มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อุปดิสสะและโกลิตะออกบวช




ตอนที่ ๑ - ๒๙ อ่านที่นี่ค่ะ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2758



ตอนที่ ๓๐

อุปดิสสะและโกลิตะออกบวช (๒)


วันหนึ่ง มีงานมหรศพบนภูเขา มีผู้คนไปมาก

อุปดิสสะมานพ และโกลิตะมานพก็ไปชมด้วยกัน

แต่เป็นด้วยทั้งสองมานพมีบารมีญาณแก่กล้า ดูมหรศพด้วยพิจารณา

เห็นความจริงของกัปปกิริยาอาการของคนแสดงและคนดู

รวมทั้งตนเองด้วย ปรากฏอยู่ในสถานะที่ไม่น่าจะนิยมชมชื่นเลย

เมื่อเป็นเช่นนั้น การชมมหรสพก็ไม่ออกรส

ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีเหมือนแต่ก่อน

หน้าตาก็ไม่เบิกบาน คิดว่า


อีกไม่ถึง ๑๐๐ ปี

ทั้งคนแสดงและคนดูก็ตายหมด

ไม่เห็นมีประโยชน์อันใดในการมาดูมหรศพนี้เลย

ควรจะแสวงหาโมกขธรรมประเสริฐกว่า



ครั้นมานพทั้งสองได้ใต่ถามถึงความรู้สึกนึกคิด

ทราบความประสงค์ตรงกันเช่นนั้นก็ดีใจ

และอุปดิสสะมานพก็กล่าวกะโกลิตะมานพว่า


เมื่อเราทั้งสองมีความตรึกตรองต้องกันเช่นนี้แล้ว

สมควรจะบวชแสวงหาโมกขธรรมด้วยกันเถิด


เมื่อตกลงใจออกบวชด้วยกันแล้ว

โกลิตะมานพจึงปรึกษาว่า

เราจะบวชในสำนักอาจารย์ใดดี


สมัยนั้น


สญชัยปริพพาชก


เป็นอาจารย์ใหญ่ อยู่ในเมืองราชคฤห์สำนักหนึ่งที่มีบริษัทบริวารมาก

มานพทั้งสองจึงปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า

เราควรจะไปบวชในสำนักอาจารย์สญชัยปริพพาชก



ครั้นตกลงใจแล้ว

มานพทั้งสองต่างก็พาบริวารของตนรวม ๕๐๐ คน

เข้าไปหาท่านอาจารย์สญชัยปริพพาชก ขอบวชและอยู่ศึกษาในสำนักนั้น

โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:42:33 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


จำเดิมแต่มานพทั้งสอง

เข้าไปบวชเป็นศิษย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพพาชกไม่นาน

สำนักก็เจริญ เป็นที่นิยมของมหาชนเป็นอันมาก

ลาภสักการะพร้อมด้วยยศก็เจริญยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน



เมื่ออุปดิสสะมานพและโกลิตะมานพบวชเป็นปริพพาชก

ศึกษาลัทธิของอาจารย์สญชัยไม่นาน

ก็สิ้นความรู้ของอาจารย์ จึงได้เรียนถามว่า


" ท่านอาจารย์

ลัทธิของท่านอาจารย์มีเท่านี้แหละหรือ ? "



อาจารย์สญชัยก็บอกว่า


" ลัทธิของเรามีเพียงเท่านี้

ท่านทั้งสองเรียนจบบริบูรณ์แล้ว

ไม่มีสิ่งใดที่ข้าพเจ้ารู้โดยท่านไม่รู้เลย "


แล้วตั้งให้อุปดิสสะมานพ และโกลิตะมานพทั้งสอง

เป็นอาจารย์สอนศิษย์ในสำนัก มีศักดิ์เสมอด้วยตน



มานพทั้งสองปรึกษากันว่า

การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักนี้หาประโยชน์มิได้

ด้วยไม่เป็นทางให้เข้าถึงโมกขธรรม

ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการหลุดพ้นได้

ความจริงชมพูทวีปนี้ก็กว้างใหญ่

คงจะมีท่านที่มีความรู้สอนให้เราเข้าถึงโมกขธรรมได้

ควรเราจะเที่ยวสืบเสาะ แสวงหาดู

โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:43:32 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 2



