| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เป็นบุญแล้ว...ที่เกิดมาเป็นมนุษย์
สลักธรรม 11ชีวิตนั้นยังพอประกันได้
แต่ไม่มีใครสามารถประกันศรัทธาของใครได้
ว่าให้ตั้งอยู่ไม่เสื่อม..นานเท่านั้นเท่านี้
แม้ท่านผู้ทรงฤทธิ์
เป็นพระอรหันต์อย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ก็ยังไม่อาจประกันศรัทธา
ของอุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านได้
ดังเช่น...พระนางสุปปาวาสาโกลิยธิดา
ประสูติพระโอรสแล้ว
ทรงปรารถนาจะถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า
กับพระสงฆ์สาวกสัก ๗ วัน
เมื่อทรงส่งคนไปกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าไม่อาจทรงรับนิมนต์ได้ในทันที
เพราะอุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ได้กราบทูลนิมนต์ไว้ก่อนแล้ว จึงตรัสสั่งให้ท่านพระมหาโมคคัลลานะบอกเรื่องนี้แก่อุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากของท่าน
อุบาสกนั้นกล่าวว่า ถ้าท่านพระมหาโมคคัลลานะสามารถประกันโภคสมบัติ ชีวิตและศรัทธาของท่านได้ ท่านก็ยอมตกลง
ท่านพระมหาโมคคัลลานะยอมประกันแต่โภคสมบัติ
และชีวิตของอุบาสกนั้นเท่านั้น
แต่ไม่อาจประกันศรัทธาของอุบาสกได้
เมื่ออุบาสกนั้นเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ประกันโภคสมบัติและชีวิตของตน ว่าจะไม่เป็น
อันตรายใน ๗ วัน
จึงได้ยินยอมให้พระนางสุปปวาสาถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกก่อน ตนจะถวายภายหลัง
ทั้งนี้เพราะมั่นใจว่าศรัทธาของตนที่มีต่อพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก จะไม่หวั่นไหว
เปลี่ยนแปลงเป็นอื่น
![]()
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 21:37:30 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 12
สรุปว่าไม่มีใครอาจประกันจิต
ที่เป็นกุศลของใครได้ว่า จะไม่เปลี่ยนเป็นอื่น
เพราะจิตนั้นเกิดดับ
รวดเร็ว กลับกลอกรักษาได้ยาก
แต่ผู้ที่สามารถผึกจิตที่กลับกลอก
รักษาได้ยากให้อยู่ในอำนาจได้
คือให้..ตั้งอยู่ในกุศลได้แล้ว
เป็นความดี
เพราะจิตที่บุคคลฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้
แต่จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด คือตั้งไว้ในบาปอกุศล
มีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ย่อมนำความทุกข์และความพินาศมาให้
แม้คนที่มีเวรต่อกัน ก็ยังนำความทุกข์
และความพินาศมาให้น้อยกว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด
มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า
จิตของมนุษย์เมื่อเริ่มเกิด
คือถือกำเนิดในครรภ์มารดานั้นบริสุทธิ์
ไม่มีความต้องการใดๆ
แต่เมื่อโตขึ้นจิตก็เศร้าหมอง
เพราะอุปกิเลสมีโลภะเป็นต้นจรมารบกวน
ทำให้ต้องการสิ่งโน้นสิ่งนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
จริงอยู่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน
อํ. เอกนิบาต ข้อ ๕๐ ว่า
จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้ว
ด้วยอุปกิเลสที่จรมา
คำว่า จิตปภัสสร ที่แปลกันว่า จิตผุดผ่อง นี้
ก็มีความหมายเพียงผุดผ่องเท่านั้น
มิได้หมายไกลไปถึงว่าบริสุทธิ์ เพราะจิตบริสุทธิ์นั้นหมายถึงจิตที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
