มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คบบัณฑิต (๑)




ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา (การคบบัณฑิต)



ปณฺฑิตานญจ เสวนา ความว่า การที่คบหาสมาคม ไปมาหาสู่นักปราชญ์ชาติกวี จัดเป็นมงคลความเจริญสุขสวัสดิ์ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ด้วยนักปราชญ์ชาติเมธา ย่อมแสวงหาประโยชน์ ๒ ประการ คือประโยชน์ชาตินี้และประโยชน์ชาติหน้า ผู้ใดไปคบหาแล้วย่อมจะชักพาให้ทำดี คือทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น และให้ประพฤติตนอยู่ในสุจริตทั้ง ๓ คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑


กายสุจริตมี ๓ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ลักทรัพย์ ๑ ไม่ล่วงประเวณีในสตรีที่เขาหวง ๑


วจีสุจริตมี ๔ คือ ไม่พูดปดผู้อื่น ๑ ไม่พูดส่อเสียดยุยงผู้อื่น ๑ ไม่พูดหยาบด่าชาติเป็นต้น ๑ ไม่พูดจาคำที่ไม่มีประโยชน์ ๑


มโนสุจริตมี ๓ คือ ไม่โลภคิดลักของผู้อื่น ๑ ไม่พยาบาทอาฆาตผูกเวร ๑ ไม่เห็นผิดจากพุทธศาสนา ๑


ความว่านักปราชญ์นั้นเปรียบเหมือนของที่มีกลิ่นหอม ถ้าบุคคลใดคบหาก็พาให้มีกลิ่นหอมฟุ้งไป คือความประพฤติกาย วาจา ใจ เป็นสุจริต คนพาลนั้นเปรียบเหมือนของมีกลิ่นเหม็น ถ้าผู้ใดคบหาก็พาให้เหม็นด้วยความประพฤติชั่วทางกาย วาจา จิต การทุจริตย่อมเนื่องมาแต่คนพาล

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:03:43 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เรื่องลูกนกแขกเต้า



ได้ยินมาแต่กาลล่วงแล้วว่า ยังมีสกุณโปดกนกแขกเต้าสองตัวพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน อาศัยอยู่ในป่าไม้งิ้วแทบข้างแห่งเขา ข้างเหนือลมมีบ้านโจร ๕๐๐ ข้างใต้ลมมีอาศรมฤาษีอยู่ ๕๐๐ ในกาลเมื่อลูกนกแขกเต้าทั้งสองมีขนปีกยังอ่อน เกิดลมพายุใหญ่พัดมาพาเรือนรังลูกนกทั้งสองถอยไปในอากาศ ลูกนกตัวหนึ่งไปตกในหมู่โจร โจรเลี้ยงไว้ให้ชื่อว่าเจ้าสัตติคุมพะ เพราะตกอยู่ในระหว่างกองอาวุธ ลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งไปตกอยู่ในหมู่ฤาษี ฤาษีเลี้ยงไว้ให้ชื่อว่าเจ้าปุปผกะ เพราะตกอยู่ระหว่างกองดอกไม้ ลูกนกที่ตกอยู่กับโจรก็เจริญขึ้นในหมู่โจร โจรสั่งสอนในทางพาล ลูกนกที่ตกอยู่กับฤาษีก็เจริญขึ้นในหมู่ฤาษี ฤาษีก็สั่งสอนในทางนักปราชญ์


ครั้นกาลล่วงมา ยังมีพระมหากษัตริย์ครองราชสมบัติ อยู่ในเมืองปัญจาลราษฏร์ เสด็จออกเที่ยวประพาสยิงเนื้อในป่า จึงรับสั่งแก่หมู่เสนาข้าราชการว่าเนื้อหนีออกไปด้านหน้าใคร จะปรับไหมแก่ผู้นั้น รับสั่งให้ล้อมซึ่งพุ่มป่า ครั้งนั้น ยังมีเนื้อทรายตัวหนึ่งแลเห็นเสนาเข้าล้อมก็ตกใจวิ่งออกมาตรงหน้าพระมหากษัตริย์ พระองค์ก็ขัดพระทัยเสด็จขึ้นสู่รถกับนายสารถี ขับไล่เพื่อจะจับมฤคีในป่าใหญ่ ครั้นเนื้อทรายหายไป จึงกลับมาหยุดสรงคงคงเสวยวารีที่ลำธารใกล้บ้านพวกโจร แล้วก็บรรทมใต้ร่มสาขา


