นแก่ได้ของตนลง
เราควรมีเมตตาแบ่งปันสิ่งต่างๆ ให้เพื่อนฝูง หรือญาติมิตรเพื่อให้เขา ได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ให้เพราะหวังประโยชน์ตอบแทน
เราควรมีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เพราะจิตที่อ่อนน้อมเป็นสภาพจิตที่ดีงาม ไม่ใช่อ่อนน้อมเพราะหวังประจบ
การทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน (ลาภ ยศ สรรเสริญ) เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพราะขณะที่ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น เป็นขณะที่กุศลจิตมีกำลัง กุศลกรรมขณะนั้นทำให้อกุศลกรรมระงับไป ดังนั้น ทุกคนควรหมั่นพิจารณาจิตของตน ว่าในแต่ละวันจิตเป็นอกุศลหรือกุศลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นการเจริญกุศลอย่างยิ่งประการหนึ่ง อีกทั้งเป็นการสะสมเหตุแห่งความสุข ความเจริญทั้งในชาติปัจจุบันและชาติต่อๆ ไป
ทุกคนมีความรักตัวเองอย่างเหนียวแน่น จึงรักสุข (สุขเวทนา) เกลียดทุกข์ (ทุกขเวทนา) กันทั้งนั้น ทำกุศลก็เพื่อตนเองจะได้รับผลของกุศล เช่น ทำบุญเพราะหวังจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ ทำอกุศลก็เพื่อให้ตนเองได้รับสุขในชาตินี้ เช่น บางคนพูดเท็จใส่ร้ายคนอื่นเพื่อให้ตนเองได้ดี บางคนประกอบอาชีพทุจริต เช่น ลักขโมย ขายยาเสพย์ติด บางคนมีอาชีพที่ดูจะสุจริตแต่ประพฤติทุจริต เช่น คอรัปชั่นในวงการต่างๆ เพราะความเห็นแก่ตัว รักตนเองทั้งสิ้น อยากให้ตนเองร่ำรวย อยากให้ตนเองเป็นใหญ่เป็นโต มีคนนับหน้าถือตา อยากให้ตนเองเป็นที่ยกย่องสรรเสริญว่าร่ำรวย มีวาสนาบารมี มียศฐาบรรดาศักดิ์ ความอยาก (โลภะ) ของมนุษย์มีมากมายไม่รู้จบ พระพุทธองค์ตรัสว่า ภูเขาทอง ๒ ลูก ก็ยังไม่พอแก่โลภะ ยังอยากได้มากขึ้นไปอีก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือเมื่อถึงคราวเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหลาย ต่างคนต่างภาวนาขอให้ได้รับเลือกตั้ง แม้ได้รับเลือกเป็นลำดับสุดท้ายก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้จะอายเขาแย่ พอได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เข้าจริง ก็ภาวนาขอให้ได้ตำแหน่งใหญ่โตเป็นรัฐมนตรีสักกระทรวงหนึ่ง กระทรวงไหนก็ได้เอาทั้งนั้น พอได้เป็นสมใจหวัง ก็คิด (โลภะ) อีกว่า น่าจะได้เป็นเจ้ากระทรวงที่มีอำนาจมากๆ หน่อยก็จะดี จะได้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เมื่อได้เป็นรัฐมนตรีไปสักระยะหนึ่ง ก็ใฝ่ฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็อยากเป็นต่อไปเรื่อย ๆ ให้นานที่สุด
การที่ผู้ใดจะได้ลาภ ได้ยศ ไม่ได้เกิดจากความอยาก ทุกคนย่อมปรารถนาอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด สำหรับตนและผู้ที่ตนรักไคร่ผูกพัน แต่จะมีสักกี่คนที่สมหวัง กรรมดีที่ได้กระทำไว้ดีแล้วเท่านั้นเป็นเหตุให้ได้รับสิ่งต่าง ๆ ที่ดี ที่น่าปรารถนา เพราะเหตุนั้นย่อมสมควรแก่ผลเสมอ กล่าวคือ เมื่อทำเหตุมาดีย่อมได้รับผลดี เมื่อทำเหตุไว้ไม่ดี หรือดีไม่พอจะหวังหรืออยากอย่างไรก็ไร้ผล
