เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔(ต่อ)
[๓๒] พ.๖. อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง?
-พ. เทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ สติก็ย่อมหลงลืมจึงพากันจุติ(ตาย)จากชั้นนั้น ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แลที่สัตว์ผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้(คือเป็นคน) แล้วบวชเป็นบรรพชิตอาศัยความเพียรบรรลุเจโตสมาธิตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าว
อย่างนี้ว่า พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่า
ขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ สติย่อมไม่หลงลืม จึงไม่จุติจาก
ชั้นนั้นเป็นผู้เที่ยง ส่วนพวกเราเหล่า
ขิฑฑาปโทสิกะหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง
นี้เป็นฐานะที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง.
[๓๓]พ. ๗. อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่าง
ไม่เที่ยง?
-พ. เทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร จึงลำบากกาย
ลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แลที่สัตว์ผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ (คือเป็นคน) แล้วบวชเป็นบรรพชิต อาศัยความเพียรบรรลุเจโตสมาธิตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน
นั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่า
มโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เป็นผู้เที่ยง ส่วนพวกเราได้เป็นพวกมโนปโทสิกะ เป็นผู้ไม่เที่ยง
นี้เป็นฐานะที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง.
[๓๔] พ.๘. อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง?
-พ. บางคนในโลกนี้เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิดกล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี
โสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดีนี้ได้
ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ส่วนสิ่งที่
เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง
นี้เป็นฐานะที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง.
จบเอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔
หมายเหตุ
ถามตอบนี้เป็นการย่อมา
การได้อ่านฉบับเต็มจะทำให้เข้าใจความหมายได้ดีกว่านี้มากครับ
ขอบคุณที่สนใจอ่านครับ