| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความฝันกับนิมิตต่างกันอย่างไร?
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ความฝันกับนิมิตต่างกันอย่างไร?
ความฝันกับนิมิต ต่างเป็นภาพทางใจ ไม่ใช่ความจริง
ภาพฝันเลือนลางบอกรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ ถึงจำได้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือนำมาเล่าได้ มักมีการเสริมเติมแต่งปะติดปะต่อ จนเป็นเรื่องเป็นราวที่อยากให้เป็น ภาพฝันเกิดขึ้นในขณะหลับไม่สนิท เกิดด้วยเหตุ ๓ ประการคือ
เทพนิมิต ( โอกาสเกิดเพียง ๒ % )
จิตอาวรณ์ ( โอกาสเกิด ๔๘ % ) ก่อนหลับมีความวิตกกังวล กลัว ฟุ้งซ่าน ถ้ากังวลมากก็จะนอนไม่หลับไปเลย
ธาตุกำเริบ ( โอกาสเกิด ๕๐ %) เช่น กินมากไปท้องอืดท้องเฟ้อ เจ็บป่วย การดมยาสลบก่อนผ่าตัด เป็นต้น
เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งขึ้น บอกเพียงว่า ส่วนใหญ่ความฝันเกิดเพราะความกังวลทางใจ หรือความผิดปกติทางกาย ก่อนจะหลับไปมากกว่า
จะมีข้อยกเว้นบ้าง(เทพนิมิต) แต่ควรคะเนไว้ก่อนเลยว่า ความฝันของเราไม่น่าจะเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น
ส่วนภาพนิมิต เกิดขณะตื่นอยู่ มักมีภาพเดียว ชัดเจนกว่าภาพฝัน บอกรายละเอียดสีสันได้บ้าง ไม่มีเรื่องราวให้เล่า เกิดจากความแนบแน่นในอารมณ์ของจิตในระดับต่าง ๆ มี ๓ ระดับ
ตั้งแต่บริกรรมนิมิต (เกิดจากการดูภาพจริง หรือการฟัง พร้อมกับสั่งจิตด้วยคำต่าง ๆ )
อุคหนิมิต (ดูเหมือนภาพนั้นติดตาติดใจตลอดเวลา แม้ไม่ได้ดู คล้ายมีกลุ่มควันอยู่ในภาพ)
และปฏิภาคนิมิต (กลุ่มควันหายไป เป็นภาพทางใจที่ชัดเจนขึ้น น่าสนใจขึ้น จำได้ขึ้นใจ โดยไม่ต้องพยายามนึก )
ทั้งขณะฝันและขณะเกิดนิมิตในสมาธิ ส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ เพราะความใส่ใจมุ่งไปที่ภาพเสมือน ที่กำลังเกิดขึ้นจากความนึกคิดที่ตนสร้างไว้ จึงไม่ใช่ความจริงที่ควรเชื่อถือ
โดย มาลี [19 ก.พ. 2546 , 23:52:16 น.] ( IP = 203.107.203.182 : : )
สลักธรรม 2การกำหนดรู้ว่ากำลังฝันอยู่ แล้วพยายามตื่นจากภวังค์
เป็นเพราะสติรู้ในจิตใต้สำนึกหรือไม่?
ไม่ใช่ ไม่มีใครกำหนดรู้ได้ว่า วันนี้เราจะฝันถึงเรื่องอะไร เรื่องราวในจิตใต้สำนึก( ภวังค์ ) เป็นสิ่งที่กำหนดรู้ไม่ได้ จนกว่าจะถูกผลักดันออกมาเป็นจิตสำนึก ( ความนึกคิด การกระทำขณะตื่น)
การกำหนดฝันต่อ บางครั้งพอมีเค้าเดิมแต่ไม่ปะติดปะต่อ
เป็นเพราะกิเลสที่อยากยึดไว้ใช่ไหม?
ไม่ใช่ ปุถุชนธรรมชาติขณะหลับจิตมีกำลังอ่อน บังคับความนึกคิดตนแทบไม่ได้
ที่ว่าให้ตามดูนิมิตที่เกิดในสมาธิแล้วจะหายไปเอง
เป็นเพราะไปสร้างนิมิตอื่นต่อไปอีก หรืออย่างไร?
มีโอกาสเป็นไปได้
มีใครหยุดการฝันได้ครับ ? ความฝันจะไม่เกิดกับพระอรหันต์อย่างแน่นอน บุคคลนอกนั้นยังฝันอยู่
โดย มาลี [19 ก.พ. 2546 , 23:55:06 น.] ( IP = 203.107.203.182 : : )
สลักธรรม 3
ดีใจ๋ดีใจที่คุณมาลีเข้ามาตอบคำถาม และขออนุโมทนาด้วยครับผม
นึกว่าเลิกแล้วคะหนูเลิกการตอบแล้วคะ.
โดย พี่เณร [20 ก.พ. 2546 , 05:06:06 น.] ( IP = 203.107.206.244 : : )
สลักธรรม 4
อนุโมทนากับอาจารย์มาลีค่ะ
พออ่านคำตอบแล้ว ต้องขอบคุณ...คุณ"ผ่านมา" ที่คั้งคำถาม เพราะทำให้ได้ความรู้
โดยเฉพาะเรื่องเหตุที่ทำให้ฝัน
กำลังนึกทบทวนอยู่ว่าโอกาสที่เกิดแต่ละอย่างนั้นมากน้อนแค่ไหน
เพราะตอนที่อาจารย์บุษกรสอนนั้น ไม่ได้จดไว้
ก็มาได้คำตอบที่นี่
...ขอบคุณค่ะโดย วยุรี [20 ก.พ. 2546 , 06:38:52 น.] ( IP = 203.113.39.7 : : )
สลักธรรม 5
![]()
อนุโมทนากับทุกท่านค่ะ เพิ่งทราบเปอร์เซนต์ของเหตุที่ทำให้ฝันได้แต่ละอย่างค่ะ ขอบคุณค่ะ
โดย เล็ก [20 ก.พ. 2546 , 16:43:50 น.] ( IP = 203.144.174.37 : : )
สลักธรรม 6
อ่ะ..อ่ะ..อ่ะ..
ดีใจจังได้อ่านคำตอบจากพี่มาลี ...มีตัวเลขมาเกี่ยวข้องด้วยเนอะ...
อนุโมทนาค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.พ. 2546 , 08:35:44 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 7สาธุ...ขอบคุณมากครับ
จะขออนุญาตคัดไปฝากบอกเพื่อนๆ
คุณมาลี คงไม่ว่ากันนะ..มีประโยชน์มากทีเดียวโดย ผ่านมาอีก [21 ก.พ. 2546 , 09:08:09 น.] ( IP = 161.200.255.163 : : 161.200.130.36 )
สลักธรรม 8ขอเรียนถามคุณมาลีเพิ่มอีกนิด..นะครับ
จริงหรือไม่ครับ? จิตใต้สำนึกมนุษย์ นั้นเป็นจิตเดิมแท้ของมนุษย์
แต่เพราะจิตมีสำนึก จึงทำให้เรารู้จักกิเลสทั้งหลาย
และเพราะจิตมีสำนึกหรือไม่ที่ดับกิเลส เพื่อ
กลับไปเป็นจิตเดิมแท้หรือจิตใต้สำนึกอีกครั้ง?
หรือว่า..เป็นความสับสนกันของจิตใต้สำนึก กับ จิตไร้สำนึก
(subconciousness vs unconciousness)
ในกรณีที่พระอรหันต์ไม่มีความฝันเหมือนคนทั่วไปนั้น
เป็นเพราะการนอนหลับของพระอรหันต์ ไม่เหมือนคนทั่วไป
คือมีสติอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายในเข้าและออก
จึงนอนหลับในลักษณะของการมีสมาธิตลอดเวลา
พระระดับโสดาบัน หรืออะนาคามี ไม่นอนหลับเยี่ยง
พระอรหันต์หรือครับ?
ขอขอบคุณล่วงหน้ามาด้วยครับโดย ผ่านมาอีก [22 ก.พ. 2546 , 12:03:26 น.] ( IP = 161.200.255.163 : : 161.200.130.60 )
สลักธรรม 9ต้องขอทำความเข้าใจคำศัพท์ ระหว่างจิตศาสตร์ กับพุทธศาสตร์ ก่อนนะคะ
ศาสตร์ในทางจิตวิทยาเป็นทฤษฏีของนักคิดชาวตะวันตก ที่ศึกษาถึงความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์-สัตว์ อาศัยข้อมูลทางสถิติ งานวิจัย เพื่อใช้อธิบายการคาดคะเนความเป็นไปได้ของความคิดและพฤติกรรมเหล่านั้น บัญญัติศัพท์ทางจิตวิทยามีอยู่มากมาย เช่น สัญชาติเวค จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก จิตกึ่งสำนึก จิตสำนึก จิตเหนือสำนึก ปมเด่น ปมด้อย ฯ ล ฯ
ในเมื่อทฤษฏีทางจิตวิทยา เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และความน่าจะเป็น มิได้เกิดจากการสำรวจเห็นความเป็นไปในการทำงานของจิตตนเองโดยตรง ความน่าเชื่อถือของทฤษฏีต่าง ๆ จึงมีเพียง ๗๕ - ๘๐ % ยังมีความคิดและพฤติกรรมอีกหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ส่วนศาสตร์ในทางพุทธวิทยานั้น เป็นผลจากพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า ที่หยั่งรู้เข้าไปถึงวิถีการทำงานของจิตโดยตรงด้วยพระองค์เอง มิได้อาศัยการคาดคะเนผลการศึกษาของผู้อื่นที่เคยศึกษามาแล้ว และผู้ใดที่ปฏิบัติตามวิธีการที่พระองค์แสดงไว้ ก็จะได้รับผลอย่างเดียวกันเป็นสากล จึงมีความเชื่อถือได้แน่นอน ภายใต้เงื่อนไขที่ทรงบัญญัติไว้
บัญญัติศัพท์ทางพุทธศาสตร์ เช่น จิต เจตสิก รูป นิพพาน มรรค ผล กิเลส ฯ ล ฯ
การใช้ศัพท์เพื่ออธิบายข้ามระบบของแต่ละศาสตร์ เป็นสิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่ง ส่วนมากมักไม่ได้ความหมายที่แท้ ตามระบบจริง ถึงจะเทียบให้ใกล้เคียงมากที่สุด ก็มิได้หมายความว่าแทนกันได้
เช่นจิตใต้สำนึก อธิบายด้วยคำว่า จิตเดิมแท้ หรือภวังคจิตเป็นต้นโดย มาลี [24 ก.พ. 2546 , 14:45:48 น.] ( IP = 203.107.210.34 : : )
สลักธรรม 10ปฏิสนธิจิตเป็นจิตเบื้องต้นของภพนี้ ไม่ใช่จิตเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์ จึงกล่าวไม่ได้ว่าปฏิสนธิจิตคือจิตเดิมแท้
เข้าใจว่า ผู้บัญญัติคำว่า จิตเดิมแท้ คงหมายเอาจิตเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์ ซึ่งไม่มีอยู่จริง คาดคะเน-อนุมานเอาไม่ได้ด้วยความสืบต่อที่หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้นั่นเอง
มีพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า เดิมจิตนั้นผ่องใส(ประภัสสร) แต่ถูกอุปกิเลสเข้าครอบงำ จึงทำให้จิตเศร้าหมองไป....
ได้มีการนำพุทธภาษิตนี้มาตีความเพื่อให้เข้ากับลัทธิตนแล้วอธิบายในลักษณะที่ว่า มีจิตเดิมที่เกิดก่อนอยู่ดวงหนึ่ง ไม่ดีไม่ชั่ว ต่อมาจิตดวงนั้นแหละถูกสิ่งแวดล้อมมีกิเลสเป็นต้น มาเจือปนทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์ เกิดความทุกข์
เข้าใจว่าจิตเที่ยง คล้ายเป็นวัตถุธาตุประเภทหนึ่งที่สามารถใส่ข้อมูลใด ๆ ลงไปก็ได้ ใส่กิเลสลงไปจิตก็มีกิเลส ใส่ข้อมูลที่เป็นความดีความสุข จิตนั้นก็ดีด้วย วันดีคืนดีหากสามารถเอาข้อมูลที่เป็นกิเลสออกได้ ก็จะกลับไปเป็นจิตดวงเดิมที่ไม่มีข้อมูลอันเป็นกิเลสปะปนอยู่ ได้พบความสุขอีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกกิเลสครอบงำไปเสียนาน
ความเห็นผิด ความเชื่อดังกล่าวมีสภาพตรงข้ามกับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสรู้โดยแท้
จิตเดิมแท้ในทางพุทธนั้น...ไม่มี... ลักษณะธรรมชาติของจิตนั้นมีการ เกิด- ดับ หาเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้ ดับไปแล้วไม่หวนกลับมาเกิดอีก แต่การดับของจิตดวงหนึ่งเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น จิตดวงใหม่ไม่ใช่จิตดวงเดิมที่เคยเกิดมาแล้ว
หากถามว่าเปลวเทียนที่ดับไปแล้ว ไปสู่ทิศใด...ไม่ได้ไปสู่ทิศใดทั้งสิ้น...เปลวเทียนที่จุดขึ้นใหม่ เป็นเปลวเดิมหรือไม่...ไม่ใช่เปลวเดิม... ถึงแม้จะมีคุณสมบัติร้อน เผาไหม้ได้เหมือนกัน ชื่อว่าเปลวไฟเหมือนกัน แต่เป็นเปลวไฟชุดใหม่ ไม่ใช่เปลวเดิมที่ดับไปแล้ว มาเกิดซ้ำใหม่
จิตก็เช่นเดียวกัน จิตดวงใหม่เกิดขึ้นได้เพราะความดับไปของจิตก่อนหน้า เมื่อได้ปัจจัยที่เหมาะสม(อารมณ์) จิต(ดวงใหม่) จึงเกิดขึ้น ไม่ใช่จิตดวงเดิมที่เดินทางไปเกิดทางโน้นที มาเกิดทางนี้ทีตามใจปรารถนา
และมิใช่ว่า พอเบื่อชีวิตที่ไม่สมความปรารถนาขึ้นมา ก็หาทางดับกิเลส เพื่อกลับไปหาจิตเดิมแท้ที่ยังไม่มีกิเลส เพื่อหากิเลสชนิดใหม่ใส่เข้าไปแทน กลายเป็นว่าจิตเที่ยง ไม่มีวันตาย สามารถลบ-เพิ่มข้อมูลได้ไม่จำกัด ถ้ารู้ที่อยู่ของจิตเดิมแท้ได้
ซึ่งเป็นความเห็นผิดความเข้าใจผิด ที่พบได้จากบุคคลทั่วไปในโลกนี้โดย มาลี [24 ก.พ. 2546 , 14:53:25 น.] ( IP = 203.107.210.34 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |