มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คบบัณฑิต (๒)





เรื่องศิษย์พระมหากัสสป



ดังนิทานที่มีมาว่า ยังมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นลูกศิษย์พระมหากัสสป บวชเป็นภิกษุได้ฌานโลกีย์ ครั้นเห็นรูปหญิงที่งามก็มีความยินดี ฌานโลกีย์ก็เสื่อมจากสันดาน จึงสึกออกมาไปคบกับพวกโจรเที่ยวกระทำโจรกรรมด้วยโจรทั้งหลาย ราชบุรุษจับเขามัดมาเพื่อจะประหาร ในวันนั้นพระมหากัสสปเข้าไปบิณฑบาตเห็นบุรุษที่เป็นลูกศิษย์ก็มีจิตกรุณา จึงมีเถรวาจาว่า ท่านจงเจริญพระกรรมฐานที่ท่านได้เล่าเรียนมาแต่กาลก่อน บุรุษลูกศิษย์นั้นก็ทำตามคำพระอาจารย์ เจริญพระกรรมฐานยังฌานให้บังเกิดขึ้น ราชบุรุษทั้งหลายจึงนำบุรุษผู้นั้นไปสู่ที่ฆ่า ให้บุรุษนั้นนั่งบนไม้เสียบแล้วคุกคามด้วยอาวุธ บุรุษโจรนั้นก็มิได้ตกใจกลัวแก่ความตาย ราชบุรุษทั้งหลายเห็นอัศจรรย์จึงไปกราบทูลพระยาพิมพิสาร พระองค์ทรงรับสั่งให้ปล่อยโจรนั้นไป


ในขณะนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่ในเวฬุวันมหาวิหาร แผ่พระรัศมีสว่างไปถึงบุรุษนั้นแล้วก็ตรัสเทศนา บุรุษโจรนั้นนั่งอยู่เหนือไม้เสียบได้ฟังธรรมเทศนาก็พิจารณาในพระไตรลักษณ์ ก็เห็นแจ้งประจักษ์ในสังขาร สำเร็จพระอริยมรรคญาณ ก็เหาะไปสู่เวฬุวันบวชในพระศาสนา ก็สำเร็จพระอรหัต ตัดกิเลสขาดจากสันดาน ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:06:55 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เรื่องพาณิชเจ็ดร้อย



อนึ่ง มนุษย์และเทพยดาจะได้ซึ่งทางสวรรค์และทางพระนิพพานก็ต้องอาศัยคบนักปราชญ์ เหมือนนิทานพาณิช ๗๐๐ เป็นต้น ดังจะได้ยินมาว่าในกาลที่ล่วงไป ยังมีพ่อค้าสำเภา ๗๐๐ ขึ้นสู่เรือสำเภาแล่นไปในท้องมหาสมุทร ครั้นถึง๗ วันสำเภาก็แตกน้ำพุ่งขึ้นมา พ่อค้าทั้งหลายก็พากันกลัวแก่ความตาย พากันวุ่นวายกราบไหว้บวงสรวงซึ่งเทพยดาที่ตนนับถือ


ยังมีบุรุษผู้หนึ่งเมื่อวันจะลงสู่เรือสำเภา ได้รับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ ประการ ถวายทานแก่พระสงฆ์แล้วจึงลงเรือสำเภามา บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่กลางนาวา พิจารณาซึ่งทานและศีล เป็นต้น ไม่มีความร้อนรนกระวนกระวาย ชนทั้งหลายจึงถามว่าเหตุไรท่านจึงไม่กลัวความตาย บุรุษนั้นจึงบอกว่าเรามีจิตบริสุทธิ์อยู่ในศีล ๕ ประการ ถึงจะดับสังขารก็คงไปสู่สวรรค์ เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่กลัวความตาย ชนทั้งหลายจึงถามว่าศีล ๕ เราทั้งหลายจะรักษาได้ไหม บุรุษนั้นจึงบอกว่ารักษาได้ ชนทั้งปวงจึงพากันดีใจขอรับศีล ๕ บุรุษนั้นก็จัดคนทั้งหลายเป็น ๗ พวก พวกละร้อย พวกร้อยที่ ๑ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงข้อเท้า พวกร้อยที่ ๒ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงเข่า พวกร้อยที่ ๓ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงสะเอว พวกร้อยที่ ๔ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงสะดือ พวกร้อยที่ ๕ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงนม


พวกร้อยที่ ๖ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงคอ พวกร้อยที่ ๗ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงปาก ครั้นชนทั้งหลายรับศีลแล้ว บุรุษที่เป็นอาจารย์จึงร้องประกาศว่า ศีล ๕ นี้แหละ เป็นที่พึ่งของท่านทั้งปวง ไม่มีสิ่งอื่นจะเป็นที่พึ่งแล้ว ท่านทั้งปวงจงตั้งมั่นอยู่ในศีลเถิด ครั้นประกาศแล้วก็พากันจมลงไปในน้ำ เมื่อชนทั้งหลายทำกาลกิริยาตาย ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงสาพร้อมกันทั้งสิ้น ด้วยกุศลรักษาศีล ๕ เมื่อใกล้จะตาย เพราะเหตุนั้น เทพยดาทั้งหลายจึงชื่อว่า สตุลลปกายิกเทพยดา ด้วยได้รับธรรมของสัปปุรุษคือศีล ๕ จึงพากันขึ้นไปบังเกิดเป็นเทพยดาพร้อมกัน

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:11:53 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 2


วิมานของเทพยดาที่เป็นอาจารย์นั้นสูงร้อยโยชน์ ตั้งอยู่ท่ามกลางวิมานแห่งเทพยดาที่เป็นศิษย์ วิมานเทพยดาที่เป็นศิษย์สูง ๑๒ โยชน์ ล้อมวิมานเทพยดาอาจารย์ เสวยสุขอยู่ในวิมานดาวดึงส์ เทพยดาที่เป็นศิษย์ทั้งหลายมีความยินดีในสมบัติ ครั้นพิจารณาไปก็รู้ว่าสมบัติเหล่านี้ เราได้ด้วยอาศัยอาจารย์เป็นสัปบุรุษ เทพยดาทั้งหลายปรารถนาจะกล่าวสรรเสริญคุณเทพยดาที่เป็นอาจารย์ จึงชวนกันลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ถวายอภิวันทนาพระมหามุนี แล้วจึงกล่าวเป็นคาถาสรรเสริญคุณเทพยดาที่เป็นอาจารย์


เทพยดาที่ ๑ กล่าวคาถาว่า
สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ
สตํ สทฺธมฺมญญาย เสยฺโย โหติ น ปาปิโย



แปลว่าบุคคลปรารถนาความสุขในอิริยาบถ ๔ คือ นั่งนอนยืนเดินแล้ว ให้พึงคบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ จึงมาละเสียซึ่งบาปอกุศล ยกตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้


เทพยดาที่ ๒ กล่าวคาถาว่า สพฺภิเรว สมาเสถ ฯลฯ ปญฺญํ ลภติ นาญฺญโต


แปลว่าบุคคลจะได้ซึ่งปัญญาก็อาศัยคบนักปราชญ์ ไม่ได้ในสำนักแห่งคนพาล เปรียบดังน้ำมันย่อมเกิดแต่ผลไม้ทั้งหลาย มีผลมะพร้าวและงาเป็นต้น ไม่เกิดแต่เหล็กกรวดและทราย ฉันใดก็ฉันนั้น


เทพยดาที่ ๓ กล่าวคาถาว่า สพฺภิเรว สมาเสถ ฯ ล ฯ โสกมชฺเฌ น โสจติ


แปลว่าบุคคลจะไม่เศร้าโศก ในท่ามกลางแห่งบริษัทที่เศร้าโศก ก็อาศัยแก่คบนักปราชญ์ ไม่ได้ในสำนักแห่งคนพาล

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:18:11 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 3


เรื่องนางมัลลิกา



เหมือนวัตถุนิทานนางมัลลิกาภรรยาพันธุลเสนาบดี ดังได้ฟังมาว่ามีราชบุตรคนหนึ่งชื่อ พันธุลกุมารอยู่ในเมืองกุสินารา ได้เรียนศิลปศาสตร์ในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระยาปเสนทิโกศล พันธุลกุมารนั้นพานางมัลลิกาผู้เป็นภรรยา ออกจากเมืองกุสินารามาสู่เมืองสาวัตถี ได้เป็นเสนาบดีของพระยาปเสนทิโกศล นางมัลลิกานั้นคลอดบุตรทีละคู่ๆ สิบหกหน เป็นบุตร ๓๒ คน บุตรทั้ง ๓๒ คนนั้นได้เรียนศิลปศาสตร์ เป็นผู้ฉลาดอาจหาญ มีบริวารคนละพันๆ คิดเป็น ๓ หมื่น ๒ พัน อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองเป็นความกัน ด้วยทรัพย์สิ่งของ ตุลาการพิพากษาให้ผู้หนึ่งแพ้ ด้วยไม่ยุติธรรมเห็นแก่สินจ้างสินบน


ครั้นเห็นพันธุลเสนาบดีเดินมา ผู้ที่แพ้ก็น้อมคำนับแล้วก็เล่าซึ่งเหตุให้ฟัง พันธุลเสนาบดีก็ไปสู่โรงที่พิพากษาพิจารณาเป็นยุติธรรมแล้ว จึงตัดสินให้ผู้ที่แพ้กลับเป็นผู้ชนะตามยุติธรรม ครั้งนั้น ชนทั้งหลายก็พากันทำสาธุการแก่พันธุลเสนาบดี พระยาปเสนทิโกศลได้ทรงทราบซึ่งเหตุนั้น จึงรับสั่งให้ถอดตุลาการผู้นั้นเสียจากหน้าที่ ให้ตั้งพันธุลเสนาบดีเป็นผู้พิพากษา ตุลาการคนเก่าก็เสื่อมจากลาภและยศ ครั้นล่วงกาลนานมาตุลาการผู้นั้นก็กราบทูลว่า พันธุลเสนาบดีคิดกบฏจะชิงเอาสมบัติ พระยาปเสนทิโกศลบรมกษัตริย์ก็ทรงเชื่อ ใช้ให้ราชบุตรให้ถือเพศเป็นพวกโจรไปเที่ยวปล้นชาวบ้านประจันตคาม จึงรับสั่งให้พันธุลเสนาบดีกับบุตร ๓๒ คน ออกไปจับพวกโจรทั้งหลาย พันธุลเสนาบดีกับบุตร ๓๒ คน รับพระราชโองการแล้วก็พากันไป


พระยาปเสนทิโกศลก็แต่งราชบุรุษทั้งหลาย ให้ตามออกไปฆ่าพันธุลเสนาบดีกับบุตรทั้งหลายให้ตายสิ้นด้วยกัน

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:20:34 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 4

ในวันนั้น นางมัลลิกาอาราธนาพระสารีบุตรกับพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ มาฉันในบ้าน ขณะนั้นมีหนังสือลับมาถึงนางมัลลิกาว่า มหาโยธาฆ่าพันธุลเสนาบดีกับบุตรทั้งหลายตายหมดแล้ว นางมัลลิกาได้ทราบเหตุก็ไม่บอกให้ลูกสะใภ้ทั้งหลายรู้ เก็บหนังสือใส่ไว้ในพกแล้วก็ถวายทานแก่พระสงฆ์ มีองค์พระสารีบุตรเป็นประธาน ขณะนั้นทาสีทำภาชนะแตกเฉพาะหน้าพระสารีบุตรและนางมัลลิกา พระสารีบุตรจึงว่าแก่นางมัลลิกาว่า ท่านอย่าทำใจให้หวั่นไหวด้วยภาชนะที่แตกนั้นเลย ของควรจะแตกก็ต้องแตก ของที่ควรจะดับก็ต้องดับ เป็นไปตามธรรมดาของสังขาร ท่านอย่าทำจิตให้ฟุ้งซ่านวุ่นวาย


นางมัลลิกาได้ฟังพระสารีบุตรตักเตือนสติดังนั้น จึงชักหนังสือออกมาจากพก แล้วก็อ่านให้พระสารีบุตรฟัง จึงว่าข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้รู้เหตุอย่างนี้ข้าพเจ้ายังไม่หวั่นไหว เหตุไรจะมาเสียใจด้วยภาชนะแตกเท่านี้ ครั้งนั้น พระสารีบุตรก็แสดงธรรมเทศนาแก่นางมัลลิกา แล้วก็พาพระสงฆ์กลับไปสู่วิหาร


ฝ่ายนางมัลลิกาก็เรียกมาซึ่งลูกสะใภ้ทั้งหลาย บอกความว่า สามีของเจ้าทั้งปวงเขาฆ่าตายด้วยไม่มีความผิด เพราะอกุศลทุจริตที่ทำมาแต่ชาติก่อน เจ้าทั้งหลายอย่าได้เดือดร้อนร่ำไรโศกา อย่าโกรธแก่พระยาอำมาตย์เลย นางมัลลิกาสั่งสอนลูกสะใภ้แล้ว ก็นั่งอยู่กับลูกสะใภ้ทั้งปวงก็ไม่เศร้าโศกร้องไห้ในกาลครั้งนั้น

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:28:12 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 5

เรื่องสังกิจจสามเณร


ยังมีนิทานสังกิจจสามเณรอยู่ในเมืองสาวัตถี ได้ฟังมาว่า ยังมีกุมารผู้หนี่ง เป็นลูกพราหมณ์มีนามชื่อว่าสังกิจจะ บวชเป็นสามเณรในสำนักพระสารีบุตร มีอายุได้ ๗ ขวบ สำเร็จพระอรหัตตัดกิเลสขาดจากสันดานในขณะเมื่อปลงผมจึงออกไปอยู่ป่ากับภิกษุทั้งหลาย ๓๐ องค์ พวกโจร ๕๐๐ จับเจ้าสังกิจจสามเณรจะไปฆ่าเอาเนื้อบวงสรวงเทพยดา พระสงฆ์ ๓๐ องค์ก็พากันร้องไห้คิดถึงเจ้าสามเณร แต่เจ้าสามเณรไม่มีความโศกนั่งเข้าสู่ฌานในสถานที่นั้น นายโจรผู้ใหญ่ก็ให้พวกโจรบริวาร ตั้งการพิธีก่อไฟ เป็นต้น นายโจรก็จับดาบฟาดคอเจ้าสามเณร ดาบก็อ่อนพับไปไม่เข้าเจ้าสามเณร นายโจรก็ดัดดาบให้ตรงแล้วก็ฟันลงอีกทีหนึ่ง ดาบก็อ่อนม้วนกลมเข้ามาหาด้าม โจรทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์ของเจ้าสามเณรเป็นอัศจรรย์และได้ฟังความของเจ้าสามเณร ก็พากันมีความศรัทธาขอบวชบรรพชาเป็นสามเณร ครั้นไปเฝ้าพระศาสดาได้ฟังธรรมเทศนาก็พากันสำเร็จพระอรหัตปฏิสัมภิทาญาณ ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:31:36 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 6

เทพยดาที่ ๔ กล่าวคาถาว่า สพฺภิเรว สมาเสถ ฯลฯ ญาติ มชฺเฌ วิโรจติ


แปลว่า บุคคลที่คบหาด้วยนักปราชญ์ จะรุ่งเรืองในท่ามกลางแห่งหมู่ญาติ


เรื่องอธิมุตตกสามเณร



เหมือนอธิมุตตกสามเณร ดังได้ยินมาว่า สามเณรองค์นี้เป็นหลานพระสังกิจจะ พระมหาเถระให้ไปถามอายุแก่อุบาสิกาพี่สาว เพื่อจะให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เจ้าสามเณรก็ไปสู่บ้านพี่สาว ถามอายุแก่พี่สาว พี่สาวก็จำไม่ได้ จึงไปสู่สำนักแห่งบิดามารดา ครั้นเดินไปตามมรรคา โจรทั้งหลายก็จับไว้ โจรบางคนก็ว่าจะฆ่า โจรบางคนก็ว่าให้ปล่อยไป เจ้าสามเณรจึงว่าแก่โจรทั้งหลายว่า ถ้าท่านฆ่าเราให้ตาย คนทั้งหลายรู้เหตุแล้วก็จะไม่พากันมาเดินทางนี้ ท่านก็จะเสื่อมจากลาภข้าวของต่างๆ ถ้าท่านปล่อยเราไปแล้ว กิตติศัพท์ก็จะไม่มี คนทั้งหลายก็พากันเดินทางนี้เป็นอันมาก โจรทั้งหลายเหล่านั้นได้ฟังเจ้าสามเณรก็เห็นลงพร้อมกัน จึงขอปฏิญาณแก่สามเณรว่า ท่านไปพบมนุษย์ทั้งหลายแล้วก็อย่าบอกว่าเราทั้งปวงอยู่ในที่นี้เลย

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:33:25 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 7

เจ้าสามเณรเมื่อเดินมาตามมรรคาก็พบบิดามารดาและหมู่ญาติของตน ก็ไม่บอกแก่บิดามารดา เป็นต้น ว่าโจรทั้งหลายอยู่ในที่นั้นที่นี้ บิดามารดาและหมู่ญาติก็พากันเดินมา โจรทั้งหลายก็จับบิดามารดาและหมู่ญาติของเจ้าสามเณร มาทำให้ได้รับความลำบาก มารดาเจ้าสามเณรมาก็ร้องร่ำไร ว่าเจ้าสามเณรไม่บอกแก่เราเลยว่าทางนี้มีอันตราย เราทั้งหลายจะได้ไปทางอื่น โจรทั้งหลายนั้นได้ฟังจึงถามว่า สามเณรนั้นเป็นอะไรแก่ท่าน จึงบอกว่าสามเณรนั้นเป็นลูกของเรา โจรทั้งหลายได้ฟังก็พากันเลื่อมใสในสามเณร จึงปล่อยคนทั้งหลายมีบิดามารดาของเจ้าสามเณรเป็นต้น แล้วโจรทั้งหลายก็พากันไปบวชในพระศาสนา ได้เรียนพระกรรมฐานภาวนา ก็พากันสำเร็จพระอรหัต ตัดกิเลสขาดจากสันดาน ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้


เทพยดาที่ ๕ กล่าวคาถาว่า สพฺภิเรว สมาเสถ ฯลฯ สคฺคํ คจฺฉนฺติ สุตฺคติ


แปลว่า บุคคลทั้งหลายคบหาซึ่งนักปราชญ์ ผู้มีปัญญาได้รักษาศีล ๕ แล้วจะพาไปสู่สุคติโลกสวรรค์


เทพยดาที่ ๖ กล่าวคาถาว่า สพฺภิเรว สมาเสถ ฯลฯ สตฺตา ติฏฺฐนฺติ สาตตํ


แปลว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายจะตั้งอยู่ในความสุขเนืองๆ ก็อาศัยแก่คบหาซึ่งนักปราชญ์ผู้มีปัญญา รู้ธรรมของสัปบุรุษ คือศีล ๕ และรักษาซึ่งธรรมของสัปบุรุษไว้ให้มั่นในขันธสันดานของตน

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:35:36 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 8

ครั้งนั้น ยังมีเทพยดาองค์อื่นจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้อยคำทั้งสิ้นที่เทพยดาทั้งหลายยกกล่าวมานี้ เป็นสุภาษิตทั้งสิ้นแลหรือ?


สมเด็จพระศาสดาจึงตรัสว่า ดูกรเทพยดาทั้งหลาย คำที่เทพยดาที่กล่าวมานี้เป็นแต่เทียบเคียง ยังไม่เป็นสุภาษิตแท้ เมื่อพระองค์จะทรงตรัสเทศนาจึงตรัสว่า ดูกรเทพยดา บุคคลพึงสำเร็จในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน แก่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์มีปัญญา มีองค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธโธ เป็นต้น ได้ถึงซึ่งความเจริญในสติปัญญา พิจารณาเห็นแจ้งชัดในสัจจะทั้ง ๔ ฆ่าธรรมธาตุโลกีย์ให้ตายกลายเป็นโลกอุดร ทำจิตให้ตั้งอยู่ในฉฬังคุเปกขาธรรมฐิติญาณ ดับขันธ์สังขารแล้วก็พ้นจากทุกข์ทั้งปวง นี้แหละเป็นสุภาษิตโดยแท้ตรง


เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาจบลง เทพยดาทั้ง ๖ องค์ก็กลับขึ้นไปสู่ทิพยวิมานสถาน ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 21:39:04 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 9

ลำดับนั้น ชนทั้งหลายสองพวก คือ คนคบพาลพวก ๑ คนคบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาพวก ๑ คนสองพวกนี้ย่อมเป็นข้าศึกซึ่งกันและกัน คนคบคนพาลย่อมกระทำซึ่งการบาปหยาบช้า ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนเศร้าโศกโศกา ทั้งโลกนี้และโลกหน้าสิ้นกาลนาน ๑ คนคบคนพาลมาจะมาซึ่งความฉิบหาย ซึ่งสมบัติพัสถานและการกุศลที่ตนจะพึงได้ในชาตินี้และชาติหน้า อันจะนำมาซึ่งความสุข ๑


คนคบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาที่รู้บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ชาตินี้ชาติหน้า จะนำมาซึ่งการกุศล มีทานศีลภาวนา เป็นต้น จะยกตนให้พ้นจากทุกข์ในอบาย ๑ คนคบนักปราชญ์ชาติเมธา จะมีปัญญาและแกล้วกล้าในท่ามกลางบริษัท จะไม่โศกเศร้าโทมนัสขัดข้องในสันดาน จะเป็นผู้แสวงหาทางสวรรค์ทางพระนิพพานในเบื้องหน้า จะนั่งนอนยืนเดินเป็นสุขหาโทษมิได้ จะไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจในโลกนี้และโลกหน้า จะรักษาซึ่งทรัพย์และบุตรภรรยาคณาญาติ ด้วยอานิสงส์ ที่คบนักปราชญ์ชาติกวี จะมีความเจริญสุขสวัสดิ์นิราศภัย เมื่อจะแตกดับขันธ์ทั้ง ๕ ไป ก็จะได้สุคติในฉกามา ดังรับประทานวิสัชนามาด้วยประการฉะนี้.


จาก มงคลสูตรแปลโดยพิสดาร ของ พระครูศิริปัญญามุนี (อ่อน)

โดย เบญจพร [20 มี.ค. 2546 , 22:21:52 น.] ( IP = 203.144.181.253 : : )


  สลักธรรม 10

อ่านเพลินเลยค่ะ อนุโมทนากับอาจารย์อย่างยิ่งค่ะ ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ ดีใจที่ได้พบบัณฑิต จะพยายามห่างจากคนพาลมากๆค่ะ น่ากลัวจัง8๐

โดย แป้ง [21 มี.ค. 2546 , 00:32:00 น.] ( IP = 203.113.67.102 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org