สังคมคงจะสงบร่มเย็นขึ้นถ้าทุกคนรู้จักคำว่า "พอ" แต่มนุษย์ปุถุชนใครเลยจะละกิเลสได้ เพราะคำว่า ปุถุชน แปลว่า ผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ในเมื่อยังละกิเลสไม่ได้ เราควรที่จะศึกษาพระธรรมเพื่อรู้จักลักษณะของกิเลสต่างๆ จะได้หมั่นคอยสำรวจจิตตนเองเมื่อกิเลสเกิดขึ้น จะทำให้รู้จักตนเองตามที่เป็นจริงว่ามีกิเลสมากแค่ไหน เมื่อใดมีปัญญามากขึ้น เห็นโทษภัยของกิเลสอย่างแท้จริง ปัญญานั้นเองจะทำหน้าที่ละกิเลส การรู้จักกิเลสของตนเองมีประโยชน์กว่าคอยจ้องจับผิดกิเลสของผู้อื่น เพราะจะเป็นเหตุให้สำรวมกาย วาจา ใจของตนให้เรียบร้อยดีงาม มีความประพฤติหรือแสดงออกที่ดีเป็นกุศลกรรมต่อไปโดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:31:30 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )
สลักธรรม 22กรรมนำเกิด
เราเวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว ชาตินี้ก็เป็นอีกชาติหนึ่ง ที่กุศลกรรมให้ผลทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่อีกไม่นานเราก็ต้องเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติกันอีกแล้ว เราจะมีชีวิตยืนยาวอยู่อีกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน ถ้าคิดว่าเราจะอยู่อีก ๑๐ ปี ก็เพียง ๓๖๕๐ วัน ถ้า ๒๐ ปี ก็เพียง ๗๓๐๐ วันเท่านั้นเอง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เราอาจจะตายวันนี้ พรุ่งนี้ หรือเย็นนี้ก็ได้ เมื่อผลของกุศลกรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์หมดสิ้นแล้ว
การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นเพราะชวนวิถีจิต* สุดท้ายก่อนตายคือก่อนจุติจิต(จิตที่ทำกิจเคลื่อนจากภพชาติ)เป็นกุศล ทำให้พ้นจากการไปเกิดในอบายภูมิ เมื่อรู้อย่างนี้บางคนคงจะตั้งใจว่า เมื่อเวลาใกล้ตายจะทำจิตให้เป็นกุศล ซึ่งในความเป็นจริง กุศลจิตจะเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิด ไม่มีใครบังคับให้จิตเป็นกุศลได้ เพราะจิตเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้พุทธบริษัทหมั่นเจริญกุศล เพราะกุศลเป็นเหตุให้ได้รับความสุข เมื่อหมั่นทำกุศลจนเป็นนิสัย โอกาสที่ชวนจิตสุดท้ายจะเป็นกุศลก็มีมากกว่าคนที่ประกอบแต่อกุศลกรรมเป็นนิจ ดังนั้นหากจิตขณะสุดท้ายเป็นกุศลก็จะเป็นเหตุให้ได้เกิดในสุคติภูมิ (ได้แก่ เกิดในมนุษย์โลก และสวรรค์ชั้นต่างๆ) ในทางตรงข้าม หากเราเป็นผู้ประมาทประกอบอกุศลกรรมอยู่เสมอ สะสมแต่อกุศลจิตจนเป็นอุปนิสัย โอกาสที่ชวนวิถีสุดท้ายก่อนจุติ(ตาย) จะเป็นกุศลย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นทุคติเป็นอันหวังได้กล่าวคือ ย่อมไปเกิดในนรกภูมิ ปิติวิสัย (ภูมิของเปรต) หรือเดรัจฉานภูมิ ชวนวิถีจิต โดยศัพท์ "ชวนะ" แปลว่า แล่นไป คือ ไปอย่างเร็วในอารมณ์ด้วยกุศลจิต หรืออกุศลจิตหรือกิริยาจิต (เฉพาะพระอรหันต์)
เราไม่รู้ว่ากรรมใดจะทำให้เกิดปฏิสนธิจิตในภพหน้า เพราะเราทำทั้งความดีและความชั่วปะปนกันไป กรรมหนึ่งในชาตินี้หรือชาติก่อนๆ มีโอกาสทำให้ปฏิสนธิจิตในชาติหน้า เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เจริญกุศลนานาประการ เพราะเมื่อเจริญกุศลบ่อยๆมากขึ้น ย่อมมีโอกาสได้รับผลของกุศล ซึ่งให้ผลเป็นสุข กุศลจิตเปรียบเหมือนเพื่อนสนิท ส่วนอกุศลจิตเปรียบเสมือนศัตรูเพราะให้ผลเป็นทุกข์ เราต้องคอยหมั่นระวังศัตรู คืออกุศลจิตของเราเอง ดังนั้นเราจึงควรศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากุศลจิตได้แก่จิตประเภทใดบ้าง และอกุศลจิตได้แก่จิตประเภทใดบ้าง เพื่ออบรมกุศลให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป และคอยระวังไม่ให้อกุศลจิตเกิด เพราะ อกุศลจิตของเรานั่นเองคือศัตรูที่แท้จริง