
"เอาอีกแล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทะเลาะกันอีกแล้ว" ...เด็กมันพูดกันอย่างอิดหนาระอาใจ แต่อีกคนหนึ่งพูดว่า...
"อย่างนี้เขาไม่เรียกทะเลาะกันหรอก...ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราเขากัดกันฟัดกันอีกแล้วต่างหาก...
" แล้วเด็กทั้งสองคนก็ ถอนหายใจพร้อมกันด้วยความอิดหนาระอาใจ...
"เฮ้อ...เบื่อประเทศไทย เพราะพวกผู้ใหญ่ชอบทะเลาะกัน มิน่าล่ะ...เด็กวัยรุ่นจึงต้องเสพยาคลายเครียดส่วนเด็กผู้ชายก็ไม่มีโอกาสใช้ปากจึงหันมาด่ากันบนกำแพง ตีรันฟันแทงกันยกสถาบัน..."
การเป็นผู้นำในบรรยากาศแบบไทยๆ นี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะข้าราชการไทยคนไทยมีกรอบคือ การยินยอมต่อผู้มีอำนาจ
การเคารพนับถือผู้ที่มีอายุมากกว่าตนและยิ่งใหญ่เสมอ เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่หรือผู้ยิ่งใหญ่นั้นได้กำหนดกรอบของตนเอง อย่างไร
การเป็นผู้นำประเทศชาตินั้นแม้เก่งอย่างไร ก็อาจจะไปไม่รอดถ้าขาดบุคลิกและการจำลองแบบผู้นำที่ดีเอามาใช้ ซึ่งอยากจะเสนอสัก 4 ท่าน คือ
กว้างขวางอย่าง ฯพณฯ อานันท์
มีอารมณ์ขันอย่าง ฯพณฯ คึกฤทธิ์
มีความสุจริตอย่าง ฯพณฯ สัญญา
สำรวมวาจาอย่าง ฯพณฯ เปรม
การเป็นนักบริหารหรือผู้นำทีหลังย่อมได้เปรียบตรง สามารถวิเคราะห์เหตุแห่งความล้มเหลวและความสำเร็จของอดีต ผู้นำ แล้วเอามาใช้กับของตนเองได้
ข้อเสียของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือ...หูเบา...ปากไว...ใจเสาะ...เปราะบาง สาเหตุก็เพราะเกรง ไปว่าประชาชนจะไม่นิยมถ้าไม่มีการโต้ตอบแบบศอกกลับ ฉายาเรื่องปากของผู้บริหารประเทศชาติของเราจึงออกมา หลายฉายา การปากไวโต้ตอบมิใช่เฉพาะฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้น แม้แต่พวกเดียวกันก็ยังไม่เว้น การหวังว่าจะได้ ร่วมกันบริหารประเทศชาติก็อาจจะไม่เป็นได้ดั่งใจหวังเหมือน ฯพณฯ เปรม ติณสูลานนท์ ที่อยู่ได้ถึงแปดปี
จึงอยากขอฝากภาษิตโบราณเรื่องปากให้ท่องทุกครั้งก่อนพูดว่า
ปากเป็นเอกเลขตั้ง เป็นโท
เพราะพูดดูดดวงมโน แน่นได้
ร้อยรักหักโมโห หาลาภ รวยแฮ
ฤาอาจพูดเพื่อให้ ปากเย้ ฟันเยิน
ผู้บริหาร พูดด้วยปากของตน ต้องให้คนศรัทธา
เขียนด้วยปากกา ต้องให้คนนับถือ
(พระพิพิธธรรมสุนทร)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม