มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำอย่างไรจึงจะวางใจเป็นกลางได้




ในการปฏิบัติวิปัสสนามีการกล่าวถึงการวางใจเป็นกลาง หมายถึงกลางระหว่างอะไร และทำอย่างไร
และคำนี้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ ถ้าได้ ..ต้องทำอย่างไร กรุณายกตัวอย่างเปรียบเทียบ ขอบคุณมาก

โดย นักศึกษาพระอภิธรรม [9 ก.ย. 2544 , 21:34:50 น.] ( IP = 203.170.154.99 : : 203.170.154.99 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

โดยนัยยะทางพุทธ ในทางโลกียะคือแบบโลกๆ
'ความสุข' นั้นไม่มี มีก็แต่ทุกข์กับทุกข์น้อย

ทุกข์สุขและความซัดส่ายเร่าร้อนทั้งปวง
ท่านว่าก็เป็นเพราะ ๒ อย่าง
คือ
(๑) อภิชฌา
(๒) โทมนัส

อภิชฌา คือ ความยินดี พอใจต่างๆ
โทมนัส คือ ความยินร้าย ความไม่ชอบใจต่างๆ

จะให้เราเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งปวง
อันล้วนเกิดจากความยินดีหรือไม่ก็ความ
ยินร้ายนั้น บุคคลจึงต้องฝึกใจให้
สามารถอยู่เหนือความยินดียินร้าย
นั่นก็คือใจที่เป็นกลางๆ อยู่เสมอ
เป็นกลางอันประกอบด้วยปัญญา
ไม่ใช่เป็นกลางด้วยโมหะ

วิธีทำใจ ฝึกใจ สร้างและพัฒนาใจให้เป็นกลาง
อยู่เสมอ บ่อยๆ เนืองๆ
ก็คือ การเจริญสติ
หรือ สติปัฏฐานสี่

รู้ตัวทั่วพร้อมในกายก็ได้ ในเวทนาก็ได้
ในจิตก็ได้ หรือในธรรมก็ได้ (กายานุปัสสนา
สติปัฏฐาน-เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน-
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน-ธรรมานุปัสสนา
สติปัฏฐาน)

การเจริญสติอยู่ในกาย-เวทนา-จิต-ธรรม นี้
เป็นการอยู่กับความเป็นจริงของกายและใจ
ของตนเองในทุกๆ ขณะที่เป็นปัจจุบัน
ไม่ใช่อดีตและไม่ใช่อนาคต

เมื่อเพียรเจริญสติบ่อยๆ เนืองๆ
จิตก็จะพัฒนา ท่านว่า 'เมื่อสติมา
ปัญญาก็เกิด'

ด้วยการหมั่นเพียร (อาตาปี) มีสติระลึกรู้
ในกายและใจ (= กาย-เวทนา-จิต-ธรรม)
เช่นนี้ บุคคลก็จะค่อยๆ มีใจที่พัฒนา
สติเฉียบคม ทันปัจจุบัน
รู้เท่าทันความยินดียินร้ายมากขึ้น
จิตใจก็จะซัดส่ายน้อยลง
มีความเป็นกลางมากขึ้นเรื่อยๆ
มีอิสระเหนืออารมณ์ทั้งปวง
เพราะเข้าไปรู้เท่าทันอารมณ์ทั้งปวง
ด้วยปัญญาเสียแล้ว

ความยินดียินร้ายใดๆ ก็มาทำอันตราย
หรือมีอิทธิพลต่อจิตใจที่พัฒนาแล้ว
ด้วยพระสติ พระปัญญาเช่นนี้ ได้ยาก
หรือไม่ได้เลย

โดย ืnothingness [11 ก.ย. 2544 , 10:07:23 น.] ( IP = 203.146.213.95 : : )


  สลักธรรม 2

http://www.dabos.or.th/tm16.html

http://mahamakuta.inet.co.th/T-BOOK/P-85.html

http://pantip.inet.co.th/cafe/library/topic/K1085963.html

โดย ... [11 ก.ย. 2544 , 19:48:52 น.] ( IP = 203.144.239.146 : : )


  สลักธรรม 3

ขอแสดงความคิดเห็นตามความเข้าใจค่ะ การวางใจเป็นกลางในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหมายถึงการวางใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลเลื่อนไปในอดีตและอนาคต โดยมีสติเป็นจอมทัพ และมีปัญญารู้รูปนามเป็นอารมณ์ค่ะ การมีสติอยู่กับปัจจุบันสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันไดัค่ะ โดยพยายามฝึกฝนสติให้เกิดขึ้นบ่อยๆค่ะ

โดย ธัญธร [19 ก.ย. 2544 , 19:51:02 น.] ( IP = 203.147.28.150, 203.147.28.251 : : 203.147.28.150, 203.147.28.251 )


  สลักธรรม 4

สาธุ สาธุ สาธุ
อยากทราบวิธีการฝึกฝนด้วย ขอบคุณมาก

โดย นักศึกษาพระอภิธรรม [21 ก.ย. 2544 , 01:23:02 น.] ( IP = 203.155.70.253 : : )


  สลักธรรม 5

[u]วิธีฝึกสติอย่างง่ายๆ[/u]

[u]การมีสติรู้กาย (รูป)[/u]
(กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

กายเดิน ก็รู้ว่ากายเดิน
กายยืน ก็รู้ว่ากายยืน
กายนั่ง ก็รู้กายนั่ง
กายนอน ก็รู้กายนอน


ถามว่ารู้อย่างไร -- ก็คือ รู้ด้วยการสังเกตการณ์ด้วยใจ
(ไม่ใช่เอาตาไปมองกาย แต่ใช้ใจมอง) รู้แบบไม่ต้องไปจี้
คือเพียงเอาใจไปเอาใจใส่ จรดจ่อแบบพอสบายๆ
จรดจ่อกับอาการใหญ่ๆ ทั้ง ๔ อาการใดอาการหนึ่ง
ที่กายกำลังเป็นอยู่จริงๆ ในขณะปัจจุบันนั้นๆ
นี่คือการมีสติรู้กายที่เป็น 'อิริยาบถใหญ่'

นอกจากอิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ แล้ว อาการอื่นๆ ทั้งหมด
ของกาย อาทิ เหยียด (มือ-แขน-ขา-ตัว) เอื้อม
ขยับ (ส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย) กะพริบตา เคี้ยว กลืน
(อาหาร น้ำ) หาวก็รู้ เมื่อกายสัมผัสอะไรเย็น ร้อน
อ่อน แข็ง ก็รู้ กาย(ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม)เย็น
ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ก็เอาสติตามรู้ ฯลฯ
ณ เวลาปัจจุบันแต่ละวินาที ก็เพียรมีสติรู้ ไปเรื่อยๆ

ถ้าเราเพียรมีสติเราจะพบว่า
เมื่ออาการใดอาการหนึ่งกำลังเด่นชัดที่สุด
สติเค้าก็จะไปจับอยู่ตรงอาการที่ชัดที่สุดในวินาทีนั้นๆ
ก็ตามสังเกตอาการนั้นๆ ไป จนกว่าจะมีอาการใด
อาการหนึ่งที่ปรากฏชัดกว่าอันเก่า ก็วางสติจากอาการ
อันเก่ามาจับสังเกตอาการอันใหม่แทน เป็นเช่นนี้ไป
เรื่อยๆ


[u]การมีสติรู้ใจ (นาม)[/u]
(เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

เนื่องจากสรรพสัตว์มีทั้งกายและใจ (รูปกับนาม)
ดังนั้น ก็จะต้องมีสติรู้ส่วนที่เป็นนาม คือ ใจ ด้วย

อาทิ รู้สึกทุกข์ก็(มีสติ)ตามรู้ รู้สึกสุขก็(มีสติ)ตามรู้
รู้สึกเฉยๆ ก็รู้ [เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

ดีใจก็มีสติรู้อาการดีใจนั้นๆ เสียใจก็รู้ โกรธก็รู้
พอใจก็รู้ ไม่พอใจก็รู้ หงุดหงิด คิด ยินดีก็รู้ เศร้าก็รู้ ฯลฯ
ง่วงก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ สงสัยก็รู้ อยากอะไรก็ตามก็มีสติรู้
(จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

+ + + + + + + + + +

ครูบาอาจารย์สอนว่า อาการทางกายและใจนั้น
เกิดขึ้นมีอยู่ตลอดเวลาที่บุคคลตื่นอยู่ ดังนั้นก็จะมีอะไรสักอย่าง
ให้สามารถมีสติตามดูตามรู้ได้เสมอ และมักจะไม่ได้มี
เพียงอาการเดียวในแต่ละขณะๆ ที่เป็นวินาทีปัจจุบัน

หลักๆ วิธีการก็คือ ถ้ามีอาการทางกายกับอาการทางกาย
ที่เห็น(ด้วยสติ)ชัดเท่าๆ กัน ก็เลือกเอาสติไปรู้สักอัน ทิ้งอีกอันไป
ถ้าหากมีหลายอาการแต่มีอาการที่เด่นชัดที่สุดขณะนั้น
ก็ให้เลือกจรดจ่อกับอาการที่เด่นชัดที่สุดตอนนั้นๆ ทิ้งอันอื่น
ไปให้หมด (คือไม่ต้องสนใจอาการอื่นๆ)

ส่วนหากมีอาการทางกายและทางใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
ท่านว่าให้วางอาการทางกายแล้วมาจับสังเกตอาการทางใจ

ถ้าหากอาการทางใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายอย่างและ
ไม่มีอะไรชัดกว่าอันอื่น ก็เลือกอันเดียวแล้วทิ้งอันอื่นไป
แต่ถ้าหากมีอะไรที่ชัดที่สุดก็เอาอันนั้น (คือเอาสติไป
จรดจ่อแบบสบายๆ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเกร็ง) จับสังเกต
อาการที่ชัดที่สุดนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีอาการใหม่ใดๆ
ปรากฏขึ้นชัดกว่า ก็วางอันเก่าไปมีสติรู้อันใหม่แทน

เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ การมีสติตามดูตามรู้อาการต่างๆ
ของกายและใจนี้ จะต้องเป็นไปแบบสบายๆ ไม่ตึงเกินไป
ไม่หย่อนเกินไป และผู้เพียรฝึกสติ เพียรมีสติ จะต้อง
ทำตัวเองเป็นผู้ดูอยู่เฉยๆ ดูอยู่ห่างๆ ดูแบบดูหนังดูละคร
โดยอาการต่างๆ ของกายและใจนั้น เปรียบเสมือน
ตัวละครที่กำลังโลดแล่นแสดงบทบาทอยู่บนเวที
ส่วนผู้ดูก็ดูอยู่ข้างล่างเวที นักแสดงเจ็บเราก็ดูอยู่เฉยๆ
ไม่ต้องอินกับละครด้วยการเจ็บไปด้วย ทุกข์ร้อนไปด้วย
เค้า(กายหรือใจ)จะเจ็บ ก็ดูเค้าไป เค้าจะทุกข์ก็ดูเค้าไป
แต่ไม่ต้องไปเจ็บไปทุกข์กับเค้า -- อะไรทำนองนี้

อีกข้อคือ พยายามให้สติอยู่กับกายและใจเช่นนี้
ไปเรื่อยๆ พยายามอย่าให้ขาดสาย มีสติสังเกตอาการ
ของกายหรือใจในแต่ละขณะปัจจุบันไปให้ต่อเนื่อง
ไปเรื่อยๆ นับแต่ตื่นจนหลับ ทำได้ทุกเวลา
ทุกสถานที่ ที่กายและใจเราอยู่นั่นเอง

เป็นการฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบัน คือ ไม่ส่งไปอดีตหรือ
อนาคต (การคิดหรือฟุ้งซ่านเรื่องต่างๆ ส่วนใหญ่แล้ว
ถ้าไม่คิดไปในเรื่องอดีตที่จบไปแล้วดับไปแล้วก็จะ
คิดไปในเรื่องอนาคตคือเรื่องที่ยังไม่เกิด ยังมาไม่ถึง)
และเป็นการฝึกสติให้อยู่กับตัว อยู่ที่ตัวเอง คือ อยู่ที่
กายและใจตน หรือก็คืออยู่กับรูปกับนามที่เป็น
ตัวเราเอง ไม่ส่งออกข้างนอก (อาทิ ไม่ส่งออกไปที่
คนอื่น สถานที่อื่น เรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก
อาการปัจจุบันของกายและใจเราเอง)

สติ หรือ สติปัฏฐานสี่นี้ เป็นเรื่องของการฝึกฝน
ต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้น ใจเย็นๆ ให้ค่อยๆ เป็น
ค่อยๆ ไป ถ้าหากเผลอลืมไป คือเผลอสติไป
เมื่อรู้ตัวก็กลับมาเริ่มต้นใหม่ เพียรมีสติใหม่
ไปเรื่อยๆ สติก็จะค่อยๆ พัฒนา เฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ
ไปเอง

อานิสงส์ของการมีสติมีมากมาย
ผู้ที่เพียรฝึกฝนจริงๆ ก็จะสามารถเห็นผลได้ด้วยตนเอง
และจะมีความสุขที่เหนือความสุขแบบโลกๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ตามลำดับพัฒนาการของสติ ตามลำดับพัฒนาการของ
จิตใจ นอกจากจะพาไปสู่ความพ้นทุกข์ได้แล้ว
ผู้เจริญสติ เพียรมีสติอยู่เนืองๆ จะเป็นผู้ไม่ค่อย
หลงลืม ไม่ค่อยเผลอในเรื่องต่างๆ ส่งผลให้
ชีวิตดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เรียนก็เรียนดีขึ้น
ทำงานก็ทำงานดีขึ้น ชีวิตส่วนตัวก็จะดีขึ้น
ทั้งนี้เพราะเมื่อสติและสัมปชัญญะทำงานดี
ปัญญาก็จะเกิดให้รู้จักโลกรู้จักธรรมชาติของกายและใจ
รู้จักธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวง
รู้จักทุกข์และรู้เท่าทันทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ
รู้จักกิเลสและรู้เท่าทันกิเลสมากขั้นเรือยๆ
ก็จะสงบขึ้น เย็นลง ทำอะไรต่ออะไรด้วยสติและปัญญา
ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จและก้าวหน้า
เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

ขออนุโมทนากับจิตอันเป็นมหากุศล
ที่มุ่งอยากจะฝึกฝนพัฒนาตนเองด้วยวิชาอัน
ประเสริฐสุดไม่มีอะไรจะประเสริฐไปกว่านี้แล้ว
คือวิชาสติปัฏฐานนี้ วิชานี้วิชาเดียวที่พระพุทธองค์
ทรงกล่าวไว้ชัดเจนว่าเป็นเส้นทางสายเดียวสู่การ
พ้นทุกข์ สมควรที่จะสั่งสมวิชานี้ติดตัวไว้
เป็นอย่างยิ่ง ขอเป็นกำลังใจให้คุณด้วยมากๆ
หวังให้เข้าใจวิธีการและสามารถเจริญสติได้ฉับไว
คล่องแคล่ว ตรงทาง ตรงวิธีที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้

โดย nothingness [21 ก.ย. 2544 , 12:20:31 น.] ( IP = 203.146.213.11 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org