เมื่อเรายังไม่ได้ศึกษาพระธรรมที่ลึกซึ้ง เราก็หลงนิยมชมชื่นกับศัตรู เพราะเข้าใจผิดว่าศัตรูคือมิตรสนิท แท้จริงแล้วเราชอบที่จะมีโลภะ เราชอบสิ่งนั้น สิ่งนี้ เราคิดว่าสิ่งต่าง ๆนำความสุขมาให้ เราจึงอยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ โดยไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เราไม่เคยเห็นโทษของโลภเลย เราไม่เคยทราบเลยว่าถูกโลภครอบงำท่วมทับ และตกเป็นทาสของโลภะอยู่เป็นประจำ เราไม่เคยทราบเลยว่าโลภะนี้เองนำมาซึ่งทุกข์ทั้งหลาย นอกจากเราเป็นมิตรกับอกุศลประเภทโลภะแล้ว เรายังเป็นมิตรกับอกุศลอีกประเภทหนึ่งคือโมหะ ความไม่รู้ในความจริง(สัจจธรรม) เราไม่มีความรู้กระทั่งว่าเราไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่าชาติหน้ามีจริงหรือ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นกุศลหรืออกุศลตามความเป็นจริง ต่อเมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมและมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เราถึงจะเริ่มรู้ว่าพระธรรมที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงนี้ เป็นคำสอนที่ประเสริฐสุด ยิ่งใหญ่ และน่า อัศจรรย์ เมื่อเรามีความเข้าใจพระธรรมมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใน พระมหากรุณาที่มี ต่อชาวโลกและประจักษ์ใน พระปัญญาคุณอันประเสริฐมากขึ้นเท่านั้น
หลายคนคิดว่าการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมนั้นเป็นเทคนิคหรือวิธีการขู่ให้ คนเกรงกลัวการกระทำชั่วและคิดว่าเป็นอุบายให้คนกระทำความดี แต่เมื่อได้ศึกษาธรรมอันละเอียด (พระอภิธรรม) ในเรื่องของจิต จิตประเภทต่างๆ การทำงานของจิต และวิถีจิต แล้ว ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ขู่ ไม่ได้คิดกลยุทธ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงให้ทราบ ซึ่งความจริงอันนี้พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมี มายาวนานกว่าจะบรรลุสัจธรรมนี้โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:32:18 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )
สลักธรรม 23ประโยชน์ในการรู้เรื่องกรรม
การมีความรู้เรื่องกรรมเป็นการได้เข้าใจความจริงเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่ง ความจริงที่แม้ยากจะรู้ตามเห็นตามได้ แต่ก็สามารถจะพิจารณาและไตร่ตรองให้เข้าใจตามหลักของเหตุและผลได้ การรู้เรื่องกรรมทำให้เรารู้ความจริงว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ตาม ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเกิดขึ้นเพราะการกระทำผู้อื่น แต่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเองเป็นผู้กระทำเหตุไว้แล้วในชาตินี้หรือในอดีตชาติ ผู้อื่นเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้กรรมสำเร็จผล เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ และผู้ที่ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่ และน่าอัศจรรย์นี้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นการสมควรหรือไม่ที่เราผู้ซึ่งประกาศตนเป็นพุทธบริษัทจะเชื่อฟัง สมควรหรือไม่ที่เราจะนอบน้อมบูชาพระคุณ ที่ทรงมีพระมหากรุณาแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์โลกผู้มืดบอด และโง่เขลาแต่ไม่เคยรู้และยอมรับความจริงว่าตนเองโง่ เพราะถูกอวิชชา(ความไม่รู้)ปิดบังมาโดยตลอด ต่อเมื่อเห็นประโยชน์ของพระธรรมและสนใจศึกษาตามลำดับ ด้วยดีจึงจะมีความเข้าใจชีวิตของตนเองและผู้อื่น และเข้าใจเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แต่ละคนต้องประสบกับสุขบ้าง ทุกข์บ้างในชีวิตแต่ละวัน
ข้อความใน จูฬกัมมวิภังคสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงผลดีผลร้าย ๗ คู่ อันเนื่องมาจากกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ดังนี้
๑. มีอายุน้อยเพราะฆ่าสัตว์ มีอายุยืนเพราะไม่ฆ่าสัตว์
๒. มีโรคมากเพราะเบียดเบียนสัตว์ มีโรคน้อยเพราะไม่เบียดเบียนสัตว์
๓. มีผิวพรรณทราม เพราะมักโกรธ มีผิวพรรณดีเพราะไม่มักโกรธ
๔. มีศักดาน้อยเพราะมักริษยา มีศักดามากเพราะไม่มักริษยา
๕. มีโภคทรัพย์น้อยเพราะไม่ให้ทาน มีโภคทรัพย์มากเพราะให้ทาน
๖. เกิดในตระกูลต่ำเพราะกระด้าง ถือตัว ไม่อ่อนน้อม เกิดในตระกูลสูงเพราะไม่กระด้าง ถือตัวแต่รู้จักอ่อนน้อม
๗.มีปัญญาทรามเพราะไม่เข้าไปหาสมณพราหมณ์ ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศลเป็นต้น มีปัญญาดีเพราะเข้าไปหาสมณพราหมณ์ ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น
การที่เรามีความรู้และมีความเข้าใจเรื่องของกรรม ตามที่ได้ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน สรุปโดยสังเขปดังนี้ ๑.มีความมั่นคงในการทำความดีต่อผู้อื่น ทั้งกาย วาจา ใจ
๒.มีความเพียรที่จะละเว้นการทำชั่ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา ใจ
๓.ให้อภัยผู้กระทำให้เราเดือดร้อน
๔. คลายความคับแค้นใจเมื่อได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
๕.มีความอดทนที่จะไม่โกรธผู้ที่ทำให้เราเดือดร้อน
๖.มีเมตตาแม้กับผู้ประพฤติมิชอบ
๗.ไม่ประมาทในชีวิต โดยหมั่นเจริญกุศล พยายามละอกุศล
๘.ไม่มีศัตรู
๙.มีมิตรมาก
โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:41:06 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )
สลักธรรม 24ปัญหาของประเทศ กรรมของใคร การที่บ้านเมืองของเรากำลังประสบปัญหาเดือดร้อนต่างๆอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการ ปัญหาธุรกิจล้มละลายในภาคธุรกิจ ปัญหาทุจริตในการเลือกตั้งระดับต่างๆ ตลอดจนมีเรื่องอื้อฉาวในวงการสงฆ์ เพราะเราเป็นชาวพุทธแต่เพียงในนาม เราเป็นชาวพุทธตามใบทะเบียนบ้าน และเรายังมีความเข้าใจพระพุทธศาสนาที่ผิวเผินมาก เมื่อไม่มีความเข้าใจหลักธรรม ก็ไม่สามารถจะขจัดความเห็นผิดได้ ก็ย่อมต้องประสบทุกข์เดือดร้อนเพราะไม่สามารถมีพระธรรมเป็นที่พึ่งได้ เราจึงหวังพึ่งนักการเมืองบ้าง หวังพึ่งข้าราชการระดับสูง หวังพึ่งหมอดู หวังพึ่งกระทั่งต้นไม้หรือสัตว์ที่มีรูปร่างประหลาด และพร้อมจะกราบไหว้อย่างเต็มอกเต็มใจ นับวันชาวพุทธยิ่งถอยห่างจากพระธรรมเพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร พระธรรมไม่สามารถให้ลาภ ให้ยศ ให้ตำแหน่งที่ทุกคนปรารถนาได้ แต่พระธรรมให้ความจริงของสิ่งทั้งปวง และทำให้บุคคลธรรมดาสามารถอบรมขัดเกลากิเลสตนเอง เพื่อเป็นบุคคลที่ประเสริฐได้ พระธรรมให้ความสุขที่สงบประณีต เพราะดับความเร่าร้อน(กิเลส)ในจิตตามลำดับความเข้าใจ ถ้าผู้บริหารบ้านเมือง ได้แก่ นักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการทุกระดับมีความเข้าใจพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง มีความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม และตั้งใจละกิเลสซึ่งเป็นศัตรูภายในตนแล้ว บ้านเมืองของเราต้องรอดพ้นจากวิกฤตแน่นอน แต่ทุกอย่างเป็นอนัตตาไม่มีใครสามารถบังคับบัญชา ให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ตนปรารถนาได้ ดีที่สุดคือเข้าใจความจริงว่าเราก็มีกรรมเป็นของตนเอง ทำให้ต้องเห็น ต้องได้ยินสิ่งที่นำความทุกข์ใจมาให้ (ปัญหาทั้งของส่วนรวมและส่วนตัว) ทำให้ได้เกิดในสมัยที่บ้านเมืองต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจแบบนี้ แต่ก็ยังดีกว่าเกิดในประเทศที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงมีการรบพุ่งฆ่าฟัน หาความสงบสุขไม่ได้
การที่เรามีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น ทำให้เรารู้ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ความจริงซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงพากพียรอบรมพระปัญญาบารมีที่ถึงพร้อมแล้วเท่านั้น จึงสามารถค้นพบได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะคาดคะเน และพยายามจะเข้าใจเองโดยไม่ศึกษา ความจริงซึ่งยากจะมองเห็น ละเอียด ลุ่มลึก และยากจะเข้าใจ แต่เป็นความจริงที่ผู้ใดได้สนใจศึกษาจนมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว จะรู้ด้วยตนเองว่าพระธรรมนี่เองคือคำตอบของชีวิต ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทในพระธรรมโดยเห็นว่าพระธรรมเป็นของง่าย ไม่จำเป็นต้องศึกษาก็สามารถจะเป็นคนดีมีปัญญาได้ การที่เรามีความเข้าใจเรื่องบาป บุญ และการให้ผลของบาปหรือบุญ คือมีความรู้เรื่องการให้ผลของกรรมนั่นเองทำให้ชีวิตมีความสงบสุขขึ้น เราไม่ควรประมาทในอกุศลของตนเองโดยสะสมอกุศลอยู่เป็นประจำบ่อยๆเนืองๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครสามารถรู้วันตายของตนเอง ดังนั้นก่อนจากโลกนี้ไปเราจึงควรสะสมกุศล เพื่อเป็นเสบียงในการเดินทางข้ามภพข้ามชาติ ไม่ควรละเลยกุศลแม้เพียงเล็กน้อย เพราะเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ที่พึ่งอื่นนอกจากกุศลแล้ว ไม่มีเลย และสิ่งที่สำคัญยิ่งคือ การศึกษาพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา ควรสะสมความรู้ความเข้าใจในพระธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเองให้เบาบางลง กิเลสน้อยลงเท่าไร ความสุขสงบก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น ความสุขเช่นนี้มิใช่หรือที่ทุกคนควรแสวงหา?
""บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิตเสียจากบาป เพราะว่าเมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่ ใจจะยินดีในบาป" คาถาธรรมบท : ๑
มอบให้ คุณ อาคันตุกะ ตามคิดเห็นที่ 2 แสดงเหตุและ......"ขอบคุณที่ทนอ่าน "
![]()
โดย ทางผ่าน [30 ม.ค. 2546 , 08:45:59 น.] ( IP = 203.156.11.131 : : )
สลักธรรม 25
ต้องขอขอบคุณทั้งทั้งสอง
คุณอาอาคันตุกะ และคุณทางผ่าน
ผมเองต้องใช้คำว่าขอบคุณมากๆครับไม่ได้ทนอ่านนะครับแต่ตั้งใจอ่านครับผม มีประโยชน์มากครับขออนุโมทนาครับ![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [30 ม.ค. 2546 , 15:55:04 น.] ( IP = 203.155.225.3 : : )
สลักธรรม 26เคยจำได้เช่น ถวายทานแด่พระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ
โดย กาก้า [1 ก.พ. 2546 , 20:09:36 น.] ( IP = 202.57.182.66 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |