มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระบารมี ๑๐ ทัศ






บารมี ๑๐ ทัส

บารมี

คือ คุณงามความดีที่ควรบำเพ็ญ

คุณความดีที่ได้บำเพ็ญมา

คุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่

เป็นธรรมส่วนหนึ่งที่สำคัญในอันที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนให้ถึงซึ่ง โพธิญาณ

ดังที่ในชินลังการฎีกา แสดงว่า

ปารํ นิพฺพานํ อยนฺติ คจฺฉนฺติ เอตาหีติ ปารมิโย
การกระทำที่ประกอบด้วย กุสลเจตนาที่ยังให้ถึงฟาก

ฝั่งพระนิพพานนั้น เรียกว่า บารมี

บารมี = ปรม (ประเสริฐ) +อิ (การกระทำ) = การกระทำที่ประเสริฐ

จริยปิฎกอรรถกถา แสดงลักษณะของบารมีว่า

สพฺเพปิ ปารมิโย ปรานุคฺคหลกฺขณา

ปวงบารมี ย่อมมีการอนุเคราะห์แก่บุคคลอื่น เป็น

ลักษณะ


บารมี ๑๐ ทัส ก็คือ บารมี ๑๐ ประการนั้นเอง
ได้แก่


๑. ทานบารมี ปฏิปักขธรรม คือ มัจฉริยะ

๒. สีลบารมี ปฏิปักขธรรม คือ ทุสีล

๓. เนกขัมมบารมี ปฏิปักขธรรม คือ กามะ

๔. ปัญญาบารมี ปฏิปักขธรรม คือ อญาณะ

๕. วิริยบารมี ปฏิปักขธรรม คือ โกสัชชะ

๖. ขันติบารมี ปฏิปักขธรรม คือ อขันติ

๗. สัจจบารมี ปฏิปักขธรรม คือ วิสังวาทะ (ตบตา, หลอกลวง,พูดปด)

๘. อธิฏฐานบารมี ปฏิปักขธรรม คือ อนธิฏฐาน

๙. เมตตาบารมี ปฏิปักขธรรม คือ โทสะ

๑๐. อุเบกขาบารมี ปฏิปักขธรรม คือ โลกธรรม




พี่ดอกแก้วได้นำบารมี ๑๐ ทัส

มาเสนอให้แก่ทุกท่านคะ เพื่อน้อมกุศลกรรมเป็น

พระพุทธบูชา
เนื่องในวันมาฆะบูชาค่ะ




โดย พี่ดอกแก้ว [15 ก.พ. 2546 , 22:10:11 น.] ( IP = 203.107.212.19 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


กราบอนุโมทนาพี่ดอกแก้วค่ะ
และขอร่วมทำกุศลถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องใน “วันมาฆบูชา” ด้วยนะคะ



พูดถึง “บารมี” ครั้งใด ก็จะนึกถึงข้อความที่หลวงพ่อมักพูดว่า

“สิบนิ้วประนม ก้มสู่ทศบารมี”

ทุกครั้งไป
ซึ่งครั้งหนึ่งหลวงพ่อเคยบอกพวกเราว่า


“…มือลูกนะ..เป็นของสูง สามารถยกขึ้นประนมสร้างกุศลได้ นิ้วทั้งสิบที่ลูกนำมาจรดกัน ลูกไล่ไปซิ บารมีทั้งสิบ
…ฉะนั้นอย่าเอามือไปทำสกปรก คือ บาปอกุศลทั้งปวง



ครั้งนั้นจึงกลับไปหัดทำที่บ้าน ตอนก่อนที่จะสวดมนต์ไหว้พระ โดยทำเป็นจังหวะๆ (มีจังหวะคล้ายๆ กับการบริหารร่างกาย …แต่นี่เป็นการบริหารจิตใจ) ดังนี้



จังหวะที่ ๑

สูดลมหายใจเข้าลึกๆ (นึกไปด้วยว่า สูดออกซิเจนกุศล) พร้อมทำความรู้สึกตัวว่า ขณะนี้เราพร้อมแล้วที่จะทำกุศล



จังหวะที่ ๒

หงายมือทั้งสองวางลงบนหน้าตัก…ตามองไล่ไปทีละนิ้ว (ตั้งแต่หัวแม่โป้งด้ายซ้าย ไปจนถึงหัวแม่โป้งด้านขวา… เท่ากับว่าต้องมีครบ ๑๐ นิ้ว)


พร้อมท่องคาถาไปทีละนิ้วว่า “เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว”



