| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของจิต
สลักธรรม 1
คงต้องการทราบกันบ้างแล้วใช่ไหมคะว่า อาจารย์บุษกรพูดอะไรบ้าง
หลายเรื่องค่ะ ...ขอตอบ
แต่ละเรื่องก็มีความยาวไม่มากนัก แต่คนฟังสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ
และเห็นจริงเห็นจังตามไปด้วย ....เนื่องจากหาเหตุผลมาคัดค้านไม่ได้อีกแล้วและนอกจากอาจารย์บุษกรแล้ว
ในวันนี้ .....เวทีนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมสนทนาปราศรัย
เสริมรสชาติการฟังให้เข้มข้นขึ้นไปอีก ..ท่านนั้นก็คือ
อาจารย์มาลี อาณากุล ... ที่น่ารักนั่นเอง
..เพราะฉะนั้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งชั่วโมง
.... จึงเป็นการมอบกำไรให้กับท่านผู้ฟังอย่างเต็มที่เลยค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2546 , 23:35:48 น.] ( IP = 210.1.50.84 : : )
สลักธรรม 2
และแล้วเมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาว่าสิบโมง
พี่อุ๊..อัญชลี ก็ได้ขึ้นมาเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์แทนสำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง
กล่าวแนะนำผู้อภิปรายทั้งสองท่าน
และก็แถมด้วยการเกริ่นนำเกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของจิตขึ้นมาเล็กน้อย
พอให้ผู้ฟังเกิดความกระหายใคร่รู้ .... และตั้งใจฟังอาจารย์บุษกรอธิบายต่อไป
พี่อุ๊บอกว่า คนเราทุกคนน่ะมีจิตกันอยู่แล้ว
แต่จะมีใครทราบบ้างว่า จิตนั้นสำคัญไฉน...... และมีความมหัศจรรย์อย่างไรโดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2546 , 23:46:18 น.] ( IP = 210.1.50.84 : : )
สลักธรรม 3
คราวนี้ก็มาถึงหน้าที่ของอาจารย์บุษกรกับอาจารย์มาลีแล้วละค่ะ
ที่จะต้องไขข้อข้องใจให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายได้ทราบกัน
..เพราะฉะนั้น เมื่อเสร็จสิ้นคำกล่าวของพี่อุ๊แล้ว
อาจารย์บุษกรก็ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอย่างไร้ค่าอาจารย์เริ่มจากการทำความเข้าใจจากคำว่า .....มหัศจรรย์......
..จิตนั้นมีความมหัศจรรย์อยู่มากมาย แต่เพราะเราไม่เคยเรียนรู้เพื่อทำความรู้จัก
เราจึงไม่เข้าใจ และไม่สามารถค้นพบความสำคัญนี้ได้...
จึงมองข้ามความมหัศจรรย์เหล่านี้ไป แต่ไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี
ที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาจากจิตที่มีความรู้ความสามารถทั้งหลาย...
...และให้ความสำคัญกับสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นอย่างหลงงมงาย....
....เชื่อหรือไม่ว่า ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับเราอยู่เสมอ
แต่เป็นเพราะว่าเราไม่เคยสังเกต เราจึงพลาดโอกาสเหล่านี้....ความเป็นไปในโลกนี้มองไปแล้วก็เหมือนกับโรงพยาบาล
เราทุกคนก็เหมือนผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา
ต้องได้รับการรักษาโดยเฉพาะการเยียวยาจิตใจที่เต็มไปด้วยความต้องการต่างๆ
แต่ไม่รู้จักเพียงพอ ...นี่แหละเราจึงเป็นคนป่วยกันทุกคนโดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2546 , 23:58:51 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 4
ในแต่ละวันถ้าเราเรียนรู้ที่จะสังเกต ..เราก็จะพบว่า
เดี๋ยวเราก็ดีใจ ..เดี๋ยวเราก็เสียใจ ..เดี๋ยวเราก็พอใจ.. เดี๋ยวเราก็ไม่พอใจ
เดี๋ยวก็รู้สึกสบาย ...เดี๋ยวก็รู้สึกไม่สบายใจ....
บางทีตอนเช้าก็มีโอกาสทำบุญ พอเวลาผ่านมาก็อยากจะทำบาป .....
..ความเปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของจิต
เป็นความไม่เที่ยง ไม่คงทนอยู่กับอารมณ์เดียวได้ ....
ผันผวนกวัดแกว่ง ทนอยู่ไม่ได้ ห้ามยาก และรักษายาก
จากอารมณ์นี้ไปสู่อารมณ์โน้น..... เปลี่ยนไปตามทวารต่างๆ....จะขอตั้งคำถามอาจารย์มาลีว่า
แท้จริงแล้วชีวิตของเรานี้มีความอิสระจริงหรือไม่ ?อาจารย์มาลีตอบว่า ก็มีอยู่บ้าง เช่นในขณะนี้ต้องการดื่มน้ำ
เราก็จะหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มได้เลย ไม่มีใครมาห้ามเราได้ ....อาจารย์บุษกรตอบว่า
แท้จริงแล้วเราไม่เคยมีอิสระในชีวิตเลย
ผู้ที่มีอิสระแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการกักขังทั้งปวงท่านเหล่านั้นคือ พระอรหันต์...
...ขอเปรียบว่า พวกเราทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่นี้
ต่างก็เป็นนักโทษด้วยกันทุกคน
สงสัยหรือไม่ว่าเป็นนักโทษอย่างไรโดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 00:16:09 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 5
นั่นก็คือ เราไม่สามารถหลุดพ้นไปจากกรงขังของอารมณ์ได้เลย
เราถูกจองจำอยู่ตลอดเวลาด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕
ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส .......จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ...กายของเราแม้ไม่ได้ถูกขังคุก
แต่ใจของเรานั้นอยู่ในคุกแห่งอารมณ์ตลอดเวลา
บางทีก็น้อยเนื้อต่ำใจ ..บางทีก็คิดไปว่าทำไมเราโดนกระทำอยู่คนเดียว
......บางทีก็คิดโกรธจนกลายเป็นความพยาบาท
...คุกแห่งอารมณ์นั้นตามมาคุมขังเราอยู่ทุกลมหายใจ
และทุกสถานที่.....ไม่มีอิสระเลยแม้แต่วินาทีเดียว
..เมื่อความรู้สึกอยากดื่มน้ำเกิดขึ้น .... กรงขังแห่งความโลภก็คือ
ที่ที่จิตถูกคุมขังให้อยู่ภายใต้ความต้องการนั้น
.....ต่อมากรงขังก็เปลี่ยนไป ..จากความที่อยากดื่ม มาเป็นการมองหาน้ำดื่มที่น่าพอใจ
....ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นความต้องการดื่มน้ำนั้นลงไป
....จากนั้นเมื่อรู้สึกว่าพอแล้ว ก็อยากจะวางแก้วน้ำลง.....จะเห็นว่า ความเป็นไปของจิตอยู่ภายใต้คุกแห่งอารมณ์อยู่ตลอดเวลา
เราเพียงแต่เปลี่ยนจากคุกนี้ ไปสู่คุกโน้น
..เปลี่ยนจากคุกทางตา ไปสู่คุกทางจมูก ...ทางกาย เป็นต้น
....ในที่นี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่อยากเห็นรูปสวยๆงามๆ ....
ความอยากเหล่านี้แหละคือ คือนายช่างผู้สร้างเรือน
..เป็นผู้สร้างกรงขังให้กับเรา.....
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี นับเป็นอสงไขย
ก็เพื่อทำลายนายช่างผู้สร้างเรือนนี้
แต่พวกเรายังไม่สามารถทำลายได้
จึงต้องเริ่มต้นด้วยการมาศึกษาพระอภิธรรมอย่างเข้าใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 00:32:51 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 6
..ขอตั้งคำถามกับท่านผู้ฟังท่านว่า
..ทราบหรือไม่ว่าเรามีจิตกันอยู่เท่าไร...
และทราบไหมว่าเราจิตที่เหมือนกันอยู่หลายดวง...
