มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการทานเนื้อสัตว์ไว้อย่างไร




ปัจจุบันได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการทานเนื้อหรือถวายอาหารเนื้อสัตว์แก่พระภิกษุว่ามีข้อห้ามหรือไม่อย่างไรค่ะ

โดย ผู้ใฝ่รู้ [8 ก.ย. 2544 , 12:13:00 น.] ( IP = 203.170.174.239 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

การฉันเนื้อสัตว์ของภิกษุทั้งหลาย ถ้าเป็นเนื้อที่เป็น "กัปปิย" แปลว่า เนื้อที่สมควรแก่ภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ เพราะภิกษุทั้งหลาย มีความเป็นอยู่เนื่องด้วยชาวบ้าน สมด้วยพระบาลีว่า "ปรปฏิพทฺธา เม ชีวิกา" แปลว่า ภิกษุควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความเป็นอยู่ เนื่องด้วยผู้อื่น ไม่ควรทำตัวเป็นผู้เลี้ยงยาก ฉันอาหารตามมีตามได้
แม้แต่พระเทวทัต ที่ไปทูลขออนุญาตให้ภิกษุฉันมังสวิรัติ ภิกษุใดฉันปลาและเนื้อ ต้องอาบัติ พระพุทธองค์ก็ทรงคัดค้านแล้วในสมัยพระพุทธกาล
ยกเว้น เนื้อ ๑๐ อย่าง มีเนื้องู เป็นต้น ภิกษุฉันได้ ไม่ต้องอาบัติ

โดย พระวิสุทธิเมธี [8 ก.ย. 2544 , 20:11:16 น.] ( IP = 203.170.146.180 : : 203.170.146.180 )


  สลักธรรม 2

ก่อนอื่นท่านทั้งหลายต้องเข้าใจถึงองค์ของปาณาติบาต
แล้วจะเข้าใจว่าการกินเนื้อสัตว์
โดยไม่ได้สั่งฆ่านั้น ....เป็นบาปหรือไม่
องค์แห่งปาณาติบาต
ปาณาติบาต ( ฆ่าสัตว์ , เบียดเบียนสัตว์ ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. สัตว์นั้นยังมีชีวิต
๒. เราก็รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิตอยู่
๓. มีจิตหรือเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้นให้ตาย
๔. ทำความเพียรเพื่อจะฆ่าสัตว์นั้น ( ความเพียรพยายามเพื่อฆ่าแบ่งออกเป็น ๖ ประการ )
๔.๑ ทำการฆ่าด้วยตนของตนเอง
๔.๒ ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า หรือใช้วาจาทำการฆ่า
๔.๓ ใช้อาวุธเป็นเครื่องทำการฆ่า
๔.๔ ฆ่าด้วยหลุมพราง ( มีการวางแผนนานาประการเพื่อให้สัตว์นั้นตาย )
๔.๕ สังหารด้วยวิชาคุณ ( พิธีทางไสยศาสตร์ )
๔.๖ สังหารด้วยฤทธิ
๕. สัตว์นั้นก็ตายเพราะความเพียรนั้น

พระเทวทัตเคยกล่าวหาพระพุทธเจ้าเหมือนกันว่า ทำไมจึงไม่ทรงห้ามพระภิกษุสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ ทั้งๆที่เป็นนักบวช เป็นศาสดาเอก แล้วพระเทวทัตก็ประกาศตัวเองต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ว่า คำสอนของพระศาสดาก็เท่านั้น เมื่อทานเนื้อสัตว์ได้แล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร ใครที่ปวารณาตนว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์ให้ตามข้าพเจ้ามา
พระพุทธองค์ได้ยินดังนั้นก็ดำรัสว่า เรายังคงให้ทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ต้องเป็นเนื้อ 3 ประการ ดังนี้
1. ไม่เห็น คือไม่เห็นการฆ่านั้น
2. ไม่ได้ยิน คือไม่ได้ยินว่าการฆ่านั้น ฆ่าเพื่อนำมาให้เรา
3. ไม่รู้ไม่สงสัย คือไม่รู้ และไม่ได้สงสัยว่า เขาฆ่าสัตว์นั้นมาเพื่อให้เรา
ภิกษุ ถือเป็นผู้ที่อยู่ด้วยการรับอาหาร
จากผู้อื่น จึงไม่สมควรที่จะเลือกอาหาร และการที่ภิกษุฉัน
อาหาร ก็มิใช่เพื่อเสพรสชาติ หรือบำรุงร่างกาย แต่เพื่อพอ
ประทังหล่อเลี้ยงให้ร่างกายอยู่ได้
เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายนี้ให้อยู่ได้ไปวันๆ เพื่อเจริญสมณธรรม เพื่อปฏิบัติธรรมเท่านั้น
การทานเจ หรือ มังสะวิรัต ถ้าทานอย่างไม่พิจารณาแล้ว มันก็ไม่แตกต่างอะไรกันกับการทานเนื้อสัตว์ เพราะทานอย่างมีกิเลส เพราะไม่พิจารณา ปฏิสังขาโย

การกล่าวเรื่องนี้:ไม่ได้ต่อต้านมังสวิรัตินะครับ เพราะบางวันผมก็ยังกิน แต่ต้องการให้เห็นความชัดเจนในหลักของพุทธศาสนา เพราะศาสนาพุทธมีหลักคำสอนและบทพิสูจน์ที่ชัดเจน ลองอ่านดูนะครับ จากหนังสือ "พุทธศาสนา ทรรศนะและวิจารณ์" ของ อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์มติชน ธันวาคม 2538
หัวข้อเรื่องมังสวิรัติ อุปาทานของคนบางพวก หน้า 200-207 จะคัดบางส่วนนะครับทั้งหมดไม่ไหวสนใจลองหาหนังสืออ่านดู
"พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือเปล่า ถ้าพุทธศาสนิกสนใจอ่านพุทธประวัติ อ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเพียงเล่มสองเล่ม(ไม่ต้องถึงพระไตรปิฎก) จะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องตั้งคำถามเช่นนี้
พระพุทธเจ้าทรงเป็น "บรรพชิต" ตามรูปศัพท์แปลว่า "เว้นโดยสิ้นเชิง" หมายถึงเว้นจากพฤติกรรมทุกอย่างที่เคยทำสมัยยังครองเรือน หันมาถือเพศผู้ไม่มีเรือน (อนาคาริยะ)ก็ได้ แปลว่า "เดินไปข้างหน้า" หมายถึงใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่อยู่ที่ไหนเป็นการถาวร หรือหมายถึงปฏิบัติมุ่งไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้
พระองค์ทรงดำรงชีวิตด้วยการขออาหารจากชาวบ้าน (ภิกษุ) บำเพ็ญตนเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย(สุภระ) เขาให้อะไรก็กินสิ่งนั้น เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ทำประโยชน์แก่สังคม (กายัสสะ ฐิติยา ยาปนายะ)
เมื่อรู้วิถึดำรงชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกเช่นนี้แล้วก็ตอบได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าเสวยอาหารทั้งที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์และอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ พูดง่ายๆ ก็ว่าทรงเป็นทั้งมังสวิรัติและไม่มังสวิรัติ ขึ้นอยู่กับผู้ถวาย ถ้าคนถวายเขากินเนื้อสัตว์เขาคงเอาเนื้อมาถวาย ถ้าเขากินเจเขาก็คงเอาอาหารเจมาถวาย
เขาถวายอะไรพระองค์ก็รับมาเสวยทั้งนั้น ขณะรับก็มิได้จำแนกว่าเนื้อสัตว์หรือไม่เนื้อสัตว์ เจหรือไม่เจ ทรงคิดแต่เพียงว่า รับอาหาร
ผมยังไม่อ่านเจอที่ไหนว่า พระองค์จะปฏิเสธอาหารที่เขานำมาถวายด้วยเหตุผลว่าปรุงด้วยเนื้อสัตว์
จะมีก็แต่พระภิกษุบางกลุ่มในปัจจุบันนี้แหละปฏิเสธชาวบ้านที่นำแกงเนื้อมาใส่บาตรด้วยเสียงดังฟังชัดว่า "พวกอาตมาไม่ฉันเนื้อสัตว์ อยากทำบุญด้วยเนื้อสัตว์ ไปถวายองค์อื่น" ว่าแล้วก็เดินเชิดหน้าหนีไปด้วยมาดสำรวม
ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งประสบเห็นเกตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก โยมคนนั้นจึงถือข้าวค้างด้วยความตกใจเป็นธรรมดา
..........................................................................
ต่อไปก็เป็นการอธิบายว่าต้นเหตุของการถือมังสวิรัติคือพระเทวทัตดังที่ อธิบายไว้ข้างบนครับ อีกส่วนหนึ่งเรื่องเดียวกันอธิบายไว้ชัดเจนถึงเรื่อง การฆ่าเพื่อเป็นอาหารว่าบาปไม่บาปอย่างไร
............................................................................
เรื่องเกี่ยวกับการเสวยหรือไม่เสวยเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน ในสูตรอีกสูตรหนึ่งว่า ชีวกสูตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47-51)
มีข้อความโดยย่อว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ทูลถามพระพุทธเจ้าได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริง หรือว่ากล่าวตู่(กล่าวหา) พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง
พระองค์ตรัสว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริง กล่าวหาด้วยเรื่องไม่มีมูล และตรัสต่อไปว่า
เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่าถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขานำมาถวายเขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะ หรือสงสัยว่าเขาจะฆ่าแกงให้ท่าโดยเฉพาะ ก็ไม่ควรฉันถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้
............................
สุดท้ายทรงสรุปว่า ใครก็ตามที่ฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (หมายถึงบาปมาก) ด้วยเหตุ 5 สถานคือ
1.สั่งให้นำสัตว์นี้มา (เท่ากับชักนำให้คนอื่นร่วมทำบาปด้วย) นี่บาปสถานหนึ่ง
2.สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่า ถูกลากถูลู่ถูกังมา ได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก นี่บาปสถานสอง
3.ออกคำสั่งให้เขาฆ่า (ตัวเองก็บาป คนฆ่าก็บาป) นี่บาปสถานสาม
4.สัตว์ที่กำลังถูกฆ่าได้รับทุกขเวทนาสาหัสจนสิ้นชีพนี่บาปสถานสี่
5.ทำให้คนอื่นเขาช่องว่าพระตถาคตและสาวกด้วยเรื่อเนื้อสัตว์ที่ไม่ควร นี่บาปสถานห้า
(จริงอยู่ ถ้าพระไม่รู้ไม่เห็นไม่สงสัย ว่าเขาฆ่าเจาะจงตนไม่ต้องอาบัติ แต่คนภายนอกอาจหาว่าพระรู้แต่แกล้งไม่รู้ หรือปากว่าตาขยิบก็ได้)
......................................
ไม่ว่าพระองค์จะเสวยอะไร ทรงเสวยด้วยอาการไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่คือประเด็นที่ควรใส่ใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กินอะไร แต่อยู่ที่กินด้วยอาการอย่างไร
......................................
อาจจะยาวไปสักนิด แต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนและไม่ต้องการเห็นความแตกแยก เพราะความรู้สึกแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน


http://members.tripod.com/~copierman/eat.htm
ในปัจจุบันนี้ก็มีชาวพุทธของเราเองพยายามที่จะเสนอความเคร่งของตนเกี่ยวกับการฉันเนื้อ
แต่บางกลุ่มพยายามบิดเบือนว่า
พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ และถ้าใครกินเนื้อก็เป็นยักษ์เป็นมาร

บทสรุปที่ดีมีหลายท่านกล่าวแล้วว่า
พระท่านฉันอาหารน่ะ
ถ้าอาหารมีเนื้อก็ต้องบริสุทธิ์
แล้วท่านก็เป็นผู้ขอที่ดี
ไม่เบียดเบียนทายกที่เขาถวายทาน
ด้วยการบอกว่าจะกินอย่างนั้นไม่กินอย่างนี้

สำหรับภิกษุ ชาวบ้านให้อะไรกินก็ต้องกินอย่างนั้น ไม่มีเลือก กินอย่างที่เขากิน กินเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด ไม่ใช่กินเพื่อเอร็ดอร่อย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระภิกษุเป็น "เปรต" ชนิดหนึ่ง
เรียกว่า "ปรทัตตูปชีวีเปรต" แปลว่า "ผู้ที่เข้าไป
อาศัยอาหารที่บุคคลอื่นให้จึงเป็นอยู่ได้"

ดังนั้น จึงต้องฉันอาหารที่ชาวบ้านเขาให้เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม อาหารที่เขาให้นั้น ถ้าพระรู้ว่าเขาเจตนา
ทำเพื่อท่าน โดยไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์(ได้เห็น-ได้ยิน-รู้ว่าฆ่าเพื่อตน)
พระพุทธองค์ก็ทรงห้ามเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันชีวิตสัตว์ไว้
เพราะถ้าพระพอใจในเนื้อนั้น ๆ ชาวบ้านที่นับถือพระ
ก็จะพากันไปฆ่าสัตว์เพื่อถวายพระ เมื่อชาวบ้านรู้ว่า
ถึงฆ่าสัตว์มาถวายพระ พระก็ฉันไม่ได้ จึงไม่มีการฆ่าสัตว์
มาถวายพระ แต่จะหาวัสดุเท่าที่หาได้มาทำถวายพระแทน
ถ้าเจอผัก ก้เอาผัก เจอเนื้อก็เอาเนื้อมาทำอาหาร

ส่วนพระภิกษุเองนั้น ถึงแม้ว่าฉันผักก็ตามแต่ไม่รับประเคนให้สั่งให้ทำก็ผิดวินัย
อย่าว่าแต่ฉันเนื้อเลย เพราะจิตใจ
ของท่านมี "อุปาทาน" (ยึดมั่นถือมั่น) อยู่กับ "ผัก(และเนื้อ)"
ติดอยู่ในความอร่อยไม่พิจารณาฉันเพื่ออะไร
ภิกขุก็ควรยังชีพตามแต่อัตภาพนั้นด้วย แต่
อย่างไรเสียก็ข้อห้ามในเรื่องเนื้อ 10 อย่างที่ภิกขุไม่ควรบริโภค






โดย อาศรมบำเพ็ญบุญบารมี [9 ก.ย. 2544 , 21:28:50 น.] ( IP = 203.170.174.207 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org