จังหวะที่ ๓

ย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเหมือนจังหวะที่ ๒ พร้อมระลึกถึงการสร้างบารมีทั้งสิบของพระพุทธองค์


นั่นคือ
นิ้วหัวแม่มือ-มือซ้าย….เต หมายถึง พระเตมีย์ ที่ทรงสร้าง เนกขัมมะบารมี
นิ้วชี้-มือซ้าย….ชะ หมายถึง พระมหาชนก ที่ทรงสร้าง วิริยะบารมี
นิ้วกลาง-มือซ้าย….สุ หมายถึง พระสุวรรณสาม ที่ทรงสร้าง เมตตาบารมี
นิ้วนาง-มือซ้าย….เน หมายถึง พระเนมิราช ที่ทรงสร้าง อธิษฐานบารมี
นิ้วก้อย-มือซ้าย….มะ หมายถึง พระมโหสถ ที่ทรงสร้าง ปัญญาบารมี
นิ้วก้อย-มือขวา….ภู หมายถึง พระภูริทัต ที่ทรงสร้าง ศีลบารมี
นิ้วนาง-มือขวา….จะ หมายถึง พระจันทกุมาร ที่ทรงสร้าง ขันติบารมี
นิ้วกลาง-มือขวา….นา หมายถึง พระพรหมนาถ ที่ทรงสร้าง อุเบกขาบารมี
นิ้วชี้-มือขวา….วิ หมายถึง พระวิธูรบันฑิต ที่ทรงสร้าง สัจจะบารมี
นิ้วหัวแม่มือ-มือขวา….เว หมายถึง พระเวสสันดร ที่ทรงสร้าง ทานบารมี

โดย วยุรี [16 ก.พ. 2546 , 07:44:04 น.] ( IP = 203.113.38.13 : : )


  สลักธรรม 2


จังหวะที่ ๔

ค่อยๆ ยกมือทั้งสองขึ้นประนม แล้วทำความรู้สึกที่นิ้วแต่ละนิ้วที่มาจรดกัน แล้วระลึกให้ได้ว่าบารมีอะไร กับบารมีอะไร !

เชื่อว่าผู้ที่ปฏิบัติบางท่าน เมื่อระลึกได้ถึงบารมีที่จรดกันนี้ อาจมีบางท่านที่จะเกิดความรู้สึกอะไรๆ ขึ้นภายในจิตใจ
...บางคนอาจจะคิดถึงครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะหลวงพ่อ ที่พยายามบอกชี้เส้นทางอันประเสริฐให้กับเรา
...บางท่านอาจจะซาบซึ้งในพระพระมหากุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จนแทบร้องไห้…
ทั้งนี้เพราะ


….นิ้วหัวแม่มือที่มาจรดกันนั้นก็คือ เนกขัมมะบารมี กับ ทานบารมี
ใช่ เพราะ เนกขัมมะ เกิดได้ด้วยแรกผลักดันของ ทาน
เมื่อเราได้เคยทำทานมา ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า เมื่อสร้างเหตุไว้ย่อมต้องได้รับผล ผลของทานย่อมทำให้เรามีความพร้อม ไม่ต้องดิ้นรนอย่างเช่นทุกวันนี้ ปัจจัยที่พร้อมย่อมอุดหนุนให้เราปลีกออกเพื่อเนกขัมมะได้


ย้ำกับตนเองว่า …เราจะต้องสร้างทาน เพื่อเนกขัมมะให้ได้


….นิ้วชี้ที่มาจรดกันนั้นก็คือ วิริยะบารมี กับ สัจจะบารมี
ใช่…. ในเมื่อชีวิตเรามีความพียรชอบอันประกอบไปด้วยปัญญา เราย่อมถึงซึ่งความจริงอันสุดยอดของชีวิต รู้ว่าภายใต้รูป-นาม ที่เราเพียรกำหนดและระลึกรู้สึกตัวอยู่นั้น แท้ที่จริงล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา…


ย้ำกับตนเองว่า …เราจะต้องสร้างความเพียรที่ประกอบด้วยปัญญาให้ได้



…..นิ้วกลางที่มาจรดกันนั้นก็คือ เมตตาบารมี กับ อุเบกขาบารมี
ใช่…เมตตาความปรารถนาดีที่หลวงพ่อ และครูอาจารย์ทุกท่านมีให้กับเรา และพยายามปลูกฝังให้พวกเรามีนั้น เราต้องสร้างให้มีขึ้นให้ได้เฉกเช่นหลวงพ่อและครูอาจารย์ที่มีเมตตาโดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง นั่นก็คือ

เมตตาที่มีอุเบกขามาประกอบ


…นิ้วนางที่มาจรดกันนั้นก็คือ อธิษฐานบารมี กับ ขันติบารมี
ใช่….อธิษฐาน หรือการขอให้มีความสำเร็จตามเป้าหมาย การที่จะสำเร็จกิจการงานได้ เราต้องมีความอดทน


ฉะนั้น เราจะต้องสร้างขันติ…อดทนต่ออุปสรรคต่างๆ อันเกิดจากวิบาก เพื่อจะบรรลุเป้าหมาย คือ มรรค ผล นิพพาน ให้ได้


….นิ้วก้อยที่มาจรดกันนั้นก็คือ ปัญญาบารมี กับ ศีลบารมี
ใช่….ปัญญา คือแสงสว่าง ที่จะสามารถมาทำลายความมืดในจิตใจ (โมหะ)ของเราได้
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เราจะต้องรักษาศีล อย่างน้อยก็ศีล ๕
เพราะถ้าเราไม่รักษาศีล ผลที่เกิดจากการไม่รักษาศีลนั้นล้วนเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาปัญญา เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย ความทุพพลภาพของร่างกาย ความอดอยากยากจน เป็นต้น)


ฉะนั้น เราต้องรักษาศีล เพื่อสร้างอานิสงส์ที่จะช่วยผลักดันให้เราแสวงหาปัญญาให้ได้



จังหวะที่ ๕

เมื่อทำความรู้สึกตามจังหวะที่ ๔ เสร็จ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมระลึกถึงผู้มีพระคุณที่ค้ำจุนให้เรามีชีวิตมานั่งอยู่ที่หน้าพระเพื่อทำความดีได้


….บิดา มารดา ผู้ทำให้เรามีชีวิตที่อยู่ในภพภูมิที่สามารถกระทำความดีได้
…..ครูบาอาจารย์ ที่ประทานความรู้ และปัญญา ทำให้เราสามารถระลึกถึงบารมี ๑๐ ได้เช่นนี้
….ประเทศชาติ และ พระมหากษัตริย์ ที่ทำให้เราได้เกิดในที่ที่สมควร คือดินแดนที่มีพระพุทธศาสนา
….พระรัตนตรัย ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์


นัตถิเม สรณัง อัญญัง พุทโธ เม สรณัง วะรัง
นัตถิเม สรณัง อัญญัง ธัมโม เม สรณัง วะรัง
นัตถิเม สรณัง อัญญัง สังโฆ เม สรณัง วะรัง


ก้มกราบ ๓ ครั้ง แล้วสวดมนต์ ทำสมาธิ เจริญวิปัสสนาต่อไป



ท่านผู้ใดสนใจ จะนำไปปฏิบัติ ก็ขออนุโมทนาด้วยนะคะ

โดย วยุรี [16 ก.พ. 2546 , 07:59:39 น.] ( IP = 203.113.38.13 : : )


  สลักธรรม 3



การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์คือ

ทาน คือ การเสียสละ เสียสละได้ทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขอันแท้จริงแก่ปวง

ชีวิต พระพุทธองค์ในพระชาติเวสสันดรโพธิสัตว์ยอมสละแม้กระทั่งพระมเหสี บุตร ธิดา


ศีล คือ การควบคุมตนเองได้ถึงที่สุดจนกระทั่งอายตนะหกอยู่ในภาวะปกติทุกขณะเวลา แม้อยู่ในภาวะปกติทุกขณะเวลา แม้อยู่ในศีลก็มิได้กำหนดรู้ว่าอยู่ในศีล

เนกขัม คือ ความสมถะ สละความสุขทางโลกได้

ปัญญา คือ ธาตุแท้ของจิต ความคิดอันละเอียดประณีตตรงต่อสัจธรรม มีวิจารณญาณอันลึกซึ้งเข้าถึงอริยสัจสี่ พาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยได้ทุกประการ

วิริยะ คือ ความเพียร ความมุ่งมั่นพยายามที่จะพันฝ่าอุปสรรคทั้งภายในจิตใจและสภาพการทุกอย่างภายนอกที่ขัดขวางบั่นทอนการสร้างบารมี

ขันติ คือ ความอดทน ความสงบ ความสุขุม เยือกเย็น เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคสิ่งบั่นทอนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ขัดขวางการสร้างบารมีทุกประการ ไม่ว่าหนาว ร้อน เดินทางไกล อันตราย หิวกระหาย หรือได้พบสิ่งเย้ายวนใจต่าง ๆ ก็มิได้หวั่นไหว

สัจจะ คือ ความจริงใจอันไม่เปลี่ยนแปร แม้จะต้องตกอยู่กับสถานการณ์อย่างไรก็จะไม่ผิดไปจากความจริงใจอันได้ตั้งความมั่งมั่นแล้วตั้งแต่ต้น
อธิษฐาน คือสร้างความมุ่งมั่นตั้งใจให้สมบูรณ์แม้ผิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจ จะยอมสละชีวิตให้เป็นที่สุด เช่นอธิษฐานจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่า

“จะไม่กลับหลังเด็ดขาด แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็จะไม่คลายความพากเพียร”


เมตตา คือ มีไมตรีจิต คิดดี ปรารถนาดีต่อทุกชีวิต ทุกข์เมื่อเขามีทุกข์ อยากให้เขาพ้นทุกข์


อุเบกขา คือ วางเฉยไม่ยึดหมายในกุศลบุญคุณความดีที่ได้ทำ ไม่จดจ่อไม่วอนขอสิ่งต่างๆ ไม่ข้องเกี่ยวกับอะไรที่ไม่ใช่ธุระตน ไม่แวะเวียนวกวนกับสิ่งที่พ้นผ่านไปแล้ว
เหล่านี้ คือ การสร้างบารมี เพื่อตรัสรู้
การตรัสรู้ คือ การบรรลุความรู้สูงสุด
ความรู้สูงสุดในธรรมกาลยุคแดง ก็คือ เริ่มจากรู้ ทุกข์ รู้สมุห์ทัย รู้นิโรธ แล้วรู้มรรค บัดนี้เป็นธรรมกาลยุคขาวสุดท้าย แม้เบื้องบนจะโปรดประทานหนทางสะดวกง่ายดาย ให้เราเข้าถึงความรู้สูงสุดนั้นอย่างชัดเจนโดยตรงแล้วก็ตาม หากเราไม่ศึกษาไม่พิจารณา ไม่ปฏิบัติให้รู้ชัดต่อความรู้สูงสุดนั้น เราก็จะยังเข้าไม่ถึงแม้แต่การ “รู้ทุกข์” อันเป็นบันไดขั้นแรกของอริยสัจสี่

ชีวิตที่เวียนว่ายเกิดตายล้วนมีทุกข์
การจะเรียนรู้ทุกข์จึงต้องเรียนรู้จากชีวิต
เท่ากับว่า การจะบรรลุความรู้สูงสุดนั้นได้อย่างแท้จริง คือ
จะต้องรู้จักและเข้าถึงชีวิตของตนเองอย่างแท้จริงอีกทั้ง
จะต้องรู้จักและเข้าถึงชีวิตทั้งปวงอย่างแท้จริง
พระโพธิสัตว์จึงเป็นพระผู้อยู่กับชาวโลก
มีชาวโลกเป็นเป้าหมายในการเสริมสร้างบารมี


ปฏิปทานั้นเรียกว่าการ “โปรดสัตว์” หรือการฉุดช่วยขนสัตว์อื่นให้ล่วงพ้นกองทุกข์ ความหมายของพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายานที่ว่า
พระโพธิสัตว์เป็นพระผู้บำเพ็ญบารมีด้วยการขนสัตว์อื่นให้ล่วงพ้นกองทุกข์ “จนเหลือตนเองเป็นคนสุดท้ายแล้วจึงจะขอบรรลุโพธิญาณ”
ความถูกต้องที่ตรงต่อกันโดยข้อเท็จจริงทั้งฝ่ายหินยานและมหายาน ซึ่งถึงแม้ข้อความที่แสดงไว้จะแตกต่างกันก็ตาม มีอยู่ว่า ในขณะที่พระโพธิสัตว์ “โปรดสัตว์” โดยมีชาวโลกเป็นเป้าหมายในการเสริมสร้างบารมี บารมีของพระองค์ก็ย่อมจะต้องสูงส่งยิ่งขึ้นเป็นแน่แท้
“การขนสัตว์อื่น ให้ล่วงพ้นพ้นกองทุกข์” กับการ “ยังตนให้บรรลุโพธิญาณ” จึงเป็นงานที่ทำพร้อม ๆ กันไปและบังเกิดผลพร้อม ๆ กันไป อาทิ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ในครั้งที่ยังทรงโปรดสัตว์อยู่จนแม้กระทั่งใกล้จะดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์ยังคงจะปรารภสัตว์โลกก่อนจะปรารภพระองค์เองเสมอ นั่นคือ ปฏิปทาของความเป็นพระโพธิสัตว์

แม้ในขณะนี้ก็ตาม, การที่พุทธานุภาพของพระองค์ยังคงดำรงอยู่ จะด้วยบุญญาธิการที่ทรงปรกแผ่คุ้มครองรักษาชาวเราก็ดีหรือพุทธานุภาพที่กำซาบอยู่ในจิตใจของเราทั้งหลายให้เลื่อมใสใฝ่ดีกันเรื่อยมาถึงสองพันห้าร้อยกว่าปีก็ตาม

พุทธานุภาพนี้ก็ยังคงเป็นพระมหากรุณาของพระโพธิสัตว์อยู่นั่นเอง

คำที่ว่า “เหลือตนเองเป็นคนสุดท้ายแล้วจึงจะขอบรรลุโพธญาณ”

จึงน่าจะพิจารณาว่าเป็น “มหาปณิธาน” อันเกิดจาก “พระมหากรุณา” ของพระองค์เสียมากกว่า

โดย พี่ดอกแก้ว [16 ก.พ. 2546 , 10:43:19 น.] ( IP = 203.170.141.171 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบพระคุณมากค่ะพี่ดอกแก้วและอาจารย์วยุรี
เป็นกระทู้ที่อ่านแล้วนอกจากจะได้เนื้อหาและประโยชน์ในทางปฏิบัติ ยังทำให้ระลึกถึงคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยค่ะ.....

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.พ. 2546 , 11:10:57 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 202.183.157.139 )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณค่ะ
มีคุณค่ามาก บารมีที่ควรสะสม

โดย ดอกสารภี [18 ก.พ. 2546 , 17:57:58 น.] ( IP = 202.28.27.2 : : 202.28.25.183 )


  สลักธรรม 6

ซาบซึ้งใจ ในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากเลยค่ะ
ได้อ่านมาอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกกราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วเป็นอย่างสูงค่ะ
แต่ที่อ่านแล้วได้ความรู้สึกพิเศษตรงนี้ค่ะ
"ในครั้งที่ยังทรงโปรดสัตว์อยู่จนแม้กระทั่งใกล้จะดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์ยังคงจะปรารภสัตว์โลกก่อนจะปรารภพระองค์เองเสมอ นั่นคือ ปฏิปทาของความเป็นพระโพธิสัตว์ "


และ เช่นเดียวกันกราบขอบพระคุณ อ. วยุรีด้วยค่ะ ที่ช่วยให้ความทรงจำเกี่ยวกับการอธิษฐานในบารมีต่างๆอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยังประทับใจอยู่มาก และยังทำให้ใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น
ดูเหมือนว่า ทุกๆบารมียิ่งใหญ่จริงๆค่ะ แต่สำหรับตนเอง ทำให้น้อมถึงคำสั่งสอนของพระองค์ที่กล่าวถึง ขันติ ปรมํ ตโป ตีติกขา เป็นอย่างยิ่ง ดูจะเป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นชีวิตจริงๆ

โดย น้องอุ๊ [18 ก.พ. 2546 , 23:03:30 น.] ( IP = 203.113.39.9 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วและอาจารย์วยุรีค่ะ
ทำให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อสัตวโลก

โดย เซิ่น [18 ก.พ. 2546 , 23:29:10 น.] ( IP = 203.170.150.91 : : )


  สลักธรรม 8


ขณะที่อ่านเรื่องนี้ทั้งในส่วนที่พี่ดอกแก้วและอ.วยุรีเขียน เกิดความรู้สึกถึงความตั้งใจที่เกิดขึ้นและความซึมซับเข้าไปในใจของพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และความเมตตายิ่งของครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้และปลูกฝังคุณธรรม คุณงามความดีต่างๆให้เสมอมา

ขอกราบระลึกถึงพระคุณครูมา ณ ที่นี้ค่ะ....

โดย ทวีพร [20 ก.พ. 2546 , 07:20:16 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากค่ะ

โดย ดา [20 ก.พ. 2546 , 09:33:49 น.] ( IP = 158.108.12.119 : : )


  สลักธรรม 10

กราบอนุโมทนาพี่ดอกแก้วและพี่วยุรีค่ะ
ทำให้ได้ซาบซึ้งถึงการบำเพ็ญพระบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ ของพระพุทธองค์ พระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมวลสัตว์โลก

ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะ

และขอบพระคุณพี่วยุรีที่ช่วยทบทวนความจำให้อีกครั้งค่ะ จะฝึกปฎิบัติเพื่อให้ประทับอยู่ในใจไม่รู้ลืมเช่นเดียวกับพี่ค่ะ

โดย ธัญธร [20 ก.พ. 2546 , 22:15:07 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org