... และมีจำนวนเท่ากันด้วย ...นั่นคือ อกุศลจิต ๑๒ ดวง..เพราะเรายังไม่ได้เป็นอริยบุคคลนั่นเอง
จึงไม่สามารถตัดกิเลสได้ให้หมดเด็ดขาดลงได้อย่างในวันนี้เรามาชมนิทรรศการหนังสือ
ที่จัดแสดงภายในศูนย์ประชุมแห่งนี้
เราเข้ามาเดิน ...ก็เห็นหนังสือแล้ว มองแล้วเราก็เกิดความรู้สึกอยากได้ .....
......อย่างนี้เป็นจิตชนิดหนึ่งที่เป็นความโลภ
แต่เป็นความโลภประเภทที่ไม่ได้ประกอบด้วยความเห็นผิด
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราอยากได้แล้ว ลงมือไปขโมยมาอย่างไม่กลัวบาปไม่กลัวถูกจับได้
..อย่างนี้เป็นความต้องการอีกประเภทหนึ่ง ที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิดอันนี้อธิบายเกี่ยวกับจิตที่เป็นความโลภอย่างย่อๆ....
..ประเภทต่อไปคือ โทสะหรือความโกรธ ..ก็มีสองประเภทเช่นกัน
คือโกรธเอง กับถูกชักชวนให้โกรธ
..โกรธเองก็อย่างเช่น เวลาที่เราเดินชนกระจก
..เราเดินเองแล้วก็รู้สึกโกรธตัวเองว่า ไม่น่าชนเลย...
...ถูกชักชวนให้โกรธก็อย่างเช่น เวลาที่มีใครมาด่า
หรือทำให้เจ็บใจ เราก็จะโกรธ
..แต่ความโกรธนี้ก็ต้องพยายามดูแลไว้อย่าให้กลายเป็นความพยาบาท
ที่นอกเหนือจากโกรธแล้ว ยังต้องการแก้แค้นผู้ที่กระทำต่อเราอีกด้วยและถ้าเราคิดว่า วันนี้เรามาซื้อหนังสือ
..แหมหนังสือเล่มนี้ดีจังเลย
ใช่ ...เรามีสิทธิที่จะชอบหนังสือเล่มนี้ และคิดว่าหนังสือเล่มนี้ดี ..น่าซื้อ
แต่การที่ซื้อมาแล้ว เราเอามาเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้นำมาอ่าน
ความที่เห็นว่าหนังสือเล่มนี้ดีน่ะแหละ ...เป็นความโง่ เป็นโมหะ
เพราะหลงคิดไปว่าหนังสือเล่มนี้ดี ...
แต่ที่จริง ..เนื้อหาความรู้ในเล่มนั้นต่างหากที่ดีกว่า ..ตัวเล่มหนังสือ
เพราะสามารถขยายความรู้มาสู่เราได้ ......โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 00:46:04 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 7
หรือในเรื่องของจิตที่เป็นกุศล
ก็มีลักษณะของการถูกชักชวนและไม่ชักชวนเช่นเดียวกัน...การกระทำกุศลที่ไม่ถูกชักชวนที่เห็นได้ชัดเจนคือ
การบำเพ็ญพุทธการกธรรมของพระโพธิสัตว์
ที่สมัครใจกระทำด้วยตนเอง
เพื่อปรารถนาพระนิพพานหวังที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปจากสังสารวัฏ...การกระทำกุศลที่ถูกชักชวน ก็เช่น
พระสารีบุตร ที่ได้เห็นจริยาวัตรในการดำเนินของพระอัสสชิที่มีความงามนัก
ก็เกิดความติดอกติดใจ จนต้องเดินตามพระอัสสชิมา
และเมื่อได้ถามพระอัสสชิว่า คำสอนคืออะไรบ้าง
แล้วที่พระอัสสชิท่านตอบเป็นคาถาว่า
เยธมฺมา เหตุปฺปภวา ฯ เป็นต้น
เมื่อพระสารีบุตรฟังแล้ว
ก็พิจารณาตามจนสามารถบรรลุธรรมได้ในขณะนั้น
แล้วก็ทูลถามพระอัสสชิว่า พระศาสดาของเราอยู่ที่ไหน...
....ต่อจากนั้น ก็ไปแสดงธรรมแก่พระโมคคัลลานะจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน
แล้ว ชักชวนพระโมคคัลลานะให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยกัน...การเห็นการเดินของพระอัสสชิ ก็เป็นเหตุชักชวน
ให้พระสารีบุตรต้องติดตามมาถามไถ่
..การถามไถ่ของพระสารีบุตรก็เป็นการชักชวน
ให้พระอัสสชิกล่าวแสดงธรรมด้วยบทดังกล่าว
..และเมื่อพระสารีบุตรสำเร็จพระโสดาบันแล้ว
ก็ไปชวนพระโมคคัลลานะให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยกัน....
...นี่เป็นจิตของการทำกุศลที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง...
จะเห็นว่า จิตของคนๆหนึ่ง
สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา และสามารถพัฒนาได้อีกด้วย
จากปุถุชน...กลับกลายมาเป็นอริยชน ...
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 01:00:19 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 8
และบางคนที่เป็นมนุษย์ธรรมดา
ก็สามารถกลับกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานในชาติต่อไปได้
นี่ก็เป็นเพราะล่ะ ...ใครจะตอบได้บ้าง
มีใครทราบบ้างหรือไม่ว่า เราเกิดมาเพราะอะไร .....ใคร?ให้คุณเกิดเพราะ คุณทำกรรม ...คุณจึงต้องเกิด
...กรรมหรือที่จะเรียกให้ตรงก็คือ การกระทำที่มีเจตนา
...เจตนาในการกระทำนั้นแหละ
ที่ทำให้คุณต้องเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
พอตายแล้วเรียกว่า จุติ ..ก็จะต้องปฏิสนธิทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น
แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้น
ก็ต้องเป็นไปตามอำนาจกรรมใกล้ตายอีกประการหนึ่ง
เมื่อเกิดมาแล้ว
ก็เวียนว่ายกระทำกรรมซ้ำๆๆๆๆเข้าไปอีก ....จนเป็นนิสัย
และเมื่อเกิดมาแล้ว
ก็ต้องมารับผลของกรรมอื่นๆที่ยังไม่ให้ผล...ทั้งดีทั้งชั่วเชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีพ่อแม่คู่ไหนทำให้ลูกเกิดขึ้นมาได้
แต่ที่มีการตั้งครรภ์ขึ้นมาได้เพราะมีเหตุอย่างครบถ้วน
โดยเฉพาะการมีสัตว์ตายมาปฏิสนธิ
ไม่มีพ่อแม่คู่ไหนเลยที่ทำให้ลูกเกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของตน
ถ้าทำได้อย่างนั้น
ก็คงต้องสามารถบังคับให้เป็นไปตามความต้องการได้ว่า
ต้องหน้าตาดีนะ อวัยวะครบทั้งสามสิบสองนะ ..ผิวขาวๆด้วย..
แต่นี่ไม่ใช่ ....พ่อแม่แต่ละคู่ก็ต้องคอยมาลุ้นคอยมาดูว่า
ลูกของตนครบสมบูรณ์หรือไม่ ...
เวลาที่คลอดออกมาปุ๊บ แม่ก็จะต้องคลำๆดูว่า มีนิ้วครบหรือไม่
มีนิ้วครบแล้วก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า
จะตาบอดหรือไม่ หรือจะเป็นใบ้หรือไม่
เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงมิใช่ผู้ที่จะสามารถกำหนดให้บุตรถือกำเนิดขึ้นมาได้โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 01:16:40 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 9
อย่างอาจารย์มาลีเองที่ทำงานด้านดูแลเด็กหลังคลอดนั้น
อาจารย์ก็คงพอจะเห็นพฤติกรรมต่างๆของบิดามารดา
และของเด็กด้วยใช่ไหม..
