มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระพุทธศาสนาสอนให้บรรลุธรรมแค่ตนเองหรือ




พระพุทธศาสนาสอนให้บรรลุธรรมเฉพาะตนเอง ไม่ได้อนุเคราะห์ผู้อื่นหรือ

โดย วีระ อำนาจวิเศษกุล [9 ก.ย. 2544 , 21:45:54 น.] ( IP = 203.170.174.207 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สวัสดึค่ะคุณวีระ อำนาจวิเศษกุล และญาติธรรมทุกท่าน

คำถามที่ว่า พระพุทธศาสนาสอนให้บรรลุธรรมเฉพาะตนเอง ไม่ได้อนุเคราะห์ผู้อื่นหรือ? ดอกแก้วขอทำความเข้าให้แก่ท่านสักหน่อยนะค่ะว่า
การบรรลุธรรมนั้น หมายถึงการดำเนินชีวิตของตนให้เป็นผู้เห็นธรรมตามพระองค์นั่นเอง และธรรมในที่นี้ เมื่อมีปัญญาจักษุรู้เห็นพร้อมด้วยสภาวะกับไตรลักษณ์แล้ว จึงจะนับเป็นปรมัตถธรรมอันแท้จริง
สัมมาทิฐิแห่งปัญญาจักษุคือ พระนิพพานนั่นเองค่ะ
ดังนั้น ม่านจะเห็นได้ว่า พระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น กว้างและยิ่งใหญ่ไพศาลนัก พระองค์ทรงชี้ทางบรรเทาทุกข์และบอกทางแห่งสุขอันสถาพร ทรงประทานให้แก่เวไยนสัตว์ทั่วไป...แต่ผู้ที่จะบรรลุธรรมนั้นต้องทำด้วยตนเอง คือกระดำเนินตามทาง ไตรสิกขาด้วยตนเองค่ะ ท่านลองคิดดูซิค่ะว่าเราจะถือศีล หรือทำสมาธิแทนใครได้ไหมค่ะ ? คำตอบก็คือไม่ได้ ดังนั้นไม่ใช่พระพุทธองค์ไม่ให้อนุเคราะห์ผู้อื่น
หรอกนะค่ะ แต่เป็นเพราะตนไม่ยอมรับการอนุเคราะห์ ( ดำเนินตามคำสั่งสอน ) ของพระองค์เองต่างหาก ใช่ไหมค่ะ

ดอกแก้วค่ะ



โดย ดอกแก้ว - [9 ก.ย. 2544 , 22:29:42 น.] ( IP = 203.170.151.250 : : 203.170.151.250 )


  สลักธรรม 2

ทุกวันนี้ยังมีความสับสนกันมากกับคำว่า การบรรลุธรรมเฉพาะตน เพราะเข้าใจกันในความหมายว่าเห็นแก่ตัว หรือเอาตัวรอดคนเดียว
ที่จริงแล้วการบรรลุธรรม กับการช่วยเหลืออนุเคราะห์ผู้อื่นนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย อย่างที่คุณดอกแก้วกล่าวไว้นั่นแหละว่า การปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมนั้นต้องทำด้วยตนเอง ฝากคนอื่นทำแทนไปก่อนพอใกล้จะบรรลุเราค่อยมารับช่วงต่ออย่างนี้ไม่ได้แน่ ตนเองจะต้องผ่านประสบการณ์จากการปฏิบัติก่อน ต้องผ่านอุปสรรค ผ่านความผิดพลาด จนได้เหตุผลที่ถูกต้องตามพุทธประสงค์แล้ว จากนั้นจึงอนุเคราะห์ผู้อื่นได้ ไม่ใช่อยู่ ๆ อาศัยเพียงความรู้ที่ฟัง ๆ มาและอยากจะช่วยคนให้พ้นทุกข์ก็นั่งเทียนสอนเอา
พระพุทธศาสนามิได้สอนหรือบังคับให้หนีสังคม มิได้ถ่วงความเจริญ หรือพยายามหยุดยั้งเทคโนโลยีที่กำลังก้าวกระโดดนั้นอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
ศาสนามีหน้าที่แสดงความจริงเกี่ยวกับโลกและชีวิต แนะนำถึงความรอบคอบ และรอบรู้ในการดำเนินชีวิต โดยเกิดความเดือดร้อน น้อยที่สุด รอบรู้ว่าสิ่งใดควรคิดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ช่วยให้มนุษย์เข้าใจชีวิตและส่วนที่เป็นปัญหา มีระเบียบในเรือนใจ และการยอมรับเหตุผล ทำให้สามารถหาทางออกจากความขัดแย้งและอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาได้อย่างผู้รู้กาลเทศะมากกว่า

โดย มาลี อาณากุล [10 ก.ย. 2544 , 14:06:43 น.] ( IP = 203.155.70.253 : : )


  สลักธรรม 3

พระพุทธศาสนานั้นสอนให้คนพ้นทุกข์ได้แค่ตนเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเถรวาทเราเน้นแนวทางแห่งพระอรหันต์ แล้วการปฏิบัติส่วนใหญ่
ก็เป็นข้อปฏิบัติที่ใช้เฉพาะตัวเสียมาก สอนแต่ศีลสมาธิปัญญาให้ช่วยตัวเองก่อน แทนที่
จะเน้นเรื่องความเสียสละและความรักเพื่อให้ช่วยสังคม เราจะแก้ปรัปวาทหรือวาทะที่กล่าวอย่างนี้ได้อย่างไรนั้นทาง
ท่านอาจารย์ดอกแก้ว และอาจารย์มาลี อาณากุล ก็ได้แสดงความเห็นไว้อย่างดี แต่ก็มีเรื่องที่จะแสดงทัศนะไว้พิจารณาอีกส่วนหนึ่งว่า

ความจริงแล้วเถรวาทของเราเอาความสมัครใจไม่บังคับ ใครอยากพ้นทุกข์ ก็ปฏิบัติตาม
ใครไม่อยากพ้นทุกข์ ก็ตามแต่กรรมของผู้นั้น (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม)

ถ้าเขายังอยากเสพในเรื่องความสุขทางโลก เราจะไปข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า
ในเมื่อเขายังไม่อยากพ้นทุกข์เช่นนี้ ท่านก้ไม่ได้ว่าอะไร
ก็เหมือนการบอกบุญนั่นแหละครับ ใครบอกบุญไม่รับจะเอาบุญไปยัดปากเขาก็ใช่ที
สรุปคือ ยึดหลักสมัครใจใครอยากพ้นทุกข์ก็เดินตามมา ใครยังไม่อยากก็ตามใจ
กล้าๆกลัวๆเกาะรั้วดูก็ได้ครับ

ใครหนอช่างพูดว่าพระพุทธศาสนาไม่สอนให้คนเสียสละ
มีหัวข้อธรรมะมากมายที่ให้คนเสียสละและช่วยเหลือกัน
ผมขอยกตัวอย่างซักสองหัวข้อ

1/ พรหมวิหารสี่ ได้แก่
๑ เมตตา ... ความรัก ความเห็นใจ สงสารเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์
๒ กรุณา ... ช่วยเหลือผู้อื่น มิใช่เห็นใจแล้วผ่านไปเฉยๆ
๓ มุทิตา ... พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นประสพความสำเร็จ
๔ อุเบกขา ... อุเบกขา เช่นเมื่อผู้อื่นต้องได้รับโทษ
จะเห็นว่าข้อ ๑ และข้อ ๒ ที่ว่าเมตตา และกรุณานั้น
ก็หมายถึงให้เหลียวมองและช่วยเหลือผู้อื่นไง

2/ ฆารวาสธรรม
๑ สัจจะ .... ซื่อสัตย์ต่อกัน
๒ ทมะ ..... ความข่มใจ รู้จักข่มจิตของตน
๓ ขันติ .... อดทน
๔ จาคะ ... การบริจาค หมายถึงสละปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

นอกจากนี้ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะการให้ทาน
จะมีสอดแทรกอยู่ในหลายๆหัวข้อธรรมะ
เช่นในหัวข้อ สัปปุริสบัญญัติ ๓ อย่างคือ
๑ ทาน ... สละสิ่งของของตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๒ ปัพพัชชา ... ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากการเบียดเบียนกันและกัน
๓ มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข

หรือ บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง ( ถ้าโดยพิศดาร ๑๐ อย่าง )
๑ ทานมัย ... บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒ สีลมัย ... บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓ ภาวนามัย ... บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
หรือที่เราเรียกว่า ทาน ศีล ภาวนา

ถึงแม้ว่าตัวพุทธศาสนาจะมีปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่าง
ที่ทำให้ผู้ศึกษาเกิดทัศนคติทางธรรมแตกต่างกัน แต่หากมอง
ในแง่ดีว่าเป็นกุโลบายเพื่อให้ศาสนิกชนได้เสพและบริโภคง่าย
และอร่อย ตามภูมิปัญญาของศาสนิกนั้น ๆ ผมเองเคยมี
อุดมคติต่อการศึกษาพุทธศาสนาบริสุทธิ์มากเกินไป ความ
เป็นจริงแล้วศาสนาหรือพิธีกรรมบางอย่างยังจำเป็นสำหรับ
พุทธศาสนิกบางคน และมีโอกาสพัฒนาการดีขึ้นเหมาะขึ้น
ในโอกาสต่อไป ในอดีตโครงสร้างของสังคมได้ ขีดเส้น
แบ่งให้พุทธศาสนิกส่วนใหญ่แยกห่างออกจากกัน เพียงแค่
ต่างนิกาย ทั้งท่ี่ศาสดาของเราทั้งหลายก็คือพระพุทธองค์
องค์เดียวกันแต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีปราชญ์ผู้รู้เรื่องพระศาสนาทั้ง
เถรวาทและมหายาน ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก
แต่รู้จริงถ่องแท้ ความขัดแย้งอะไรก็ไม่สามารถขยายรอย
แตกร้าวให้มากขึ้น มีแต่ความรู้เหล่านั้นจะเป็นเครื่องเชื่อม
ในการทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาและลัทธิ ให้บรรลุ
อุดมคติของศาสนาแห่งตน

ถ้าศาสนาพุทธสอนให้คนพ้นทุกข์เฉพาะตนเอง...ไม่ช่วยเหลือคนอื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราคงเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ซะตั้งแต่ตรัสรู้แล้วครับ
ไม่มาสั่งสอนเหล่าสัตว์โลกให้เหนื่อยเปล่าหรอก
การที่พระพุทธเจ้าประกาศหนทางแห่งการพ้นทุกข์ให้พวกเราได้เดินตาม
ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมหรือครับ
เพียงแต่หนทางที่จะพ้นทุกข์...ต้องปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น
ไม่มีใครสามารถช่วยหรือทำแทนได้ครับ
การที่เรายังช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ไม่ได้ แล้วจะไปช่วยให้
ใครพ้นทุกข์ได้

ความจริงการกล่าวตู่พุทธศาสนามีมาตลอดแหละครับ
ในพระไตรปิฎกเราจะพบบ่อยๆ ถึงการกล่าวตู่โดยคนนอกศาสนาบ้าง
โดยพระสาวกบางองค์บ้าง ซึ่งกรณีหลังนี้พระพุทธเจ้าจะเรียกว่า
"โมฆบุรุษในธรรมวินัยนี้"
เรียกอย่างนั้นแล้วก็ทรงแสดงธรรมสอนโมฆบุรุษนั้นอีก
เหมือนช่างปั้นหม้อที่ขนาบดิน ขนาบแล้วขนาบอีก
ด้วยพระกรุณาอันบริสุทธิ์ของพระองค์




การจะช่วยคนอื่น ตัวเราต้องมีภูมิธรรมหรือสัมมาทิฎฐิเบื้องต้นก่อนครับ
มิฉะนั้นสอนกันผิดพลาดอย่างทุกวัน เป็นผลยังความเสียหายให้ผู้ฟังจำผิดฝังใจ
ในเรื่องทิฎฐิ แก้ไขยากเพราะจะติดตามบุคคลนั้นไป
เหมือนเราตกน้ำ ยังว่ายน้ำไม่แข็ง แล้วไปช่วยคนอื่นมีหวังโดนกอดคอกันตายหมู่
สู้รีบว่ายขึ้นฝั่งหาเถาวัลย์ เชือก หรือเรือแพ มาช่วยดีกว่า

ความจริงการกล่าวตู่พุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ก็มีมากมายมหาศาลนะครับ
เช่นกล่าวว่า
(1) ตายแล้วจิตดวงเดิมนั้นแหละไปเกิด
(2) ตายแล้วสูญไปเลย
(3) นิพพานเป็นเมืองแก้วจริงๆ
(4) แนวทางปฏิบัติมีอย่างเดียว ต้องแบบสำนักของฉันเท่านั้นถูก
ทั้งที่พระพุทธเจ้าแสดงทางสายเอกไว้ แต่มีทางย่อยตามจริตนิสัยเป็นอันมาก
จริงๆ ยังมีอีกเยอะแยะครับ แต่ผมไม่กล้านำมาเสนอ เดี๋ยวจะเกิดสงครามขึ้นที่นี่อีก
จึงอยากเชิญชวนพวกเราว่า ใครว่างลองอ่านพระไตรปิฎกดู
จะเป็นฉบับย่อสำหรับประชาชนก็ยังดีกว่าไม่อ่านเลย
อ่านแล้วลองปฏิบัติดูหรือปฏิบัติไปอ่านไปก็ได้โดยฟังคำสอนของอาจารย์
(เพราะจริงๆ แล้ว การฟังคำสอนของครูบาอาจารย์นับตั้งแต่การฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าลงมาก็คือการเรียนรู้ปริยัติธรรมหรือเรียนแผนที่ เพื่อการเดินทาง(ปฏิบัติ)
เมื่อปฏิบัติแล้วต้องวัดผลในจิตตนเองว่าตรงตามความน่าจะเป็นหรือไม่
เช่นมักน้อยสันโดษ เป็นทาสของตัณหาน้อยลงหรือไม่ เป็นต้น


พวกที่นั่งสมาธิ จิตเขาดิ่งเพียงเพื่อความหลุดพ้น
ของตัวเอง แต่นั่นแหละ ถ้าทุกคนทำได้ โลกนี้ก็จะไม่มีความอยาก ความโลภ ความโกรธ และความหลง นี่ไม่ใช่หรือ
ที่จะจรรโลงโลก ให้เกิดความสุขที่แท้จริง เพราะคนเหล่านี้เขาคงไม่ตั้งตัวไปเบียดเบียนใคร แต่ถ้าได้เพิ่มสิ่งที่คุณว่า
เข้าไปในตัวเขาแล้ว โลกนี้ก็จะประกอบไปด้วยเมตตาธรรม ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่กันโดยไม่เบียดเบียนกัน และช่วยเหลือกัน แต่อุดมคติเหล่านี้จะเกิดได้อย่างไร หากเราไม่เริ่มที่ตัวเรา เราคงไปหวังฉุดคนทั้งโลกที่ต่างวัฒนธรรม
ต่างชาติ ต่างภาษา ไม่ได้ และอีกอย่างต่างศาสนากัน ผมในฐานะชาวพุทธ คิดว่าเดินทางสายกลางได้เป็นดีที่สุดคือเป็นตัวเรา ที่ไม่คิด ไม่ก่อ ความทุกข์ให้กับผู้อื่น และมีโอกาสก็ช่วยจรรโลงสังคม
"ถ้าคนทั้งโลกเขาไม่เห็นด้วยในการทำโลกให้มีธรรมะ เพราะเห็นว่าเหลือวิสัย ก็ตามใจเขา, เราคนเดียว ก็อาจจะทำตนเองให้ดับทุกข์ได้ด้วยธรรมะอย่างถึงที่สุด, ดังนั้น อย่าได้ท้อใจเลย ในการที่คนทั้งหลายเขาไม่สนใจไยดีกับธรรมะ
ธรรมะมีสองระดับ โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
ความรักความเมตตาและความกรุณาต่อเพื่อนร่วมโลกมีสอนไว้ครบในโลกียธรรมดังที่มีบางท่านอธิบายไว้ข้างต้น เป็นธรรมะสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์
สังคมที่ปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็จะมีความสงบเย็น

ส่วนโลกุตรธรรมเป็นธรรมชั้นสูง เป็นอุดมคติของชาวพุทธ เป็นสิ่งที่ศึกษาและรู้ได้เฉพาะตน คนที่ไม่เข้าใจอาจจะตีความว่าโลกุตระธรรมเป็น "การเอาตัวรอดเฉพาะตน" ความจริงแล้วผู้หลุดพ้นตามความหมายของศาสนาพุทธยังดำรงชีพในสังคมปกติได้ และทำความดีให้กับสังคมได้
เหมือนเดิม แต่ท่านหมดความยึดติด เปรียบไปก็เหมือนพระพุทธองค์ที่เสด็จออกจากป่ามาโปรดสั่งสอนผู้ศรัทธาตามเมืองต่างๆ
จึงสรุปได้ว่าพระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาแห่งความคิดที่เป็นสัจจะทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การที่ได้มาศึกษาพระพุทธศาสนาเท่ากับท่านได้เข้ามาหาธรรมชาติ ท่านจะรู้ถึง
กลไกของธรรมชาติว่า ธรรมชาตินั้นมีอะไรเป็นกฎเกณฑ์อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ มีผล
อย่างไรกับชีวิต ก่อนอื่นจะต้องเข้าไปรู้ ว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร ศึกษาและปฎิบัติให้ถ่องแท้ พอรู้แล้วจึงอนุเคราะห์บุคคลอื่นให้รู้บ้าง
พระครูศรีโชติญาณเถระท่านแตกฉานสภาวะธรรมสั่งสอนลูกศิษย์ของท่านให้เรียนออก
อย่าเรียนเข้าอย่างเดียว” ลูกหลานหรือเพื่อนร่วมโลกจะได้มีแสงสว่างบ้างธรรมะอันเป็น
ธรรมชาติจะไม่ดับสูญ




โดย อาศรมบำเพ็ญบุญบารมี [15 ก.ย. 2544 , 05:46:07 น.] ( IP = 203.170.153.144 : : 203.170.153.144 )


  สลักธรรม 4



เย้ไชโย...มีอาศรมพระเข้ามาบอกทางที่ถูกด้วย เอ๊ะ คนในอาศรมบำเพ็ญบุญบารมีเณรชิตจำได้ว่า มีเณรวัสไปอยู่ที่นั่น 1 คน เราดีใจจังเลยที่เจอเพื่อนร่วมสำนักในการให้ธรรมมะที่ถูกต้องตามพระพุทธพจน์ ถ้าเราจำไม่ผิด รูปข้างล่างนี้เธอใช่ไหมเณรวัส แต่เราอยากขอร้องให้เธอกล้าๆหน่อยเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา เราเคยสอนวิธีลงรูปแล้ว แต่เธอยังไม่ทำเลย งั้นเราเอารูปเธอมาลงให้แทนก่อนนะเณรวัส พร้อมอนุโมทนามาด้วย แล้วเราจะส่งโค้ดรูปเธอหนึ่งในขบวนการเปาเปียวไปให้นะ
จาก เณรชิต

โดย เณรชิตครับ [15 ก.ย. 2544 , 07:51:16 น.] ( IP = 203.170.156.24 : : 203.170.156.24 )


  สลักธรรม 5

เฌรวัส นี้รูปเธอนะเราเอามาลงให้แทนเพราะดูหน้าเธองงๆอยู้เลย อิอิ...เหมีอนเพิ่งตื่นเลย
จากเณรชิต

โดย เณรชิตครับ [15 ก.ย. 2544 , 07:57:38 น.] ( IP = 203.170.156.24 : : 203.170.156.24 )


  สลักธรรม 6

ปัจจัยเป็นเหตุ ต่างหาก...
ปัจจัย มีสองกรณี
หนึ่ง ปัจจุบัน ปัจจัย
สอง อดีต ปัจจัย

มีพระผู้บรรลุธรรมแล้วไม่น้อย
สร้างเครื่องลางของขลัง
ซึ่งเป็นเรื่องแปลก
ผู้ประมาท ย่อมกล่าวติเตียน
ผู้พิจารณา หาเหตุผล ย่อมเข้าใจ
ย่อมวางได้ และเห็นประโยชน์

น้ำในป่า น้ำในเขา ใสสะอาดบริสุทธิ์
แต่มีน้อย ยังไม่ประโยชน์ไม่มาก

น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ขุ่นมัว เน่าเสีย
มีวัชพืชขึ้นอยู่มากมาย ไม่ใส ไม่สะอาด
แต่น้ำเหล่านี้มีมาก ยังประโยชน์แก่หมู่ชนได้มาก

การพิจารณา ธรรมะ บางที ก็ลึก
บางที ก็ตื้น บางที ก็เกิดขึ้นมาเอง

แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ย่อมมีเหตุ
มีปัจจัย ก่อให้เกิดทั้งสิ้น

แม้พระนิพพานเอง ก็มีเหตุมาเหมือนกัน
เหตุนั้นคืออะไร หนอ....

โดย ... [15 ก.ย. 2544 , 21:43:27 น.] ( IP = 203.170.156.143 : : 203.170.156.143 )


  สลักธรรม 7

แง่ว

โดย คน [18 ม.ค. 2552 , 14:22:01 น.] ( IP = 222.123.214.75 : : )


  สลักธรรม 8

-3-

โดย คน [18 ม.ค. 2552 , 14:24:26 น.] ( IP = 222.123.214.75 : : )


  สลักธรรม 9

งุงิ

โดย คน [18 ม.ค. 2552 , 14:24:55 น.] ( IP = 222.123.214.75 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org