ครั้งนั้น โจรทั้งหลายไปเที่ยวป่า ยังอยู่แต่นกแขกเต้ากับพ่อครัว นกแขกเต้าจึงบินออกจากบ้านเห็นพระยาทรงเครื่องประดับบรรทมหลับอยู่ นกจึงบินกลับบ้านบอกแก่พ่อครัวว่า บุรุษหนึ่งมีเครื่องประดับมานอนหลับอยู่ เราฆ่าให้ตายแล้วเปลื้องเอาเครื่องประดับจับสองเท้าลากไปทิ้งเสียในที่ไกล

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:10:51 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 2


พระยานั้นตื่นขึ้นได้ยินนกพูดกับพ่อครัวก็มีความกลัวแก่อันตราย รีบเสด็จขึ้นสู่รถกับนายสารถี หนีมาก็ถึงอาศรมศาลาแห่งฤาษีทั้งหลาย วันนั้น พระดาบสทั้งหลายไปเที่ยวป่าหาผลไม้ อยู่แต่นกแขกเต้า เห็นพระมหากษัตริย์เสด็จมา จึงมีวาจาปฏิสันถารการต้อนรับว่า มหาราช ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระยาผู้ประเสริฐ พระองค์เสด็จมาครั้งนี้ดีนักหนา เชิญพระองค์เสด็จสู่อาศรม ทรงประทับพักพระกายให้สบายอารมณ์แล้วจึงค่อยเสด็จต่อไปในเบื้องหน้า


พระยาได้ฟังวาจานกแขกเต้ากล่าวดังนั้น ก็มีพระทัยโสมนัสหรรษา ทรงสรรเสริญนกแขกเต้าที่อยู่กับพระฤาษีมีประการต่างๆ ตรัสติเตียนนกแขกเต้าที่อยู่กับโจรเป็นอันมาก


นกแขกเต้าได้ฟังพระยากล่าวสรรเสริญและนินทาครั้งนั้น จึงกราบทูลว่าพระราชาผู้ประเสริฐ นกแขกเต้าที่อยู่กับโจรนั้นเป็นพี่น้องท้องเดียวกับข้าพเจ้า แต่ไปยู่ในหมู่โจร โจรก็สั่งสอนด้วยทางพาล นกนั้นก็เป็นพาลใจบาปหยาบช้า ตัวข้าพเจ้ามาตกอยู่ในหมู่ฤาษี ฤาษีก็สั่งสอนด้วยทางนักปราชญ์ ข้าพเจ้าก็เป็นนักปราชญ์ฉลาดในทางธรรม


ดูกรพระยาผู้ประเสริฐ บุคคลใดคบหาสมาคมด้วยนักปราชญ์แล้วก็จะเป็นนักปราชญ์ด้วย บุคคลใดคบหาสมาคมคนพาลแล้วก็จะเป็นพาล อาจารย์เป็นพาลแล้วศิษย์ก็เป็นพาล คนพาลเปรียบเหมือนยาพิษ บุคคลใดบริโภคเข้าไปแล้วก็คงจะมัวเมา คนพาลเปรียบเหมือนปลาเน่า เอาใบไม้มาห่อก็พาใบไม้ให้เหม็นเช่นปลาเน่า คนพาลพาสันดานให้เป็นบาปหยาบช้า ย่อมชักพาให้ไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ คนพาลย่อมนำมาซึ่งความฉิบหายทั้งชาตินี้และชาติหน้า เมื่อนกแขกเต้ากล่าวซึ่งโทษแห่งคนพาล พระยาปัญจาลราชได้ฟังก็เลื่อมใส สรรเสริญด้วยคำมีประการต่างๆ นานา

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:14:03 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 3

ขณะนั้นพระฤาษีทั้งหลายก็กลับมาแต่ป่า พระมหากษัตริย์ก็ถวาย อภิวันทนาแล้วก็พูดจาให้เป็นที่ยินดี พระยาจึงอาราธนาพระฤาษีทั้งหลายให้เข้าไปอยู่ในสวนอุทยาน ฤาษีทั้งหลายก็พากันรับอาราธนา พระยาก็ลาพระดาบสขึ้นสู่รถกลับมายังพระนคร รับสั่งให้อภัยแก่นกแขกเต้าทั้งหลายไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเบียดเบียนบีฑา


ครั้งนั้นพระฤาษีทั้งหลายก็พากันมาอยู่ในสวนพระราชอุทยาน พระองค์ก็ทรงถวายปัจจัยทานมีอาหาร เป็นต้น ครั้นพระองค์สิ้นพระชนม์ก็ไปบังเกิดในสวรรค์เสวยสุขตามกุศลวาสนา ดังวิสัชนามาฉะนี้ คบพาลเป็นพาลเหมือนกับนกอยู่กับโจร คบปราชญ์เป็นปราชญ์เหมือนนกอยู่กับฤาษี ใช่จะมีแต่นิทานนี้ก็หาไม่ ยังมีนิทานอื่นต่อไปเป็นหลายเรื่อง

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:18:38 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 4

เรื่องช้างมหิฬามุข



ดังจะได้ฟังมาในกาลที่ล่วงไป ว่ายังมีมงคลหัตถีตัวหนึ่งชื่อว่ามหิฬามุข มีหน้าเหมือนช้างพัง มีรูปงาม เป็นช้างพระที่นั่งของพระยาพรหมทัตต์เจ้าเมืองพาราณสี ช้างนั้นมีกิริยาดีไม่ดุร้ายเบียดเบียนผู้หนึ่งผู้ใด ครั้นล่วงกาลนานมา โจรทั้งหลายพูดกันด้วยวาจาอันเป็นพาลว่าให้ฆ่าประหารเจ้าของบ้านชิงเอาทรัพย์ พบปะใครเดินทางมามีข้าวของแล้ว ก็ฆ่าตีให้ตายจะได้เอาข้าวของมาแจกกัน โจรทั้งหลายมาพูดกันทุกวันๆ ช้างก็สำคัญว่าสั่งสอน ช้างที่มีใจอ่อนก็แกล้วกล้าฆ่าหมอควาญประหารผู้อื่นให้ตาย มีจิตดุร้ายหยาบคายยิ่งหนักหนา พระราชาจึงรับสั่งให้พระโพธิสัตว์ไปพิจารณาว่าช้างของเราไม่เคยดุร้ายแต่ก่อนมา บัดนี้ใจแกล้วกล้าฆ่ามนุษย์ให้ถึงซึ่งความตาย


ฝ่ายพระโพธิสัตว์รับพระราชโองการแล้ว ก็ไปสู่โรงช้างอันใจกล้า ถามหาซึ่งเหตุ ก็รู้ว่าโจรทั้งหลายมาประชุมกันพูดจา ช้างนั้นจึงมีใจอันแกล้วกล้าดุร้าย พระโพธิสัตว์เมื่อรู้ชัดจึงไปทูลแก่พระมหากษัตริย์ให้ทรงทราบ ว่าช้างนั้นดุร้ายด้วยสัญญาในโจรกถา ถ้าให้สมณพราหมณาไปกล่าวธรรมสากัจฉา พระยาช้างก็จะหายดุร้ายกลายเป็นช้างดี


พระยาได้ทรงฟังจึงมีรับสั่งให้กระทำเหมือนดังนั้นทุกประการ สมณพราหมณาจารย์ก็พากันไปกล่าวธรรมสากัจฉา พระยาช้างได้ฟังธรรมเทศนา ก็เสื่อมจากความดุร้ายกลายเป็นช้างดี นิทานนี้มีมาในชาดก.