และอาจารย์เห็นด้วยหรือไม่ว่า
ไม่มีพ่อแม่คู่ไหนบังคับบัญชาให้บุตรเกิดขึ้นมาได้...เห็นด้วยค่ะ ..อาจารย์มาลีตอบ
(แต่ว่า คำอธิบายปลีกย่อยไม่ทันได้ฟังนะคะ
เพราะมีเจ้าหน้าที่มากระซิบบอกว่า
เหลืออีกยี่สิบนาทีก็จะหมดเวลาแล้ว
..ก็เลยไม่ทราบว่า อาจารย์มาลีตอบว่าอะไรอีกค่ะ....แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น ยังไม่อยากให้เวลาหมดเร็วนัก
ผู้ฟังจะได้ ได้รับประโยชน์มากขึ้นไปอีกถ้าอธิบายได้จบเรื่อง)
จากนั้นอาจารย์บุษกรก็ถามท่านผู้ฟังท่านหนึ่งว่า
รู้ไหมว่า อะไรเห็น ...อะไรได้ยิน .... เราเห็น เราได้ยิน ..ใช่หรือไม่ ?
.....คำตอบก็คือ จิตเห็น..ได้ยิน ..ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส ....ไม่ใช่เรา..คำว่าเราเป็นเพียงบัญญัติที่สมมุติขึ้นมาใช้เรียกตัวเอง
เพราะขณะที่มีอารมณ์มากระทบ ...
จิตเท่านั้นที่เป็นผู้รู้ว่า มีวัตถุมาปรากฏทางตา หรือจักขุทวาร
..ไม่ใช่เราเป็นผู้เห็นเลยสักนิด
และดวงตาก็ไม่ได้เป็นผู้เห็นอีกด้วย
เพราะถ้าดวงตาเป็นผู้เห็นแล้ว
...ศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ ตัวยังอุ่นๆ อยู่
ก็จะต้องสามารถมองเห็น หรือรู้สึกได้อยู่น่ะซิ....แต่ในความจริงนั้น แม้ตัวจะยังอุ่นอยู่
ก็เป็นไปเพราะร่างกายยังมีความร้อนจากอุตุ(เตโชธาตุ)ที่ยังไม่สลายไป
แต่จิตนั้นได้ค่อยๆดับลงในมรณาสันกาล
และดับจิตในภพชาตินั้นสนิทเป็นดวงสุดท้ายชื่อว่า จุติจิต
แล้วก็มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นทันทีในภพชาติใหม่ ....โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 01:33:27 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
สลักธรรม 10
ต่อจากช่วงนี้แล้วอาจารย์บุษกรก็ได้เปิดให้มีการซักถาม
แต่ผู้ที่สงสัยเป็นท่านแรกก็คือ อาจารย์มาลีอาจารย์มาลีท่านสงสัยในความรู้สึกของอาจารย์บุษกรว่า ..
รู้สึกอย่างไรที่ร่วมเป็นคณะกรรมการกำหนดโครงร่างวิชาธรรมมานามัย
ของคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชโดยสรุป ...อาจารย์บุษกรตอบว่า ภูมิใจที่จะได้มีโอกาสร่วมผลิตบัณฑิต
หรือมันสมองของชาติให้มีสัมมาทิฏฐิ รู้ผิดชอบชั่วดีมีคุณธรรม
เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระอภิธรรมต่อไป
และยังเป็นความใฝ่ฝันที่มีมาตั้งแต่ครั้งที่
ท่านพระอาจารย์บุญมี ยังมีชีวิตอยู่
ที่มีความปรารถนาจะนำพระอภิธรรม
เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาอย่างมั่นคง...
และก็พร้อมที่จะทุ่มเทชีวิตเพื่องานนี้ให้ดีที่สุด
เพราะนอกจากจะเป็นความต้องการส่วนตัวแล้ว
ยังเป็นหน้าที่สำคัญที่ได้รับมอบหมายสืบต่อมาจากท่านพระอาจารย์บุญมีอีกด้วยโดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2546 , 01:42:14 น.] ( IP = 210.1.50.204 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |