| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมในพรรษาที่ ๗
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1พรรษากาลที่ ๗
ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก
![]()
กรุณา วิย สตฺเตสุ ปญฺญายสฺส มเหสิโน
เญยฺยธมฺเมสุ ปวตฺติตฺถ ยถารุจึฯ
พระปรีชาญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด
ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แผ่ไปในเญยธรรมทั้งปวงตามพระราชหฤทัย
ดุจพระมหากรุณาที่แผ่ไปในหมู่สัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น
พระองค์ทรงมีพระทัยด้วยความกรุณาเอ็นดูหมู่สัตว์ให้มีความอุตสาหะเกิดขึ้น
![]()
เมื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์เสร็จแล้ว
เสด็จจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เทวโลก
แสดงพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์
ปาริจฺฉตฺตกมูลมฺหิ . . . . .ปณฺฑุกมฺพล นามเก
สิลาสเน สนฺนิสินฺโน . . . . อาทิจฺโจว ยุคนฺธเรฯ
จกฺกวาฬสหสฺเสหิ . . . . ..ทสหาคมฺม สพฺพโส
สนฺนิสินฺเนว เทวานํ . . . . คเณน ปริวาริโตฯ
มาตารํ ปมุขํ กตฺวา . . . . ตสฺสา ปญฺญาย เตชสา
อภิธมฺมกถามคฺคํ . . . . . เทวานํ สมฺปวตฺตยิฯ
พระพุทธองค์ประทับนั่งบนศิลาอาสน์ ชื่อว่า บัณฑุกัมพล ภายใต้ต้นไม้ปาริชาติ
ทรงพระศิริโสภาคย์ ดุจพระอาทิตย์อุทัย เหนือยอดเขายุคันธร
หมู่เทพเจ้าทั่วทั้งหมื่นจักรวาล ได้พากันมานั่งประชุมแวดล้อมพระองค์
สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์
ทรงกระทำสันตุสิตเทวบุตร ซึ่งเคยเป็นพระพุทธมารดา
ให้เป็นประมุขในหมู่เทวดาและพรหมทั้งหลาย
แล้วทรงแสดงพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ แก่เทวดาและพรหมเหล่านั้น
ติดต่อกันตลอดพรรษากาล ด้วยอำนาจแห่งพระสัพพัญญุตญาณ
โดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:36:49 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 2
พระอภิธรรม เป็นธรรมอันยิ่ง เป็นธรรมอันวิเศษ
เพราะทรงจำแนกขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๔ อินทรีย์ ๒๒ ปัจจยาการ ๑๒
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘ และปฏิสัมภิทา ๔ ไว้โดยสิ้นเชิง
ด้วยอำนาจแห่งสุตตันตภาชนียนัย อภิธรรมภาชนียนัย และปัญหาปุจฉกนัย
พระอภิธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงตลอดพรรษากาลนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. วิถารนัย คือ นัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่หมู่เทวดาและพรหมทั้งหลาย ...โดยพิศดาร
๒. สังเขปนัย คือ นัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรที่ ป่าไม้จันทร์ ณ สระอโนดาต ...โดยย่อ
๓. นาติวิถารนาติสังเขปนัย คือ นัยที่พระสารีบุตรแสดงแก่ศิษย์ ๕๐๐ องค์ ที่เคยเป็นค้างคาวมาแต่อดีตชาติ ..เป็นการแสดงอย่างกลางๆ ไม่ย่อ และไม่พิศดาร
พระอภิธรรมที่ปรากฏอยู่ในโลกจนถึงบัดนี้เป็นนัยที่เรียกว่า นาติวิถารนาติสังเขปนัย
พระอภิธรรมแสดงถึงความจริง ๒ ประเภท คือ ปรมัตถธรรม และบัญญัติธรรม
ปรมัตถธรรม เป็นความจริงที่ไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีความวิปริตไปด้วยประการใดๆ
มีอยู่ ๔ ประการ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน โดยมีลักษณะคือธรรมชาติที่ประจำตัวอยู่ ๒ ลักษณะ
๑. สามัญลักษณะ เป็นธรรมชาติที่มีประจำตัวแบบสามัญทั่วไป (อนิจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ)
๒. วิเสสลักษณะ เป็นธรรมชาติพิเศษที่มีประจำตัว ซึ่งปรมัตถธรรมแต่ละอย่างก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะของตน ไม่เหมือนกันเลย (ลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน)
เรียกว่า ลักขณาทิจตุกะ หมายความว่า ธรรมที่มีองค์ ๔ ประการ
บัญญัติธรรม เป็นสิ่งที่บัญญัติหรือสมมุติขึ้นมา เพื่อจะได้เรียกชื่อได้ถูกต้องตามความนิยม
ของคนหมู่หนึ่งหรือประเทศหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยสามัญลักษณะ และวิเสสลักษณะเลยโดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:37:21 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 3
![]()
เหตุที่พระอภิธรรมปรากฏบนโลกนี้ อาศัยเหตุ ๒ ประการ หรือเหตุ ๓ ประการ
ที่เรียกกันว่า นิทาน
![]()
เหตุ ๒ ประการ ประกอบด้วย
๑. อธิคมนิทาน ได้แก่ บารมี ๓๐ ทัศ มหาปริจาคะ ๕ และจริยา ๓
กำหนดเวลานับตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่ประทับอยู่ที่โพธิบัลลังก์
๒. เทศนานิทาน ได้แก่ การแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นต้นไป
![]()
เหตุ ๓ ประการ ประกอบด้วย
๑. ทูเรนิทาน (เหตุไกล) คือ นับตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จนถึงชาติที่เกิดเป็นเสตเกตุเทพบุตรในดุสิตเทวโลก
๒. อวิทูเรนิทาน (เหตุไม่ใกล้ไม่ไกล) คือ นับตั้งแต่ชาติที่เกิดเป็นเสตเกตุเทพบุตร จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ขณะประทับที่โพธิบัลลังก์
๓. สันติเกนิทาน (เหตุใกล้) คือ การแสดงพระอภิธรรมในดาวดึงส์เทวโลก
ที่มีของเหตุ ๒ ประการ หรือ เหตุ ๓ ประการ ดังมีแสดงไว้ว่าโดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:38:02 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 4
![]()
......... นับถอยหลังจากภัททกัปนี้ไป ๔ อสงขัย กับ ๑ แสนมหากัป
ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระบรมโพธิสัตว์
ทรงพระนามว่า สุเมธดาบส
ได้มีโอกาสพบสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระบรมโพธิสัตว์เกิดศรัทธาปสาทะอันแรงกล้า
ทอดพระองค์ลงกับพื้นดินเพื่อเป็นที่รองรับพระบาท
ให้พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จผ่านไป
ในโอกาสนั้น ดำริอยู่ในพระทัยว่า
หากพระองค์ต้องการอรหัตตผล ก็จักสำเร็จได้สมความปรารถนา
แต่ทรงพิจารณาตนเองแล้วเห็นว่า
พระองค์เป็นอุตมบุรุษอาชาไนย ประกอบด้วยธรรมสโมธาน
การที่จะได้มรรค ผล นิพพาน โดยเฉพาะพระองค์นั้น จะเพื่อประโยชน์อันใด
สมควรที่จะได้รื้อสัตว์ ขนสัตว์เข้าสู่พระนิพพานด้วย
![]()
และนับตั้งแต่พระชาติที่เป็นพระสุเมธดาบส เป็นต้นมา
จนถึงพระชาติที่เป็นพระเวสสันดร
พระองค์ได้บำเพ็ญพุทธการกธรรมสร้างบารมี ๓๐ ทัศ คือ
ทานบารมี สีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี ขันติบารมี
สัจจบารมี วิริยบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี
ที่บำเพ็ญเป็น ๓ ชั้น คือ บารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี
ทรงมหาปริจาคะ ๕ ประการ คือ
๑. ธนบริจาค คือ การสละทรัพย์สินเงินทอง และสละฐานะความเป็นพระราชา
ปเทสราชา เอกราชา และจักวรรดิราชา
๒. ปุตตบริจาค คือ การให้บุตรธิดา เป็นทาน
๓. ภริยบริจาค คือ การให้ภริยา เป็นทาน
๔. อังคบริจาค คือ การให้อวัยวะ เป็นทาน
๕. ชีวิตบริจาค คือ การสละชีวิต เป็นทานโดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:38:37 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 5ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งจริยา ๓ ประการให้บริบูรณ์ คือ
๑. โลกัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์แก่โลก เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความสุข
(โลกัตถจริยานี้ คือการที่ประกอบพุทธกิจ ๕ ประการ ได้แก่
ปุพฺพญเห บิณฑปาตญฺจ .....เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาตรเพื่อโปรดสัตว์โลกที่ต้องการบุญ
สายญเห ธมฺมเทสนํ .....เวลาย็น ทรงแสดงธรรมแก่ผู้สนใจในการฟังธรรมทั้งหลาย
ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ .....เวลาค่ำ ทรงประทานพระโอวาท ให้กรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย
อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ .....เวลาเที่ยงคืน ทรงแสดงธรรม และตอบปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย
ปจฺจุสเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ .....เวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตวโลกที่อาจจะรู้ธรรมซึ่งพระองค์ทรงแสดง แล้วได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัยบารมีของคนเหล่านั้น)
๒.ญาตัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติ ให้ได้รับความสุข เช่น ทรงเสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงแนะนำให้เหตุผลแก่พระญาติที่กำลังจะทำสงครามกัน ให้สามารถปรองดองกันได้ เป็นต้น
๓. พุทธัตถจริยา คือ ทรงบำเพ็ญเพื่อให้ได้มาซึ่งสัพพัญญุตญาณ และทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้าแห่งพุทธอาณาเขต
โดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:39:03 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 6
เมื่อพระองค์จุติจากพระชาติที่เป็นพระเวสสันดรแล้ว
ได้ปฏิสนธิเป็นเสตเกตุเทพบุตรในดุสิตเทวโลก
เสวยเทวสมบัติด้วยความสมบูรณ์พูนสุขยิ่งเป็นเวลาช้านาน
ทรงพระสิริงดงามยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย
จนกระทั่งถึงคราวที่เทวดาและพรหมได้พร้อมกันอาราธนาให้มาถือพระชาติเป็นมนุษย์
เพื่อจะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
![]()
แต่ก่อนที่จะรับอาราธนา ได้ทรงพิจารณา ปัญจมหาวิโลกนะ คือ
๑. กาละ คือ ทรงพิจารณาอายุของมนุษย์ทั้งหลาย
เห็นว่า อายุของมนุษย์ในสมัยนั้นตั้งอยู่ร้อยปีเป็นกำหนด ประการหนึ่ง
๒. ทีปะ คือ ทรงพิจารณาถึงทวีปทั้งสี่
เห็นว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นแต่ในชมพูทวีปแห่งเดียวเท่านั้น ประการหนึ่งโดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:39:31 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 7
๓. เทสะ คือ ทรงพิจารณาถึงประเทศที่จะไปบังเกิด
เห็นว่า มัชฌิมประเทศเป็นที่บังเกิดแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นต้น
และกรุงกบิลพัสดุ์นี้ ประดิษฐานอยู่ในภูมิภาคแห่งมัชฌิมประเทศ ประการหนึ่ง
๔. กุละ คือ ทรงพิจารณาถึงสกุลที่จะไปบังเกิดว่า
ธรรมดาพระสัพพัญญูจ้าย่อมบังเกิดแต่ในสกุลทั้งสอง
คือ ขัตติยสกุล และพราหมณสกุล ซึ่งโลกสมมุตินับถือว่าประเสริฐ
เห็นว่า กาลบัดนี้โลกสมมุติว่าสกุลกษัตริย์ประเสริฐกว่าสกุลพราหมณ์
จึงสมควรจะไปบังเกิดในสกุลกษัตริย์ และพระเจ้าสุทโธทนะมหาราชซึ่งครองกรุงกบิลพัสดุ์นั้น
เป็นศากยวงศ์ซึ่งสืบสันติวงศ์มาจากพระเจ้ามหาสมมตะ เป็นอสัมภินนะ
ไม่มีกษัตริย์อื่นมาแทรกแซงในการสืบสันตติวงศ์เลย
สมควรเป็นพุทธบิดาได้ ประการหนึ่ง
๕. มาตุอายุปริจเฉทะ คือ ทรงพิจารณาถึงพระชนนี
เพราะธรรมดาผู้ที่จะเป็นพุทธมารดานั้น
ย่อมบำเพ็ญพระบารมีมาถึงแสนมหากัปบริบูรณ์
จำเดิมแต่บังเกิดมาก็รักษาเบญจศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย
เห็นว่า พระสิริมหามายาเทวี อัครมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธนะ มีพระบารมีสมบูรณ์แล้ว
ทรงพิจารณาต่อไปว่า พระชนมายุของพระนางสิริมหามายาจะถึงกาลปริจเฉทะเมื่อใด อีกประการหนึ่ง
เมื่อทรงทราบแล้ว จึงรับอาราธนาจากเทพยดาและพรหมทั้งหลาย
โดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:40:00 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 8
![]()
ทรงจุติจากทิพยอุทยานในดุสิตเทวโลก ลงมาปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระนางสิริมหามายา
อันเป็นสมัยอาสาฬหนักขัตตฤกษ์ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนแปด
ครั้นครบถ้วนทศมาสอันเป็นสมัยวิสาขนักขัตตฤกษ์ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนหก
จึงคลอดออกจากครรภ์พระราชมารดา
ครั้นจำเริญพระชันษาได้ ๑๖ ปี ทรงเสวยราชสมบัติพร้อมด้วยพระยโสธราพิมพาเทวี
เมื่อเสวยราชสมบัติมาได้ ๑๓ ปี ทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา
ได้พบนิมิตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต
จึงทรงสละราชสมบัติออกมหาภิเนษกรม บำเพ็ญตนเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ
ครั้นลุถึงวิสาขปุณมี ปีระกา เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๓๕ พรรษา
ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุสมัย
ครั้นถึงวันปัณณรสี ขึ้น ๑๕ ค่ำ อาสาฬหมาส ทรงประทานปฐมเทศนา
พระธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายได้ ๖ พรรษาแล้ว
ได้ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เพื่อทรมานเดียรถีร์ ณ ภายใต้ต้นมะม่วงชื่อ กัณฑัมพพฤกษ์
ใกล้นครสาวัตถี เมื่อทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้ว ได้เสด็จขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลก
แล้วประทับนั่งบนปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ แสดงพระอภิธรรมตลอดพรรษากาลโดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:40:27 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 9
![]()
ตามประวัติแห่งนิทานข้างต้น จะเห็นได้ว่า
พระอภิธรรมบริบูรณ์ด้วยเหตุ ๒ หรือเหตุ ๓ ดังกล่าว
และเป็นธรรมดาที่พระอภิธรรมมิได้ปรากฏแต่ในสมัยนี้เท่านั้น
สมัยใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก สมัยนั้นก็มีพระอภิธรรมปรากฏ
และนอกจากพระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ไม่มีผู้ใดสามารถจะแสดงพระอภิธรรมให้ปรากฏขึ้นในโลกได้
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนักพรต ฤาษี ผู้มีฤทธานุภาพ
หรือแม้แต่พระอัครสาวก มหาสาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม
ถ้ามิได้สดับพระสัทธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนแล้ว ก็จะไม่สามารถแสดงได้เลย![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:40:53 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : )
สลักธรรม 10
ด้วยความตั้งใจในการศึกษาพระพุทธศาสนา
และความเพียรในการเจริญสติปัญญา
ตลอดจนการประกอบกุศลในครั้งนี้
ขอกราบถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยสักการะเหนือเศียรเกล้า
และเนื่องในโอกาสมหาสงกรานต์แห่งสยามประเทศได้เวียนมาถึง
จึงได้พากเพียรรวบรวมสาระธรรมตามกำลังความสามารถในครั้งนี้
เพื่อน้อมนำกุศลอันเป็นผลสำเร็จแล้วในเจตนาที่บังเกิดขึ้นทุกขณะจิตในกิจการงาน
มากราบถวายเป็นเครื่องสักการะแด่คณาจารย์ผู้มีอุปการคุณทุกท่าน อันมีหลวงพ่อเสือเป็นประธานด้วยความเคารพบูชายิ่ง
![]()
![]()
![]()
![]()
หมายเหตุ
เรียบเรียงจากหนังสือพุทธประวัติทัศนศึกษา นิพนธ์ของพระพิมลธรรม,
หนังสือคู่มือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร และอาจารย์บุษกร เมธางกูร,
หนังสือมาติกาโชติกะ ธัมมสังคณีสรูปตถนิสสยะ รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ,
หนังสือคู่มือการศึกษามาติกา รวบรวมโดย นายวรรณสิทธิ ไวทยเสวี
และหนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา โดย พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ)
โดย ณรังษี [13 เม.ย. 2546 , 16:44:56 น.] ( IP = 203.146.239.9 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |