มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทรงชนะมาร




ตอนที่ ๑ - ๑๖ อ่านที่นี่ค่ะ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2620


ตอนที่ ๑๗

ทรงชนะมาร

ขณะนั้น พญาวัสวดีมาราธิราช

ได้สดับเสียงเทพเจ้าบันลือเสียงสาธุการ ก็ทราบชัดในพระทัยว่า

พระมหาบุรุษจะตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ

ทำลายบ่วงมารที่เราวางขึงรึงรัดไว้ แล้วหลุดพ้นไปได้

ก็น้อยใจ คิดฤษยา เคียดแค้น ป่าวประกาศเรียกพลเสนามารมากกว่ามาก

พร้อมด้วยสรรพาวุธและสรรพวาหนะที่ร้ายแรงเหลือที่จะประมาณเต็มไปในท้องฟ้า


พญาวัสวดีขึ้นช้างพระที่นั่งคีรีเมขล์

นิรมิตมือพันมือ ถืออาวุธพร้อมสรรพ นำกองทัพอันแสนร้าย เหาะมาทางนภาลัยประเทศ

เข้าล้อมเขตบัลลังก์ของพระมหาบุรุษเจ้าไว้อย่างแน่นหนา



ทันใดนั้นเอง

บรรดาเทพเจ้าที่พากันมาห้อมล้อมถวายสักการะบูชาสาธุการพระมหาบุรุษอยู่

เมื่อได้เห็นพญามารยกพหลพลมารมาเป็นอันมาก

ต่างมีความตกใจกลัวอกสั่นขวัญหาย พากันหนีไปยังขอบจักรวาฬ

ทิ้งพระมหาบุรุษเจ้าให้ต่อสู้พญามารแต่พระองค์เดียว


เมื่อพระมหาบุรุษไม่ทรงแลเห็นผู้ใด ใครที่ไหนจะช่วยได้

ก็ทรงระลึกถึงบารมีธรรมทั้ง ๓๐ ประการ ซึ่งเป็นดุจทหารที่แก่นกล้า มีศัตราวุธครบครัน

สามารถผจญกับหมู่มาร ขับไล่ให้ปราชัยหนีไปให้สิ้นเชิงได้ และพร้อมกันมารับอาสาอยู่พร้อมมูลเช่นนั้น

ก็ทรงโสมนัส ประทับนิ่งอยู่ โดยมิได้สะทกสะท้านแต่ประการใด

โดย ดอกแก้ว [9 มี.ค. 2546 , 22:42:48 น.] ( IP = 203.146.239.55 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นพระมหาบุรุษประทับนั่งนิ่ง

มิได้หวั่นไหวแต่ประการใดก็พิโรธร้องประกาศก้อง

ให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดฤทธิ์

บรรดาสรรพาวุธศัตรายาพิษที่พุ่งซัดไป ก็กลับกลายเป็นบุบผามาลัยบูชาพระมหาบุรุษจนสิ้น


ครั้งนั้นพญามารตรัสแก่พระมหาบุรุษด้วยสันดานพาลว่า


“ ดูกรสิทธัตถะ บัลลังก์แก้วนี้ เกิดเพื่อบุญเรา เป็นของสำหรับเรา

ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่สมควรจะนั่ง จงลุกไปเสียโดยเร็ว "



พระมหาบุรุษหน่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ตรัสตอบว่า

“ ดูกรพญามาร บัลลังก์แก้วนี้ เกิดขึ้นด้วยบุญของอาตมา

ที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสังไขยยกัปป์ จะนับจะประมาณมิได้

ดังนั้น อาตมาผู้เดียวเท่านั้น สมควรจะนั่ง ผู้อื่นไม่สมควรเลย ”

โดย ดอกแก้ว [9 มี.ค. 2546 , 22:47:15 น.] ( IP = 203.146.239.55 : : )


  สลักธรรม 2


พญามารก็คัดค้านว่า

ที่พระมหาบุรุษรับสั่งมานั้น ไม่เป็นความจริง ให้พระองค์หาพยานมายืนยันว่า

พระองค์ได้บำเพ็ญกุศลมาจริง ให้ประจักษ์เป็นสักขีพยานในที่นี้

เมื่อพระมหาบุรุษไม่เห็นผู้อื่นใด ใครจะกล้ามาเป็นพยานยืนยันในที่นี้ได้

จึงตรัสเรียกนางวสุนธรา เจ้าแห่งธรณีว่า


“ ดูกร วสุนธรา

นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของอาตมาในกาลบัดนี้ด้วยเถิด ”



ลำดับนั้น วสุนธรา เจ้าแม่ธรณี

ก็ชำแรกแทรกพื้นปฐพีขึ้นมาปรากฏกาย

ทำอัญชลีถวายอภิวาทพระมหาบุรุษเจ้าแล้ว ประกาศให้พญามารทราบว่า

พระมหาบุรุษ เมื่อเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า

ได้บำเพ็ญบุญมามากมายตลอดกาล เหลือที่จะนับจะประมาณได้

แต่น้ำตรวจที่ข้าพเจ้าเอามวยผมรองรับไว้บนเศียรเกล้า

ก็มีมากพอจะถือไว้เป็นหลักฐานวินิจฉัยได้

นางวสุนธรากล่าวแล้วก็ประจงหัตถ์อันงามปล่อยมวยผม

บีบน้ำตรวจที่สะสมไว้ในอเนกชาติให้ไหลหลั่งออกมาเป็นทะเลหลวง

กระแสน้ำบ่าออกท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย

กำลังน้ำได้ทุ่มซัดพัดช้างนาฬาคีรีเมขล์ให้ถอยร่นลงไปติดขอบจักรวาฬ



ครั้งนั้น พญามารตกตลึงเห็นเป็นอัศจรรย์

ด้วยมิได้เคยเห็นมาแต่กาลก่อน ก็ประนมหัตถ์ถวายนมัสการ

ยอมปราชัยพ่ายแพ้บุญบารมีของพระมหาบุรุษ แล้วก็อันตรธานหนีไปจากที่นั้น


เมื่อพระมหาบุรุษทรงกำจัดมารและเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี

ตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันที่พระอาทิตย์จะอัศดงคต

ก็ทรงเบิกบานพระทัย ได้ปิติเป็นกำลังภายในสนับสนุน

เพิ่มพูนแรงปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ยิ่งขึ้น

ดังนั้น พระมหาบุรุษจึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลา

ทรงเจริญสมาธิภาวนา ทำจิตให้แน่วแน่ ปราศจากอุปกิเลส จนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ

ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตฌาน ซึ่งเป็นส่วนรูปสมาบัติ

เป็นลำดับ จนถึงอรูปสมาบัติ ๔ บริบูรณ์


โดย ดอกแก้ว [9 มี.ค. 2546 , 22:49:23 น.] ( IP = 203.146.239.55 : : )


  สลักธรรม 3

ขนาดพระพุทธเจ้านี้บำเพ็ญมา 4 อสงไขย ยังขนาดนี้เลย

ถ้า

พระพุทธเจ้าแบบวิริยธิกะ บำเพ็ญมา 16 อสงไขย นี่จะขนาดไหน

ไม่อยากจะคิดเลย

โดย JaY [10 มี.ค. 2546 , 03:32:02 น.] ( IP = 161.200.255.161 : : )


  สลักธรรม 4


ต่อจากนั้น

ก็ทรงเจริญฌาน อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้ง ๓ ประการ

ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้น คือ


ในปฐมยาม


ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ

สามารถระลึกชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้


ในมัชฌิมยาม


ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ

บางแห่งเรียกว่า ทิพพจักษุ สามารถหยั่งรู้การเกิดการตาย

ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด


ในปัจฉิมยาม


ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ

ทรงปรีชาสามารถทำอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วยพระปัญญา

พิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม

ก็ทรงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลาปัจจุบันสมัย รุ่งอรุโณทัย

ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ อย่างที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อนตลอดกาล

ถึงกับทรงอุทานเย้ยตัณหา อันเป็นตัวการณ์ก่อให้เกิดสังสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์แต่เอนกชาติได้ว่า


"อเนกชาติ สํสารํ เป็นอาทิ


ความว่า


นับแต่ตถาคตท่องเทียว สืบเสาะหาตัวนายช่างผู้กระทำเรือน

คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พบพาน

ดูกรตัณหา นายช่างเรือน

บัดนี้ ตถาคตพบท่านแล้ว

แต่นี้สืบไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว

กลอนเรือน เราก็รื้อออกเสียแล้ว ช่อฟ้า เราก็ทำลายเสียแล้ว

จิตของเราปราศจากสังขาร เครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นเสียแล้ว

ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือมิได้โดยแท้ "

โดย ดอกแก้ว [10 มี.ค. 2546 , 10:28:57 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 5


ขณะนั้น

อัศจรรย์ก็บังเกิดมี พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว

พฤกษาชาติทั้งหลายก็ผลิตดอกออกช่องามตระการตา

เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการ โปรยปรายบุบผามาลัยทำการสักการะบูชา

เปล่งวาจาว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก


ด้วยปีติยินดี เป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีในกาลก่อน



เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว

ก็ทรงประทับเสวยวิมุติสุขบนรัตนบัลลังก์นั้นสิ้น ๗ วัน

ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว จึงเสด็จลงจากรัตนบัลลังก์ ไปประทับอยู่ในทิศอิสานแห่งไม้มหาโพธิ์

จ้องพระเนตรดูไม้มหาโพธิ์ถึง ๗ วัน สถานที่นั้นเรียกว่า “ อนิมิสเจดีย์ ์”

ต่อจากนั้น ทรงนิมิตรัตนจงกรมเจดีย์

เสด็จจงกรมในทิศอุดรแห่งไม้มหาโพธิ์ และทรงจงกรมอยู่ที่นี้อีก ๗ วัน

ต่อจากนั้นก็เสด็จไปประทับนั่งยังรัตนะฆระเจดีย์ เรือนแก้ว ในทิศปัจจิม หรือทิศพายัพ

แห่งไม้มหาโพธิ์ ซึ่งเทพยดานิมิตถวาย ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎกตลอด ๗ วัน

ต่อจากนั้น จึงเสด็จไปประทับยังร่มไทร

ซึ่งเป็นที่อาศัยพักร่มของคนเลี้ยงแพะ อันมีนามว่า อชปาลนิโครธ




โดย ดอกแก้ว [10 มี.ค. 2546 , 10:31:45 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 6

รัตนะฆระเจดีย์

โดย เซิ่น [10 มี.ค. 2546 , 23:24:46 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.146.46 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org