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:23:28 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 5

เรื่องม้าพระยาโสมราช



ยังมีนิทานอีกเรื่องหนึ่ง ดังได้ฟังมาว่าแต่กาลก่อน ยังมีพระยาองค์หนึ่งชื่อว่าโสมราชอยู่ในเมืองพาราณสี ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพราหมณ์ปุโรหิต ได้สั่งสอนอรรถและธรรมแก่พระยาโสมราช ครั้งนั้น ยังมีม้าพระที่นั่งตัวหนึ่ง ชื่อว่า ปัณฑวะ นายคิริทัตต์เป็นคนกระจอกเดินกระโหยกเป็นผู้เลี้ยง ม้านั้นเห็นนายคิริทัตต์จูงเดินกระโหยกไปข้างหน้า ก็สำคัญสัญญาว่าสอนให้ตัวเดินดังนั้น ม้าก็เดินกระโหยกเหมือนนายคิริทัตต์ พระมหากษัตริย์ทรงทราบเหตุจึงให้แพทย์หมอไปพิจารณาว่าจะเป็นโรคโรคาปรการใด แพทย์หมอทั้งหลายพากันไปพิจารณาก็ไม่เห็นมีโรคโรคาประการใด จึงกลับมาทูลแก่พระมหากษัตริย์ พระองค์ก็ทรงตรัสให้พระโพธิสัตว์ไปพิจารณา


พระโพธิสัตว์ไปดูก็รู้ว่าม้านี้เดินตามคนเลี้ยง จึงกลับมากราบทูลให้พระมหากษัตริย์จัดหาคนเลี้ยงที่ดีๆ เป็นปกติมาเลี้ยงม้า ยกคนเก่าออกเสีย ม้าพระที่นั่งได้คนเลี้ยงมาใหม่ก็เดินหายกระโหยกไม่พิการ ควรเป็นม้าอาชาชาญที่ทรงขององค์พระมหากษัตริย์ นิทานนี้มีมาจากชาดก.

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:25:43 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 6

เรื่องมะม่วงพระยาทธิวาหนะ



ในอดีตกาล ยังมีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่าพระยาทธิวาหนะ อยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นครูปุโรหิตสั่งสอนซึ่งอรรถธรรมแก่พระมหากษัตริย์ อยู่มาวันหนึ่งพระราชาให้ราชบุรุษขึงข่ายด้านเหนือด้านใต้ เพื่อจะกันอันตรายต่างๆ ครั้นราชบุรุษ ขึงข่ายสำเร็จแล้ว พระองค์ก็พานักสนมทั้งหลายเล่นน้ำ


ยังมีมะม่วงสุกผลหนึ่งเป็นของบริโภคแห่งเทพยดา หล่นลอยมาตามกระแสน้ำ มาติดอยู่ที่ข่ายด้านข้างเหนือ ครั้นพระมหากษัตริย์กับพระสนมขึ้นจากน้ำแล้ว ราชบุรุษก็เลิกข่ายได้มะม่วงผลหนึ่งสุกหอมงดงามดูประหลาด บุรุษผู้นั้นนำไปถวายพระมหากษัตริย์ พระองค์ก็ทรงเสวยอร่อยมีรสหวาน จึงรับสั่งให้นายอุทยานนำเมล็ดไปปลูกไว้ให้รดน้ำด้วยน้ำนม เมล็ดมะม่วงก็งอกเป็นลำต้น เติบโตใหญ่วัฒนามีกิ่งก้านสาขา ทรงดอกออกผลตามฤดูกาล พระราชาก็ให้รดด้วยน้ำนมสด เจิมด้วยน้ำมันหอมและจุณจันทน์อันมีกลิ่น ลำต้น ประดับด้วยพวงบุบผามาลามาลัย ให้รักษาไว้เป็นอันดีมิได้มีอันตราย ผลมะม่วงทั้งหลายก็สุกห่ามงามปรากฏมีโอชารสอร่อยหวาน เมื่อพระองค์จะทรงประทานไปเมืองอื่นให้ทำลายเมล็ดเสียด้วยเงี่ยงกระเบนและเหล็กแหลม มิให้ปลูกขึ้นต่อไปในเมืองอื่น พระยาทั้งหลายได้เสวยผลมะม่วงอันมีรสก็ชอบพระทัย ให้นำไปปลูกไว้ก็ไม่ขึ้น


ยังมีพระราชาองค์หนึ่งรู้เหตุว่า พระยาพาราณสีมีมะม่วงอันวิเศษก็คิดอิจฉา ให้ทรัพย์แก่นายอุทยานที่มีปัญญา รับสั่งให้มาทำลายรสมะม่วงของพระเจ้าพาราณสี นายสวนอุทยานรับพระราชโองการแล้ว ก็มาสู่เมืองพาราณสีเข้าไปอาสาทำให้พระยามีความยินดี พระเจ้าพาราณสีก็ให้รักษาสวนมะม่วง ครั้นได้โอกาสแล้วก็ปลูกบอระเพ็ดให้พันต้นมะม่วงตั้งแต่ต้นจนตลอดยอด ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่มะม่วงมีผลออกมาก็ขมบริโภคไม่ได้ นายสวนอุทยานก็หนีไปสู่เมืองของตน พระเจ้าพาราณสีออกไปสู่สวน เสวยผลมะม่วงก็ขมขื่นไม่อาจจะกลืนเข้าไปได้ จึงรับสั่งให้พระโพธิสัตว์ไปพิจารณา

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:31:21 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 7

การคบค้าหาใช่จะคบง่าย
เพราะมีเพื่อนร่วมตายมากมายเหลือ
แต่หาเพื่อนร่วมคิดคอยจุนเจือ
หายากเหลือแสนยากลำบากใจ


การได้พบนักปราชญ์เป็นวาสนา
ที่เก่าก่อนทำมาจึงยังผล
คบบัณฑิต..บัณฑิตพาไม่อับจน
สู่ถนนทางไสวไปนิพพาน



ขอบคุณมากๆครับคุณเบญจพร.



โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2546 , 21:33:58 น.] ( IP = 203.107.210.107 : : )


  สลักธรรม 8


พระโพธิสัตว์รับพระราชโองการไปเล็งแลดูก็รู้ด้วยปัญญา จึงกล่าวว่าข้าแต่พระยาผู้ประเสริฐ ต้นมะม่วงนี้มีของขมเป็นบริวาร ตั้งแต่มูลรากและกิ่งน้อยใหญ่เป็นอวสาน เพราะเหตุนั้นผลมะม่วงจึงมีรสอันขม ด้วยความระคนปนอยู่ด้วยของขม


พระยาได้ทรงฟังจึงรับสั่งให้ตัดเถาบอระเพ็ดเสีย ขุดซึ่งมูลดินทำให้หมดมลทิน แล้วนำดินที่บริสุทธิ์มาใส่ลงให้รดด้วยน้ำหอมและนมสด ครั้นมะม่วงออกผลก็มีรสเหมือนแต่ก่อนด้วยความระคนปนด้วยของหอมและนมสด และมูลดินก็หมดจดบริสุทธิ์เป็นอันดี ว่าทั้งนี้จะให้เห็นว่าของที่ไม่มีวิญญาณไประคนด้วยของขมดังคนพาลก็ขมไป หรือไประคนด้วยของหอมหวานดังนักปราชญ์ก็หวานไป จะกล่าวไปไยด้วยมนุษย์ที่มีวิญญาณคบนักปราชญ์คงเป็นนักปราชญ์ คบพาลคงเป็นพาล ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้


นิทานนี้มีมาในทุกนิบาตชาดก นำมาสาธกให้เห็นว่า แต่ผลไม้ยังกลับกลายเป็นของดีและของชั่ว ด้วยความเกลือกกลั้วไปด้วยรสหวานและรสขม ใจของมนุษย์ย่อมมีนิยมอยู่ด้วยการชั่ว ถ้าเกลือกกลั้วไปด้วยคนพาลก็เป็นพาล อนึ่ง คบหากับคนพาลย่อมจะนำมาซึ่งความทุกข์ ดังอยู่กับข้าศึกที่เป็นเวรกันมาสิ้นกาลนาน การที่คบหาซึ่งนักปราชญ์ย่อมนำมาซึ่งความสุขดังอยู่กับหมู่ญาติอันสนิท มิได้คิดประทุษร้าย


เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลายควรจะคบนักปราชญ์ตามโอกาทที่พระโพธิสัตว์สอนบุตร ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ เมื่อจะให้โอวาทแก่พระดาบสกุมารผู้เป็นบุตรสุดที่รัก จึงกล่าวว่า ดูกรเจ้าผู้เป็นบุตร เจ้าจะไปอยู่ในหมู่มนุษย์ในประเทศใดถ้ามนุษย์นั้นประพฤติอยู่ด้วยความชั่วกายวาจาใจอยู่แล้ว เจ้าจงอย่าได้พึงอยู่ เจ้าจงอยู่ในหมู่มนุษย์ที่ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา จิต ปิดเสียซึ่งบาปนั้น แลได้ชื่อว่าเป็นลาภของเจ้าอย่างยิ่ง

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:39:32 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 9


อนึ่ง ดูกรเจ้าผู้เป็นบุตร ถ้าในชมพูทวีปนี้ไม่มีมนุษย์ที่มีความบริสุทธิ์ด้วย กาย วาจา จิต แล้วเจ้าจงอยู่แต่ผู้เดียวดีกว่า เจ้าอย่าได้คบหาอยู่ด้วยคนพาล เจ้าจงหลีกออกไปให้ห่างไกลจากคนพาล เหมือนบุคคลหลีกขวากหนามในมรรคา เหมือนบุคคลหลีกเสือช้างในกลางป่าให้ห่างไกลจึงจะพ้นอันตราย เจ้าจงเว้นซึ่งคนพาลทั้งหลาย หลีกเสียให้ไกล จึงจะได้ซึ่งความสุขทั้งชาตินี้และชาติหน้า.


อนึ่ง พระพุทธฏีกาก็ทรงตรัสว่า ไฟจะเกิดขึ้นแต่เรือนอันบุคคลมุงด้วยหญ้าและใบไม้ แล้วก็ไหม้ลามไปสู่เรือนอื่นๆ มีเรือนยอด เป็นต้น ภัยทั้งหลายจะมีก็อาศัยแก่คนพาล อนึ่ง พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาแก่พระฉันนเถระว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดมีความยินดีในทุจริตทั้ง ๓ มีกายทุจริต เป็นต้น เรียกว่าคนพาล คนพาลมี ๒ คือคฤหัสถ์เป็นพาล ๑ บรรพชิตเป็นพาล ๑ เป็นพาลนั้น คือทำในอเนสนา ๑๒ ประการ ทำหมอรักษาไข้ นำข่าวสาส์นของคฤหัสถ์ ทำการนอกพุทธบัญญัติมีเล่นการพนัน เป็นต้น เล่นมโหรีพิณพาทย์เป็นอวสาน และทำความวิวาทแตกร้าว ไม่ทำการสามัคคี ดังภิกษุเมืองโกสัมพี เป็นต้น ภิกษุเหล่านี้ชื่อว่าเป็นพาลในพระศาสนา


คฤหัสถ์เป็นพาลนั้นมีครูทั้ง ๖ เป็นต้น ครูทั้ง ๖ นั้น คือ ปูรณกัสสปเป็นที่ ๑ ดังจะได้ยินมาว่า ตระกูลหนึ่งมีทาสอยู่ ๙๙ คน ครั้นได้ทาสมาอีก ๑ คน จึงครบ ๑๐๐ คน นายเงินจึงให้ชื่อว่าเจ้าปูรณะเหตุว่าเต็มร้อย แล้วจึงเรียกตามโคตรว่าเจ้าปูรณกัสสป ครั้นอยู่นานมา เจ้าปูรณกัสสปก็หนีจากนายเงิน ไปพบโจรทั้งหลาย โจรก็ชิงเอาผ้าห่มผ้านุ่งเสียหมด นายปูรณกัสสปก็ไปแต่ตัวเปล่าเข้าไปสู่บ้านแห่งหนึ่ง มนุษย์ทั้งหลายได้เห็นก็สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์ จึงพากันให้ข้าวน้ำขนมของกินต่างๆ นายปูรณกัสสปก็ยกตัวเป็นศาสดา มีศิษย์หานับถือมาก ไปบวชเป็นนักบวชไม่นุ่งผ้า

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:42:43 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )


  สลักธรรม 10


ครูที่ ๒ ชื่อมักขลิโคสาล ด้วยคลอดที่โรงโค เดิมเป็นทาสเขา นายเงินใช้ให้แบกหม้อน้ำมัน เดินล้มลงทำหม้อน้ำมันแตก กลัวนายเงินจะทำโทษลุกขึ้นวิ่งหนี นายเงินฉวยผ้านุ่งผ้าห่มไว้วิ่งไปแต่ตัวเปล่า มนุษย์ทั้งหลายเห็นเจ้ามักขลิโคสาลก็ชวนกันนับถือว่าเป็นพระอรหันต์ เนื้อความนอกนั้นก็เหมือนเรื่องปูรณกัสสป


ครูที่ ๓ ชื่อว่านิครนถนาฏบุตร ครูผู้นี้ที่ได้ชื่อว่านิครนถ์ เพราะเคยพูดเสมอๆ ว่าพวกข้าพเจ้าไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด พวกข้าพเจ้าขาดเครื่องร้อยรัดคือกิเลสเสียแล้ว กิเลสเครื่องร้อยรัดในวาทะของเขานั้น ได้แก่กิเลสเครื่องกังวลอันมีราคะเป็นต้น ซึ่งมีการกังวลอยู่ในเรือนของเขาเป็นกิจ มี นา สวน บุตร ภรรยา เป็นอารมณ์ ที่เรียกว่านาฏบุตรนั้น เพราะเป็นบุตรของนักระบำ ด้วยวาทะของเขานั้น ชนทั้งหลายก็นับถือกันว่าเป็นพระอรหันต์


ครูที่ ๔ ชื่อว่า สญชัยเวลัฏฐบุตร ครูผู้นี้ที่ได้ชื่อว่าสญชัย เพราเป็นชื่อเดิม ที่เรียกว่า เวลัฏฐบุตร เพราะเป็นบุตรแห่งช่างจักสาน ได้ตั้งตนเป็นคณาจารย์สั่งสอนมหาชนว่าตนเป็นพระอรหันต์ ชนทั้งหลายก็นับถือว่าเป็นพระอรหันต์


ครูที่ ๕ ชื่อว่าปกุธกัจจายน ครูผู้นี้ถือว่าน้ำเย็นมีชีวิต ไม่กินไม่ใช้น้ำเย็น จะกินจะใช้ก็กินก็ใช้แต่น้ำร้อนและน้ำต้ม ถ้าไปในที่ใดต้องข้ามน้ำและเหยียบน้ำก็ถือว่าศีลขาด จึงทำทรายให้เป็นกองชิ้น แล้วก็สมาทานศีลกับกองทรายแล้วจึงไป ครูผู้นี้ชนทั้งหลายก็นับถือว่าเป็นพระอรหันต์


ครูที่ ๖ ชื่อว่าอชิตเกสกัมพล ครูผู้นี้นุ่งผ้าที่ทำด้วยผมคน สำแดงลัทธิของตนตามความเห็น ชนทั้งหลายก็ถือว่าเป็นพระอรหันต์

ครูทั้ง ๖ นี้เป็นคนพาลทำให้มนุษย์ชาวบ้านฉิบหายเสียเป็นอันมาก จากทางสวรรค์และนิพพาน เพราะฉะนั้น พระศาสดาจารย์จึงทรงตรัสว่า คบพาลเป็นการฉิบหายทั้งโลกนี้และโลกหน้า คบนักปราชญ์ให้ได้ความเจริญทั้งโลกนี้และโลกหน้า



ยังมีต่อค่ะ



จาก มงคลสูตรแปลโดยพิสดาร ของ พระครูศิริปัญญามุนี (อ่อน)

โดย เบญจพร [18 มี.ค. 2546 , 21:48:16 น.] ( IP = 203.144.181.250 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org