แล้วมานพทั้งสองก็ลาอาจารย์

เที่ยวเสาะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ

เป็นอาจารย์สอนโมกขธรรมให้

แม้พยายามเที่ยวไปในชนบทน้อยใหญ่

ได้ข่าวว่ามีอาจารย์ในสำนักใดดี มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมนับถือ

ก็เข้าไปไต่ถาม ขอรับความรู้ความแนะนำ แต่แล้วก็ไม่สมประสงค์

เพราะทุกอาจารย์ที่เข้าไปไต่ถามต่างก็ยอมจำนน

ด้วยไม่สามารถบรรเทาความสงสัย ให้ความเบิกบานเคารพนับถือได้



เมื่อได้ท่องเที่ยวทุกแห่งจนสุดความสามารถ

สิ้นศรัทธาที่จะพยายามสืบเสาะต่อไปอีกแล้ว

มานพทั้งสองก็กลับมาอยู่ในสำนักอาจารย์เดิมดังกล่าว

ต่างให้สัญญาไว้แก่กันว่า....


ถ้าผู้ใดได้โมกขธรรมก่อน

จงบอกให้แก่ผู้หนึ่งได้รู้เช่นกัน




ในกาลนั้น

พอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว

เสด็จไปตรัสเทศนาธรรมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์

ตราบเท่าจนส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ ออกไปเที่ยวประกาศพระศาสนาแล้ว

พระองค์ก็เสด็จไปแสดงธรรมโปรดชฎิล ๑,๐๐๐ รูป

แล้วเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร

เสด็จประทับอยู่ในพระเวฬุวันวิหาร



ครั้งนั้น

พระอัสสชิเถระเจ้า

ซึ่งอยู่ในคณะภิกษุปัญจวัคคีย์

ได้ออกประกาศพระศาสนาจาริกมาสู่เมืองราชคฤห์

เวลาเช้าทรงบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตภายในเมือง

โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:44:11 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 3


ขณะนั้น

พออุปดิสสะปริพพาชกบริโภคอาหารเช้าแล้ว

เดินไปสู่อารามปริพพาชก

เห็นพระอัสสชิเถระเจ้า ซึ่งสมบูรณ์ด้วยอาจาระ ตามสมณะวิสัย

จะก้าวไปข้างหน้า หรือจะถอยกลับ

มีสติสังวรเป็นอันดี มีจักษุทอด พอประมาณทุกขณะ

เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส เป็นที่พึงตาพึงใจของอุปดิสสะเป็นอย่างมาก



ดำริว่า

บรรพชิตมีกริยาอาการในรูปนี้ เรามิได้เคยพบเห็นมาแต่ก่อน

ท่านผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ในโลกนี้

บรรพชิตรูปนี้จะต้องนับเข้าในพระอรหันต์พวกนั้นรูปหนึ่งเป็นแน่แท้

ควรเราจะเข้าหาสมณะรูปนี้เพื่อได้ศึกษา

ขอรับข้อปฏิบัติ เพื่อบรรลุโมกขธรรมเช่นท่านบ้าง



แต่แล้วอุปดิสสะมานพก็กลับได้สติ ดำริใหม่ว่า

" ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยวบิณฑบาตของภิกษุรูปนี้อยู่

ไม่สมควรที่เราจะเข้าไปไต่ถาม "


ครั้นอุปดิสสะดำริฉะนี้แล้ว ก็เดินติดตามท่านภายในระยะทางพอสมควร



ครั้นพระอัสสชิเถระเจ้าได้บิณฑบาตแล้ว

หลีกไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าควรจะเป็นที่นั่งทำภัตตกิจได้

อุปดิสสะปริพพาชกได้รีบเข้าไปใกล้

จัดตั้งอาสนะถวายแล้วนั่งปฏิบัติ ถวายน้ำใช้น้ำฉัน

ครั้นพระเถระเจ้าทำภัตตกิจเสร็จแล้ว

อุปดิสสะปริพพาชก จึงกล่าวปฏิสันถารด้วยคารวะว่า...

โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:44:45 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 4



" ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ

ใบหน้าของท่านผ่องใสยิ่งนัก แสดงว่าท่านมีความสุข

แม้ผิวพรรณของท่านก็สะอาดบริสุทธิ์ ขอประทานโทษ


ท่านบรรพชาต่อท่านผู้ใด ?

ใครเป็นครูอาจารย์ของท่าน?

และท่านได้เล่าเรียนธรรมในผู้ใด ? "


พระเถระเจ้าตอบว่า


" ดูกรปริพพาชก

พระมหาสมณะศากยบุตร

เสด็จออกบรรพชาจากศากยราชตระกูล พระองค์นั้น

เป็นบรมครูของฉัน

ฉันบวชต่อพระศาสดาพระองค์นั้น

และเล่าเรียนธรรมในพระศาสดาพระองค์นั้นแล "



อุปดิสสะปริพพาชกจึงเรียนถามต่อไปว่า

" อาจารย์ของท่านสอนธรรมอย่างไรแก่ท่าน ? "



พระเถระเจ้าดำริว่า

ธรรมดาปริพพาชกย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา

ควรอาตมาจะแสดงคุณแห่งพระศาสนา

โดยความเป็นธรรมลึกซึ้งและประณีตสุขุมเถิด

ครั้นแล้วจึงบอกว่า


" ดูกรปริพพาชก

อาตมาเพิ่งบวชใหม่

ไม่อาจแสดงธรรมวินัย โดยพิศดารแก่เธอได้ดอก "


โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:45:26 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 5


อุปดิสสะปริพพาชกจึงได้เรียนปฏิบัติท่านว่า

" ข้าพเจ้าชื่อว่า อุปดิสสะ

ขอให้พระเถระเจ้ากรุณาบอกธรรมเพียงแต่ย่อ ๆ เถิด "



พระอัสสชิเถระเจ้า

กล่าวคาถาแสดงวัตถุประสงค์ของพระศาสนาว่า

" เย ธม.มา เหตุปป.ภวา "


เป็นอาทิ ความว่า

" ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ

พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

และความดับแห่งเหตุของธรรมเหล่านั้น

พระมหาสมณะตรัสสอนอย่างนี้ "



อุปดิสสะปริพพาชกได้ปรีชาญาณ

หยั่งเห็นสัจจะธรรมถึงบรรลุโสดาปัตติผล

โดยสดับเทศนาหัวใจพระศาสนา ของพระเถระเจ้าเพียงคาถาหนึ่งเท่านั้น

แล้วเรียนท่านโดยคารวะว่า


" ข้าแต่ท่านอาจารย์

ขอประทานกรุณาหยุดเพียงนี้เถิด

อย่าแสดงต่อไปอีกเลย

เวลานี้พระบรมศาสดาของเราเสด็จอยู่ที่ไหน ? "



พระเถระเจ้าบอกว่า

" เวลานี้

พระบรมศาสดายังเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร "



" เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้ "

อุปดิสสะอุทานวาจาออกด้วยความซาบซึ้งในธรรม

และในความกรุณาของพระเถระเจ้า

" นิมนต์ท่านอาจารย์ไปก่อนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะตามไปภายหลัง

ด้วยข้าพเจ้าได้ให้สัญญาไว้กับโกลิตะมานพสหายที่รักว่า


" ถ้าผู้ใดได้โมกขธรรมก่อน

จงบอกแก่กันให้รู้



ฉะนั้น ข้าพเจ้าจะกลับไปเปลื้องสัญญาเสียก่อน

แล้วจะพาสหายผู้นั้นไปสู่สำนักพระบรมศาสดาของเราต่อภายหลัง


แล้วกราบพระเถระเจ้าด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยความเคารพ

กระทำประทักษิณเดินเวียน ๓ รอบ แล้วส่งพระเถระเจ้าไปก่อน

ส่วนตนออกเดินบ่ายหน้าไปสู่ปริพพาชการาม

โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:46:08 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 6



ส่วนโกลิตะปริพพาชกเห็นสหายเดินมาแต่ไกล

จึงดำริว่า ใบหน้าของสหายเรา วันนี้

ดูเบิกบาน ผ่องใสยิ่งกว่าวันอื่น ๆ ชะรอยจะได้โมกขธรรมเป็นแน่แท้


ครั้นอุปดิสสะปริพพาชกเข้ามาใกล้ จึงถามตามความคิด

อุปดิสสะก็บอกว่า


“ ตนได้บรรลุโมกขธรรมแล้ว

มานี่ก็เพื่อบอกโมกขธรรมนั้นแก่สหาย

ให้เป็นไปตามสัญญาของเราที่ ให้กันไว้แต่แรก

ขอสหายจงตั้งใจฟังเถิด "



แล้วอุปดิสสะก็แสดงคาถาหัวใจของพระศาสนา

ซึ่งตนได้สดับมาจากพระอัสสชิเถระเจ้า

พออุปดิสสะแสดงจบลง โกลิตะปริพพาชกก็ได้ปรีชาญาณหยั่งเห็นในอริยสัจจะ

บรรลุโสดาปัตติผลเช่นเดียวกับอุปดิสสะปริพพาชก


โกลิตะจึงกล่าวแก่อุปดิสสะว่า


" เราทั้งสองได้บรรลุโมกธรรมแล้ว

ควรจะไปสำนักพระบรมศาสดากันเถิด "



อุปดิสสะเป็นผู้เคารพบูชาอาจารย์มาก จึงตอบว่า

" ถูกแล้ว

เราทั้งสองควรจะไปเฝ้าพระบรมศาสดาดังที่เธอกล่าว

ก่อนแต่จะจากสำนักนี้ไป

เราทั้งสองควรจะไปอำลาท่านสญชัยอาจารย์

แล้วหาโอกาสแสดงโมกขธรรมให้ฟัง

ถ้าอาจารย์ของเรามี วาสนาบารมี ก็จะพลอยได้รู้โมกขธรรมด้วยกัน

แม้ไม่ถึงอย่างนั้นเพียงแต่ท่านเชื่อฟัง แล้วพากันไปสู่สำนักพระบรมศาสดา

เมื่อได้ฟังธรรมเทศนาแล้ว ก็จะได้บรรลุมรรคและผลตามวาสนาบารมีเป็นแน่ "


โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:46:44 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 7


ครั้นสองสหายปรึกษาตกลงกันแล้ว

ก็พากันเข้าไปหาท่านสญชัยอาจารย์ บอกให้ทราบว่า

บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วในโลก

ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วนั้น เป็นนิยยานิกธรรม

สามารถนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์โดยชอบได้จริง

พระสงฆ์สาวกก็ปฏิบัติชอบด้วยสุปฎิบัติ

ท่านอาจารย์จงมาร่วมกันไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังพระเวฬุวันสถานนั้นเถิด



ท่านสญชัยปริพพาชกจึงกล่าวห้ามว่า

" ใยท่านทั้งสองจึงมาเจรจาเช่นนี้

เรามีลาภมียศใหญ่ยิ่ง เป็นเจ้าสำนักใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้ว

ยังควรจะไปเป็นศิษย์ของใครในสำนักใดอีกเล่า ? "


แต่แล้วก็คิดว่า อุปดิสสะและโกลิตะทั้งสองนี้เป็นคนดีมีปัญญาสามารถ

น่าที่จะบรรลุโมกขธรรมตามที่ปรารถนายิ่งนักแล้ว

คงจะไม่ฟังคำห้ามปรามของตน จึงกล่าวใหม่ว่า

"ท่านทั้งสองจงไปเถิด

เราเป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยถึงความชราแล้ว

ไม่อาจจะไปเป็นศิษย์ของผู้ใดได้ดอก "



" ท่านอาจารย์อย่ากล่าวดังนั้นเลย "


สหายทั้งสองวิงวอน

" ไม่ควรที่ท่านอาจารย์จะคิดเช่นนั้น

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น

ดังดวงอาทิตย์อุทัยให้ความสว่างแล้ว

คนทั้งหลายจะหลั่งไหลไปฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วท่านอาจารย์จะอยู่ได้อย่างไร "

โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:47:17 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 8


" พ่ออุปดิสสะ

ในโลกนี้ คนโง่มาก หรือคนฉลาดมาก ? "


สญชัยปริพพาชกถามอย่างมีท่าเลี่ยง



แต่อุปดิสสะตอบตรง ๆ โดยความเคารพว่า

" คนโง่สิมาก ท่านอาจารย์

คนฉลาดมีปัญญาสามารถ จะมีสักกี่คน "



" จริง ! อย่างพ่ออุปดิสสะพูด "


สญชัยปริพพาชกกล่าวอย่างละเมียดละไม

" คนฉลาดมีน้อย คนโง่มีมาก

อุปดิสสะ เพราะเหตุนี้แหละ เราจึงไม่ไปด้วยท่าน

เราจะอยู่ในสำนักของเรา อยู่ต้อนรับคนโง่

คนโง่อันมีปริมาณมากจะมาหาเรา

ส่วนคนฉลาดจะไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังนั้น ท่านทั้งสองจงไปเถิด เราไม่ไปด้วยแล้ว "




แม้สหายทั้งสอง

จะพูดจาหว่านล้อมสญชัยปริพพาชกด้วยเหตุผลใด ๆ

ก็ไม่สามารถจะโน้มน้าวจิตใจของสญชัยปริพพาชกให้ไปเฝ้าพระบรมศาสดาได้

อุปดิสสะและโกลิตะจึงชวนปริพพาชก ผู้เป็นบริวารของตน

จำนวน ๒๕๐ คน ลาอาจารย์สญชัยไปเฝ้าพระบรมศาสดา ยังพระเวฬุวันวิหาร......




โดย ดอกแก้ว [30 มี.ค. 2546 , 00:47:49 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )


  สลักธรรม 9


เข้ามาอ่านต่อค่ะ

… กราบขอบพระคุณมากค่ะ พี่ดอกแก้ว

…
นึกถึงไม้ขีดไฟนะคะ
พอจุดแล้ว ไฟลุกค่อยๆ ลามไปจนหมดก้าน
เหมือนท่านอุปติสสะ และโกลิตะ
เพราะบุพพกรรมที่ท่านทำไว้ นั่นเอง

อ่านแล้วทำให้.เกิดแรงกระตุ้นใจที่จะสร้างเหตุต่อๆไป
เป็นการสะสมกำลังให้เป็นเหมือนหัวไม้ขีดไฟ ...ค่ะ


โดย วยุรี [30 มี.ค. 2546 , 06:59:30 น.] ( IP = 203.113.38.8 : : )


  สลักธรรม 10

อนุโมทนาค่ะพี่ดอกแก้ว อ่านแล้วนึกถึงคำว่าเมื่อเหตุปัจจัยพรั่งพร้อมผลย่อมพรั่พรูค่ะ ทำให้เตือนตนว่าต้องสร้างเหตุที่ดีไว้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

โดย เล็ก [30 มี.ค. 2546 , 18:15:03 น.] ( IP = 203.107.203.18 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org