มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ 8 ก.พ.2546 ตอนที่ 1




ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2546 : ญาณ


........นามรูปปริจเฉทญาณ คือปัญญาที่รู้แยกรูป – นาม ออกจากกันได้ หมายถึง ปัญญาที่รู้แจ้งรูป รู้แจ้งนาม เช่น สีเป็นรูป รู้เป็นนาม แข็งเป็นรูป ที่รู้สึกแข็งเป็นนาม ความเด่นชัดจะปรากฏขึ้น ในทวารทั้ง 5

เวลาเห็นรูป ตากับสีเป็นรูป จิตที่เห็นเป็นนาม

เวลาได้ยินเสียง หูกับเสียงเป็นรูป จิตที่ได้ยินเป็นนาม
สรุปว่า ร่างกายทั้งหมดตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้าเป็นรูป จิตใจเป็นนาม สักแต่ว่าเป็น
รูปเป็นนาม เท่านั้น จะปรากฏชัดแก่โยคาวจร


........ปัจจยปริคหญาณ คือปัญญาที่รู้เหตุรู้ผลของนามรูป รูป – นาม มีเหตุเป็นแดนเกิด มีปัจจัยให้เกิด บางครั้งรูปเป็นเหตุ นามเป็นผล บางครั้งนามเป็นเหตุ รูปเป็นผล เช่น จิตที่คิดจะยืนเป็นเหตุ รูปที่ยืนเป็นผล รูปนามต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน และในรูปในนามเองลึกเข้าไปก็มีปัจจัยให้รูปนั้น นามนั้นทำงานได้ ถ้าเผื่อรูปนามขาด กรรม จิต อุตุ อาหาร ชีวิตก็อยู่ไม่ได้ และยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมายในปัจจัย 24 ญาณนี้จะรู้ต้นสายของเวทนานั้นๆ ว่าเกิดจากเหตุ เช่น กรรม วางจิตถูกเพราะมีปัญญา

........สัมมสนญาณ คือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยจินตาญาณ (นึกได้) โดยแยกเป็น 4 นัย


1. กลาปสัมมสนนัย พิจารณารวมกันทั้งขันธ์ 5 ว่ารูปนามที่เป็น อดีต อนาคต
ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด ประณีต เลว ใกล้ ไกล ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา


2. อัทธาสัมมสนนัย พิจารณารูปนาม ตั้งแต่เป็นเด็กจนถึงปัจจุบันนี้ รูปนามที่เป็นอดีตไม่ได้เป็นรูปนามในปัจจุบัน รูปนามปัจจุบันก็ไม่เป็นรูปนามในอนาคต รูปนามภายในไม่เป็นรูปนามภายนอก รูปนามอดีตก็ดับไปในอดีต รูปนามอนาคตก็จะต้อง
ดับไปในอนาคต รูปนามปัจจุบันก็ดับไปในปัจจุบัน รูปนามปัจจุบันไม่เกิดในภพหน้า มีแต่เหตุปัจจัยสืบต่อกัน ข้อนี้จะลึกซึ้ง เหมือนดวงตราที่ประทับ ย่อมติดอยู่ที่แผ่นกระดาษ ถ้าบล๊อคยังดี ประทับไปก็ดี กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ก็ฉันนั้น


3. สันตติสัมมสนนัย พิจารณาเห็นความสืบต่อของรูปนาม เพราะตอนนี้สันตติยังไม่ขาด แต่จินตาญาณ จะเห็นการเกิดขึ้นแทนความดับ โดยไม่ขาดสายเช่น เดินจากห้องแอร์ออกไปกลางแดด รูปเย็นหายไปรูปร้อนเกิดขึ้น จิตจึงเกิดความเข้าใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีอะไรดับ รูปนามจึงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะการกำหนดต่อเนื่อง ความเข้าใจจากการกำหนดจึงมาอ๋อ อนิจจังอย่างนี้….โดยจินตาญาณ

4. ขณสัมมสนมัย พิจารณาเห็นความเป็นไปของรูปนาม ชั่วขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง เท่านั้นเอง คือ พิจารณาความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของรูปนาม ไม่ว่าจะยืน เดิน ฯลฯ ก็มีรูปนาม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป เช่นนี้ติดต่อกันเรื่อยไป ไม่ว่างเว้น ดังนั้น รูปนาม จึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

การพิจารณารูปนามโดยอุบายทั้ง 4 อย่างนี้ ก็ทำให้รู้ในพระไตรลักษณ์เหมือนกัน ท่านจัดเป็นสัมมสนญาณอย่างแก่ พร้อมเข้าสู่อุทยัพพยญาณอย่างอ่อน (วิสุทธิที่ 5)
สัมมสนญาณนี้ถ้าให้คะแนนก็เป็นเพียง 15 เต็ม 100 แต่ก็นับว่าดีแล้วเพราะเป็นมหากุศล และเป็นของหายาก


...............

ยังมีต่อค่ะ

โดย ทวีพร.....นำมาเสนอ [21 ก.พ. 2546 , 07:13:38 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

.....

อุทยัพพยญาณ คือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดดับของนามรูป โดยภาวนาญาณ (โดยความเป็นจริง)

เมื่อเกิดวิปัสสนูปกิเลส 1 ใน 10 ขึ้น ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดทันที ให้ทำความรู้สึกตัว ในรูป หรือในนามหรือในความรู้สึกตัวที่ปรากฏว่าเป็นรูปหรือเป็นนามรู้ ถ้ากำหนด ครั้ง 2 ครั้ง แล้วหายไปก็แสดงว่า สติ สมาธิ ปัญญาของเราดีขึ้น ก็ดูอารมณ์ต่อไป จนข้ามอุปสรรคนั้นมาสู่อุทยัพพยญาณ คือเห็นเกิดดับ ชัด ถึงจะเรียกว่าได้ถึง 50 % จนอำนาจของอุทยัพพยญาณ มีความตึงตัว กระชับเข้าไปในรูปนั้น นามนั้น จนสามารถตั้งมั่นในรูปนามได้ (รูปปรมัตถ์) กำหนดสะดวก จนอำนาจนี้มีปรีชาญาณ ถึงภังคญาณ


ภังคญาณ คือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนามฝ่ายเดียว ปฏิเสธการเกิด คือ เห็นเฉพาะความดับของรูปนามอย่างเดียว ปรากฏชัดแจ้ง ไม่เลือนลางเหมือนกับไม่ได้กำหนดอะไร แต่ความดับมาปรากฏชัด แม้แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่มีมาก็ต้องดับไปเช่นนี้ ไม่มีความเกิด ไม่มีนิมิตสัณฐาน เมื่อไม่มีสัณฐานที่ตั้ง จิตที่รู้นั้นก็ดับไปด้วย

ภังคญาณนี้ จิตก็ดับไปด้วยตลอด เช่น มีแก้วมาตั้ง ก็เห็นแก้ว เมื่อแก้วไม่มีจิตที่เห็นแก้วก็ไม่มี ดับไปเป็นคู่ๆ คือ อารมณ์กับจิต ดับลงพร้อมๆ กัน ทุกๆ ครั้งที่กำหนดนี่แหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแท้จริงโผล่หน้ามาแล้ว ถ้าจิตที่กำหนดรู้ของโยคาวจรยังไม่ดับไปเช่นนี้ ก็ยังไม่สามารถคลายความยึดมั่นในความเป็นตัวตนเราเขา เพราะเรายังดูอยู่ แต่ขณะนี้ดับลงไปหมด ทุกครั้งที่กำหนด จึงนับว่าเป็นการถูกต้องตามหลัก ไม่มีคน สัตว์ มารู้ เพราะทุกอย่างฉิบหายหมดเป็นภังคญาณ เมื่อแก่กล้าขึ้นย่อมมีอานิสงส์ 8 ประการ คือ



1) ภาวทิฏฐิปหานัง ละสัสสตทิฏฐิได้ คือ ละความเห็นว่ารูปนามเป็นของเที่ยง

2) ชีวิตนิกันติปริจาโค ทอดอาลัยในชีวิตแล้ว หมายถึงว่า ยอมสละชีวิตได้แล้ว บูชาพระรัตนตรัย มีศรัทธาแรงกล้า เห็นว่าชีวิตไม่สำคัญแล้ว แต่หน้าที่ที่ชอบธรรมสำคัญกว่า

3) สัทธายุตปยุตโต ขยันหมั่นเพียรเจริญภาวนามยปัญญาไม่หยุดยั้ง เห็นแล้วก็ดู
อีกไม่เบื่อหน่าย

4) วิสุทธาชีวิตา มีอาชีพบริสุทธิ์ มีความเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ ครองชีพด้วยสุจริต
ธรรม ไม่อิจฉา ไม่ชั่วแล้วทั้ง 3 ทวาร ชีวิตของผู้ที่ได้ตรงนี้ห่างไกลจากความอิจฉาริษยาแล้ว ห่างไกลจากความประพฤติชั่วทางไตรทวารแล้ว เข้าเขตศีลคุ้มครองแล้ว ปกตินักปฏิบัติต้องคุ้มครองตัวเองด้วยศีล แต่เมื่อได้ญาณนี้ ศีลมาคุ้มครองแล้ว

5) อุสสุกกัมปหานะ ละความห่วงใยในกิจน้อยใหญ่ เพราะความสังเวชมีแก่
กล้าในจิต สังเวคธรรม 8 ประการ ปรากฏแก่จิตใจ ให้สลดในวัฏฏะสงสาร (เกิด แก่ เจ็บ ตาย นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) เกิดความทอดอาลัยว่า เหล่านี้น่ากลัว ซึ่งเท่ากับเริ่มดึงประตูอบายแล้ว

6) วิคตภยา ปราศจากภัย คือเป็นผู้หมดภัย คือเป็นผู้ไม่มีเยื่อใยในตน จิตนั้นต้องการจะ
หลุดพ้นจากภัยทั้งปวง อะไรที่เป็นภัยในวัฏฏะ ไม่ต้องการแล้ว

7) ขันติโสรัจจะ ปฏิลาโภ มีความอดทนชนิดเยี่ยมๆ สงบเสงี่ยม มีสัมมาคารวะ
สุภาพ เรียบร้อย เป็นนิสัย

อรติรติสหนตา อดทนต่อความไม่ยินดีในเสนาสนะอันสงัด และสามารถ ครอบงำ
ความยินดีในกามคุณ มีจิตยินดีในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาแล้ว


เมื่ออานิสงส์บริบูรณ์แล้ว ผู้เป็นโยคาวจรมีความเพียรเพ่งดู กำหนดอารมณ์เฉพาะหน้า ก็ก้าวสู่ภยญาณ

......

ยังมีต่อค่ะ

โดย ทวีพร.....นำมาเสนอ [21 ก.พ. 2546 , 07:18:08 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 2

......

........ภยญาณ แปลว่า ปัญญาที่พิจารณาเห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว อารมณ์ที่กำหนดกับจิตที่รู้นั้น ทันกัน(ทุกวันนี้เราเหมือนดูตาม รูปนามเป็นอารมณ์ จิตเป็นตัวรู้) ติดกัน หายไปพร้อมกัน คือเกิดเกิดด้วย อยู่อยู่ด้วย ดับดับด้วย ทั้งอุปาทะ ฐีติ ภังคะ ทันทุกขณะ แล้วมันจะเหลืออะไร ไม่เหลือ ไม่เหลือให้เกิดกามวิตก ไม่มี จะมีความหวาดกลัวในจิตใจ แต่ไม่ใช่กลัวผี กลัวจน หรือกลัวไม่มี มีความหวาดหวั่นขึ้นมาเพราะเห็นแต่ความหมดไปๆ เห็นรูปนามหายไป ดับไป สูญสิ้นไป

การเห็นเช่นนี้จึงเป็นของน่ากลัวสำหรับผู้ที่เห็น ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน อารมณ์เช่นนั้นก็ดับ การกำหนดก็ดับ ทันกัน ติดกัน ดับพร้อมกัน ทุกอิริยาบถน้อยใหญ่ ทุกรูปและทุกนาม ความสลดแห้งใจที่เคยมี ดื่มด่ำรสพระธรรมเข้าไป เคยแห้งใจเพราะไม่ได้ดังใจ รสพระธรรมเข้าไปรักษาบำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่นไปด้วยธรรมโอสถ


ถ้าไปนึกถึงญาติมิตร ร้องไห้ น้ำตาร่วง เพราะญาติมิตรจมปลักอยู่ในมูตรคูถ จึงสงสาร สังเวคะมาให้รู้สึกว่า เขายังต้องไปอย่างนี้อยู่ แต่เรากำลังดึงประตูปิดแล้ว ช่วยไม่ได้ อยากจะช่วยก็ช่วยไม่ได้ บางคนปฏิบัติถึงญาณนี้ มีความกลัวเพราะทุกอย่างดับหมด แต่ความกลัวนี้ไม่เหมือนความกลัวในสมาธิ ในสมาธิจะเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น เช่น เปรต อสุรกาย แล้วขวัญเสีย ทำให้สติฟั่นเฟือน แต่การเห็นในภยญาณนี้ ไม่ว่าจะมองเห็นอะไร กบ เขียด วัว ควาย ความกลัวมีหมด เพราะเหล่านั้นไม่มีเลย รูป – นาม เรายังไม่มีเลย ไม่อยากจะลืมตาไปเห็นอะไรเพราะทุกอย่างที่เห็นเป็นของจอมปลอม เป็นปรากฏการณ์เพียงชั่วครู ชั่ววูบ เท่านั้นเอง จะเอื้อมไปแตะอะไร ก็ไม่กล้าเพราะไม่มี ความรู้สึกสะเทือนใจมันปรากฏอยู่ บางครั้งตักน้ำอยู่ ชะงัก เพราะความรู้สึกไม่ใช่เห็นตุ่มหาย แต่ความรู้ทุกอย่าง มันหายนะอย่างนั้นมีอยู่ สัณฐานรูปพรรณไม่มีเหลือเลย

ชีวิตนั้นจึงเหมือนยืนอยู่กลางอวกาศ ไม่มีแรงดึงดูดคือกามต่างๆ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เคว้งคว้าง อ้างว้าง เดียวดาย ไร้แก่นสาร ปรากฏขึ้นแก่จิตอย่างชัดเจน เพราะเมื่อก่อนเคยเห็นรูปนามนี้ดี แต่บัดนี้กลับเห็นถูกแล้วว่า รูปนามนี้ไม่มีแก่นสารใดเลย จึงไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลิน ไม่สนุก ไม่สนานแล้ว เพียงอารมณ์ที่ปรากฏพิจารณาเห็นว่าน่ากลัว เกิดอาการกลัวต่อความเป็นไปของรูปนามอย่างประหลาด ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ได้เหตุผลกับตนเอง อธิบายให้ผู้อื่นฟังไม่ได้เป็นปัจจตัง เพราะเหตุแห่งการได้ภังคญาณ อานิสงส์สู่ภยญาณเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนบุรุษผู้หลงทางเข้าไปในป่าลึก ไปพบสัตว์ เช่น เสือ อสรพิษต่างๆ ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า สะดุ้งตกใจ จึงเป็นของธรรมดา


มีการละความเป็นตัวตน เพราะกำหนดลงไปที่ใดก็เกิดความแตกดับให้เห็น จิตเกิดขึ้นก็ดับตามไป หทยวัตถุที่เป็นที่ตั้งของจิตปานจะแตก รูปทุกอย่างก็แตกเพราะ เกิดมา เรามีความรักตัวกลัวตายมาแต่กำเนิด (เห็นว่าผู้เขลาเท่านั้น ที่ยินดีในชีวิต) แต่ใครจะกลัวตายมากน้อยอยู่ที่แต่ละคน คนกลัวตายมาก เมื่อถึงญาณนี้ก็จะกลัวมาก ใครสะสมบารมีกลัวตายน้อย เมื่อถึงญาณนี้ก็กลัวเหมือนกัน แต่ปรากฏน้อย บางท่านเป็นหลายวันที่ปรากฏความดับต่อๆ กันให้เห็นให้กลัว บางท่านอาจแค่ 10 นาที แล้วเข้าสู่ อาทีนวญาณ


อุปมาที่ 1 ความกลัวนี้เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งมีบุตร 3 คน แล้วตนเป็นกบฏต่อพระราชา พระราชาลงอาญาให้ตัดศีรษะบุตรทั้งสาม แม่พาลูกไปสู่ที่ฆ่า พอเห็นเพชฌฆาตตัดหัวลูกคนที่ 1 แล้วมาตัดคนที่ 2 หัวขาด พอจะมาตัดคนที่สาม จึงทอดอาลัยแล้วว่าคนที่สามก็ต้องเป็นเช่นนี้แหละ เพราะมันมีตัวอย่างแล้ว

อุปมาที่ 2 เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งมีลูก 10 คน ตายไปแล้ว 9 คน ตายคามือ 1 คน อีกคนที่อยู่ในท้อง เห็นลูกตายคามือไปแล้ว 1 คนด้วย จึงทอดอาลัยลูกในท้องว่า ลูกคนนี้ก็จะต้องเหมือนคนที่ 10 นั่นแหละ ตายคามือต่อหน้าต่อตา การเห็นความดับของรูปนามในอดีตของผู้ปฏิบัติ ก็เหมือนกับการระลึกถึงความตายของลูกชาย 9 คนของหญิงคนเดียว การเห็นความดับของรูปนามในอนาคตที่อยู่ในท้อง ทอดอาลัยคนอยู่ในท้อง ชีวิตที่มีอยู่ต่อไปในอนาคตก็เช่นเดียวกัน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรน่ายินดี

อุปมาที่ 3 เหมือนบุรุษมีตาดี มองเห็นถ่านเพลิง 3 หลุม ที่อยู่ประตูเมือง ย่อมไม่กลัว แต่ครุ่นคิดว่าถ้าผู้ใดตกไป จะได้รับทุกข์มิใช่น้อย

อุปมาที่ 4 เหมือนบุรุษตาดี มองเห็นหลาว 3 เล่ม ปักเรียงกันอยู่ ไม้ตะเคียน คมแหลม ยาว 1 หลาวเหล็กแหลม 1 หลาวทองหลางคม อีก 1 ปักไว้ ย่อมไม่กลัว แต่ครุ่นคิดรู้อยู่ว่าถ้าผู้ใดไปถูก 1 ในนี้เข้าทิ่ม จะได้รับทุกขเวทนาไม่น้อยเลย หลาวที่ 1 กามภูมิ หลาวที่ 2 รูปภูมิ หลาวที่ 3 อรูปภูมิ 3 ภูมินี้น่ากลัวยิ่งนัก เหลือโลกุตตรภูมิ 1 เดียวเท่านั้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า รูปนาม ใน 31 ภูมิ ย่อมมีความเกิดดับ มีภัยเฉพาะหน้าเป็นของน่ากลัว

เมื่อพิจารณาเห็นอนิจจัง รูปนามที่โลกสมมติว่าเป็นสุขก็ปรากฏเป็นทุกข์เป็นของน่ากลัว เพราะถูกบีบคั้นอยู่เนืองนิตย์ เมื่อสภาพอนัตตาปรากฏ รูปนามก็เป็นของว่าง เป็นสูญญัง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีหัวหน้า เหมือนเป็นบ้านร้าง พยับแดด น่ากลัว ญาณนี้จึงชื่อว่า ภยตูปัฏฐานญาณ อำนาจญาณปัญญาได้เลี้ยงโยคาวจรนั้นด้วยความจริง จนปรากฏอาทีนวญาณ


......

โดย ทวีพร.....นำมาเสนอ [21 ก.พ. 2546 , 07:23:53 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ทวีพร
ที่กรุณาให้โอกาสน้องกิ๊ฟได้ทบทวนเรื่องญาณ ...ที่ได้เรียนไปแล้ว พอมาได้อ่านอย่างนี้ก็ทำให้นึกถึงบรรยากาศในห้องเรียนขึ้นมาทันที ...รู้สึกว่าเป็นผู้ที่โชคดีค่ะที่ทั้งได้เรียนโดยตรงและได้อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง...

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.พ. 2546 , 16:27:15 น.] ( IP = 202.183.228.70 : : 203.170.159.209 )


  สลักธรรม 4

ขอบพระคุณอาจารย์ทวีพรมากค่ะ
กำลังติดตามเรื่องนี้อยู่พอดี แหมดีใจค่ะที่ได้มาอ่านทบทวนอีก และคงยังต้องทบทวนอีกหลายๆครั้ง เรื่องนี้สนใจมากค่ะ

โดย หมออุ๊ [21 ก.พ. 2546 , 22:00:53 น.] ( IP = 203.113.39.12 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณค่ะ
ที่นำธรรมะเรื่องญาณ ๑๖ มาลงกระทู้ ทำให้ได้มีโอกาสทบทวนอีกค่ะ

โดย เซิ่น [23 ก.พ. 2546 , 22:14:15 น.] ( IP = 202.183.228.70 : : 203.170.148.198 )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนากับน้องทวีพรค่ะ
มาอ่านด้วยความตั้งใจค่ะ ได้ความละเอียดลึกซึ้งของความรู้สึกในญาณต่างๆมากค่ะ
ปัญญาญาณที่เกิดขึ้นแต่ละญาณล้วนมีความหมาย และเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ถ้าได้เกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว ก็เป็นรางวัลที่คุ้มค่า สมกับความเพียรในสติปัฏฐาน๔ และปัญญา ที่ได้อบรมไว้นะคะ

ยังมีต่ออีกใช่ไหมคะ จะคอยติดตามค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย ธัญธร [24 ก.พ. 2546 , 22:15:11 น.] ( IP = 203.113.71.169 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org