แต่จิตผุดผ่องมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีกิเลสอย่างละเอียดคืออนุสัยกิเลสตามนอนอยู่ด้วย
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 21:45:47 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 13เหตุที่ยังละไม่ได้
ก็อนุสัยกิเลสนี้ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง
หากเชื้อ...คืออนุสัยกิเลสยังนอนสงบนิ่งอยู่ตราบใด
จิตนี้ผุดผ่องอยู่ตราบนั้น
จิตผุดผ่องนี้คือภวังคจิต
ที่ทำหน้าที่รักษาภพชาติ
คือความเป็นมนุษย์เอาไว้เป็น
จิตที่รับอารมณ์ที่ได้รับมาจากภพเก่าคือชาติก่อน
ยังมิได้ขึ้นสู่วิถี ทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส
รู้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง และรู้ธัมมารมณ์
ต่อเมื่อใดอารมณ์ใหม่มาปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เมื่อนั้นจิตก็ขึ้นวิถีทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง และรู้ธัมมารมณ์ หาก
ไม่สำรวมจิตให้ดี
คือขาดสติหลงใหลไปในอารมณ์เหล่านั้น
อุปกิเลสก็จะจรเข้ามา ทำให้จิตเศร้าหมองทันที
ด้วยเหตุนี้ ภวังคจิตจึงไม่ผิดกับน้ำที่มองดูใส แต่มีตะกอนนอนอยู่ข้างล่าง เมื่อมีอะไรมากวน น้ำนั้นก็ขุ่นทันที
น้ำที่มีตะกอนนอนอยู่ข้างล่าง มองดูใสสะอาดฉันใด
ภวังคจิตที่มีอนุสัยนอนสงบอยู่ก็ดูผุดผ่องฉันนั้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ จิตของทารกแรกเกิดจึงมิได้บริสุทธิ์
เพราะถ้าจิตของทารกบริสุทธิ์แล้ว
ทารกนั้นก็ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
เป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่เกิด
แต่พระอรหันต์นั้นเมื่อปรินิพพานแล้ว
ท่านไม่เกิดอีก เพราะท่านดับอนุสัยกิเลสอันเป็นเชื้อที่จะทำให้เกิดได้หมดแล้ว
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 21:56:23 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 14
ในทางพระพุทธศาสนานั้นแสดงว่าผู้ที่มาเกิด ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด ผู้นั้นคือผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส จิตยังไม่บริสุทธิ์
เพราะถ้าจิตบริสุทธิ์หมดกิเลสแล้วจะมาเกิดอีกไม่ได้ นอกจากนั้นยังแสดงว่า ผู้ที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่เป็นครั้งแรกต่อภวังคจิต
...คือโลภะจิตที่ประกอบด้วยความยินดีในภพที่ตนเกิด
ต่อแต่นั้นจิตอื่นมีกุศลเป็นต้นจึงจะเกิดได้
ทั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่พระอนาคามีผู้เกิดในพรหมโลก
การร้องไห้ของทารกที่คลอดจากครรภ์มารดาก็ดี ร้องไห้เพราะต้องการนมก็ดี ล้วนแต่แสดงว่าทารกนั้นมีกิเลสทั้งสิ้น
จริงอยู่ เด็กไม่อาจแสดงออกซึ่งกิเลสหยาบมีการตีการด่า เป็นต้นได้ แต่เด็กก็แสดงออกซึ่งกิเลสที่มีอยู่ในใจให้ผู้อื่นรู้ว่า เขาชอบใจ ไม่ชอบใจ อยากได้ ไม่อยากได้ เป็นต้น
ก็กิเลสที่มีอยู่ในใจนั้นมาจากไหนเล่า
ถ้าหากว่าไม่มีเชื้อ คืออนุสัย ตามนอนอยู่ใน
สันดาน คือความสืบต่อของจิตแล้ว
กิเลสอย่างกลางที่คอยกลุ้มรุมจิตใจให้เร่าร้อน
และกิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกายทางวาจา
มีการตีการด่าเป็นต้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่เพราะมีอนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดเป็น
เชื้ออยู่ กิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบจึงเกิดได้
ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจที่ว่า
จิตของมนุษย์แรกเกิดบริสุทธิ์จึงไม่ถูกต้อง
เพราะเมื่อเรายังละเชื้อ..คืออนุสัยยังไม่ได้ตราบใด
อนุสัยนั้นก็ติดตามเราไปทุกชาติตราบนั้น
ทำให้เกิดในภพใหม่อยู่ร่ำไป
ทั้งยังทำให้จิตใจของเราผู้เกิดแล้ว
ต้องเศร้าหมองด้วยความรักบ้าง
ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:05:17 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 15พระพุทธองค์ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจประเสริฐที่สุด
สำเร็จแล้วแต่ใจ(คือจิต)
ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว
กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม
ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น
เพราะทุจริต ๓ อย่าง
เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคตัวลากเกวียนไปฉะนั้น
เพราะฉะนั้นจึงควรติดตามดูจิต
เพื่อมิให้ตกไปในอกุศล
ด้วยการกำหนดรู้สภาพของจิต
ที่เกิดขึ้นทุกขณะ
เพียงเท่านี้ก็จะเห็นได้ว่า
การเกิดเป็นมนุษย์แล้วดำรงชีวิตให้ถูกทาง
คือให้อยู่ในบุญกุศลนั้นแสนยาก
เพราะต้องคอยประคับประคองจิตไม่ให้ตกไปในบาปอกุศล
หากใจเป็นบาปอกุศลแล้ว
โอกาสที่ความชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ
คืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
อันมิใช่ธรรมของมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย
การรักษาใจเพียงอย่างเดียว
ชื่อว่ารักษากายและวาจาด้วย
ในจำนวนคนเป็นล้านๆ
มีกี่คนที่รักษาใจไว้มิให้ตกไปในบาปอกุศล
แม้คนที่ศึกษาธรรมมาอย่างดี รู้โทษของอกุศลแล้ว ก็ยังยากที่จะทำใจให้เป็นกุศลได้ตลอดเวลา
เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา จิตหรือใจก็เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร
เราจึงไม่อาจบังคับจิตของเราให้เป็นกุศลตลอดไปได้ กุศลและอกุศลเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยและความคุ้นเคย
กล่าวคือ ถ้าจิตคุ้นเคยอยู่กับบุญกุศล บุญกุศล
ก็เกิดได้ง่าย
แต่ถ้าจิตคุ้นเคยกับอกุศล อกุศลก็เกิดได้ง่าย
ด้วยเหตุนี้ควรพยายามสั่งสมกุศลให้มา
เพื่อให้จิตคุ้นเคยกับกุศล
โดยเฉพาะกุศลขั้นภาวนา
เพราะกุศลขั้นภาวนาเท่านั้น
ที่ช่วยรักษาจิตมิให้ตกไปในบาปอกุศลได้
การตามรู้สภาพของจิตตามความเป็นจริงนี้
จะช่วยให้เรารู้ว่าขณะนี้จิตเป็นกุศล หรือจิตเป็นอกุศล
เมื่อรู้ว่าเป็นกุศลก็พยายามรักษาไว้และเจริญให้มากขึ้น
แต่ถ้ารู้ว่าจิตเป็นอกุศลก็พยายามละ
และระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก
![]()
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:12:52 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 16
การฝึกจิตให้คุ้นเคย
กับกุศลนั้นทำอย่างไร ไม่ยากเลย
ขอเพียงอย่าปล่อยกุศลเล็กๆน้อยๆ
ผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ
หรือดูหมิ่นว่าเป็นกุศลเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องทำ ซึ่งไม่ถูกต้อง กุศลทุกชนิดไม่ควรละเลย
เช่นเราเห็นมดลอยน้ำอยู่ในน้ำ
โอกาสที่เราจะช่วยให้มดรอดตายมีอยู่
จะโดยการใช้มือช้อนขึ้นมา
หรือใช้ไม้เขี่ยให้พ้นน้ำก็ได้
แต่เราไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่
มดไม่ใช่ลูกหรือพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเรา
หรือคิดว่าการช่วยมดไม่ทำให้เราได้รับประโยชน์อันใด
ถึงจะได้บุญ ก็ได้บุญเล็กน้อย เสียเวลา
เอาไว้ทำบุญใหญ่ๆดีกว่า แล้วก็ละเลยเสีย
ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นโอกาสที่จะได้ทำกุศลแล้ว
กลับปล่อยให้กุศลที่จะเกิดผ่านไปเสีย
ด้วยความประมาท ความจริงแล้วมดก็มีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับมนุษย์
กลัวตายเหมือนมนุษย์ ทั้งหมดนั้น
อาจเป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของเราในอดีตก็ได้ ใครจะรู้ว่าในวัฏฏสงสารอันยืดยาวนี้
เราและสัตว์ทั้ง หลายมีความผูกพันกันอย่างไร
จึงไม่ควรดูดาย
คนที่ตกน้ำแลัวช่วยตนเอง
ไม่ให้จมน้ำตายไม่ได้ ย่อมกลัวตายอย่างไร
มดก็กลัวจมน้ำตายอย่างนั้น
การช่วยให้มดรอดชีวิตจึงไม่ใช่กุศลเล็กน้อย
แต่เพราะประมาทดูหมิ่น
ว่าเป็นกุศลเล็กน้อย
กุศลก็เกิดไม่ได้
มิหนำซ้ำอกุศลยังเกิดแทนอีกด้วย
หรือเพียงเราเดินไปตามถนนหนทาง
พบเศษกระเบี้องหรือเศษแก้วทิ้งอยู่บนทางเดิน
พบแล้วก็มิได้เดินผ่านไปเฉยๆ ได้เก็บเศษแก้วแตกนั้นออกไปให้พ้นทางเดิน
ด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตากรุณา
ต้องการให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้รับความปลอดภัย
ไม่ถูกกระเบื้องแตกตำเท้าให้บาดเจ็บ
ซึ่งบางคร้งเมื่อถูกตำแล้วไม่รักษาให้ถูกต้อง
ปล่อยให้สกปรก อาจเป็นบาดทะยักถึงตายได้
การทำอย่างนี้ ก็เป็นบุญเป็น
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:20:20 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 17กุศล ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นบุญเล็กน้อยจึงละเลย
ความจริงหาได้เล็กน้อยไม่ เพราะเป็นประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก
ถ้าเราหมั่นฝึกจิตของเราให้ไม่ละเลยต่อกุศล แม้เล็กน้อยอย่างนี้บ่อยๆ จิตใจของเราจะคุ้นเคยกับกุศล จนกุศลสามารถเกิดได้บ่อยและง่ายขึ้น อกุศลหาโอกาสแทรกได้ยาก
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรปล่อยให้กุศลเล็กน้อยผ่านไป
อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า
"บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่าบุญมีประมาณน้อย
จักไม่มาถึง
แม้หม้อน้ำยังเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดๆ ฉันใด
นักปราชญ์สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญ ฉันนั้น"
ในทางตรงกันข้าม
เราก็ไม่ควรดูหมิ่นบาปเล็กน้อย
ว่าจะไม่เพิ่มมากขึ้น
ในเมื่อเราทำบาปนั้นบ่อยๆ
และเมื่อทำบ่อยๆ จิตใจก็คุ้นกับบาป
เป็นเหตุให้บาปเกิดได้ง่ายและบ่อยขึ้น
ลองสังเกตดูเด็กที่ขาดการอบรมสั่งสอน มักชอบรังแกและฆ่าสัตว์เล็กๆโดยเห็นเป็นของสนุก เมื่อโตขึ้นก็สามารถฆ่าสัตว์ใหญ่ตลอดจนมนุษย์ได้อย่างสบาย
โดยไม่มีความละอายและเกรงกลัวบาป
เห็นการกระทำความชั่ว
การกระทำบาปเป็นเรื่องธรรมดา
ทั้งนี้ก็เพราะ จิตใจของเขาคุ้นเคยกับบาปมา
ตั้งแต่เยาว์วัย
บางคนชอบลักเล็กขโมยน้อย
หยิบฉวยทรัพย์สินของผู้อื่น
ทั้งที่เป็นของสาธารณะ
และของส่วนบุคคลจนเคยชิน
สายไฟ หลอดไฟตามถนนหนทางถูกขโมย
ต้นไม้ที่มีผลยื่นออกมานอกรั้ว
หรือแม้จะอยู่ภายในรั้ว
มีเจ้าของหวงแหนและระแวดระวัง
ก็ถูกคนจำพวกนี้หยิบฉวย
เก็บเอาไปทั้งต่อหน้าและลับหลัง
โดยขาดความละอายใจ
ว่าตนได้ละเมิดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น
![]()
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:27:44 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 18
คนเหล่านี้หวงแหนชีวิต
และทรัพย์สินของตน
ใครมาทำลายชีวิตและทรัพย์ของตน
ก็โกรธคิดอาฆาตพยาบาท
แต่ร่าเริงบันเทิงใจ
เมื่อได้ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบธรรม ลืมเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ว่าเรารักชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างไร
ผู้อื่นก็รักชีวิตและทรัพย์สินของเขาอย่างนั้น
พระพุทธองค์ตรัสว่า
![]()
"บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาป
ว่ามีประมาณน้อยจะไม่มาถึง
แม้หม้อน้ำย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดๆฉันใด
คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ
ย่อมเต็มด้วยบาปฉันนั้น"
เพราะฉะนั้นจงสั่งสมบุญ ละเว้นบาป
ด้วยเหตุที่การเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก
เพราะต้องอาศัยบุญนำเกิด
...เมื่อได้ความเป็นมนุษย์มาแล้ว...
ก็ควรใช้ชีวิตให้ถูกต้อง
ให้สมกับที่ได้มาโดยยาก
และให้สมกับที่ได้รับสมญาว่า
"ผู้มีใจสูง"
ผู้มีใจสูงย่อมตั้งตนไว้ในบุญกุศล
คือ ทาน ศีล ภาวนา
ไม่ปล่อยตนให้ตกไปในบาปอกุศล
เพราะถ้าประมาทพลาดพลั้งไปกับบาปอกุศลแล้ว
โอกาสที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นยากนัก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี ตอนหนึ่งว่า
"สัตว์ที่จุติคือตายจากมนุษย์กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย
สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก
เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน
เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้"
ถ้าไม่อยากไปเกิดในนรก
ในกำเนิดเดียรัจฉาน
ในปิตติวิสัย
ก็จงตั้งตนไว้ในธรรมของมนุษย์
คือกุศลกรรมบถ ๑๐ อันได้แก่การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑
การงดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่
ให้ ๑
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑
งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑
งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑
งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑
งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑
ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ๑
ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ๑
มีความเห็นถูก คือเห็นว่าการทำบุญมีผล เป็นต้น ๑
หรือจะเจริญกุศลให้สูงยิ่งขึ้นจนได้ฌาน
วิปัสสนา และมรรค ผล นิพพาน
ก็ยิ่งประเสริฐ
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:35:18 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 19
แม้ว่าการเกิดเป็นมนุษย์
จะได้มาโดยยาก
และมนุษย์จะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ
ถึงกระนั้นการเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์
ไม่ใข่จะเป็นสุขไปทุกอย่าง
ทุกข์เพราะต้องแสวงหาสิ่งต่างๆมาปรนเปรอชีวิต
ทุกข์เพราะเจ็บป่วย
ทุกข์เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก
แม้มนุษย์ที่มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ที่สุดอย่างพระเจ้าจักรพรรดิ
ก็หนีทุกข์เป็นต้นเหล่านี้ไม่พ้น
เกิดมาแล้วก็เป็นทุกข์บ้าง สุขบ้าง คละเคล้ากันไป
ในวัฏฏสงสารอันยาวนานนี้
เราจำกันได้หรือไม่ว่า
เราได้เกิดมากี่ครั้ง
เชื่อแน่ว่าไม่มี...ใครจำได้
*พระพุทธเจ้าตรัสว่าสงสารนี้
กำหนดที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้
เมื่อหมู่สัตว์ผู้มีอวิชชากางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฎ
พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เราทราบว่า ทุกคนที่เกิดมานี้ล้วนแต่มีบรรพบุรุษสืบสายกันมานับไม่ถ้วน ทั้งทางฝ่ายมารดาและบิดา
โดยทรงเปรียบเทียบกับผืนแผ่นดินใหญ่นี้ว่าถ้าเราจะเอาดินมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆเท่าเมล็ดกระเบา
แล้วสมมุติให้ก้อนนี้เป็นมารดาของเรา
ก้อนนี้เป็นมารดาของมารดาเราเป็นลำดับไป
มารดาของมารดาเราจะไม่ถึงความสิ้นสุด
แต่ดินบนผืนแผ่นดินใหญ่นี้จะพึงหมดไปเสียก่อน แม้ในฝ่ายบรรพ
บุรุษของบิดาก็เช่นเดียวกัน
เราได้เสวยความทุกข์เดือดร้อน
ร้องไห้ คร่ำครวญกันมานานไม่น้อยเลย
พระพุทธองค์ตรัสว่า
น้ำตาของเราผู้ร้องไห้อยู่ในสงสารอันยาวนานนี้
ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ รวมกัน
เสียอีก
ร่างกายของเรานั้นเล่าก็นอนทับถมพื้นดินกันมานานมิใช่น้อย จนนับประมาณมิได้
ตลอดเวลาที่เราท่องเที่ยวอยู่ในสงสารนี้ บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น บางคราวก็จากโลก
อื่นมาสู่โลกนี้ เวียนวนไปมาอยู่อย่างนี้ โดยไม่อาจกำหนดที่สุดของการเกิดของเราได้เลย
ตราบเท่าที่ยัง...ไม่เห็นอริยสัจ ๔
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:40:50 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
สลักธรรม 20
ทุกข์นั้นมีมากมาย
แต่ไม่มีทุกข์อะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่า
ทุกข์ในวัฏฏะ
อันมีการเวียนเกิดเวียนตายที่หาจุดจบมิได้
เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทีนั้น
การเกิดบ่อยๆ จึงเป็นทุกข์
การไม่ต้องเกิดเป็นอะไรเลยเป็นความสุข
ทุกข์เหล่านี้มีตัณหาความอยาก
ความต้องการเป็นมูล
พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน
สองท่องเที่ยวไปอยู่สิ้นกาลนาน
ย่อมไม่ก้าวล่วงสงสารไปได้
เพราะฉะนั้นการดับตัณหาอันเป็นมูลเหตุของ
ทุกข์ทั้งมวลเสียได้ จึงเป็นความสุขอย่างยิ่ง
ตัณหาจะดับได้ก็เพราะได้ดำเนินตาม
ทางสายกลางที่เรียกว่า
อริยมรรคมีองค์ ๘ อันประกอบด้วย
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑
สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑
สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑
สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ ๑
สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ๑
สัมมาวายามะ การเพียร ๑
สัมมาสติ การระลึกชอบ ๑
สัมมาสมาธิ การตั้งใจมั่นชอบ ๑
จนบรรลุพระอรหัตต์เป็นพระอรหันต์เท่านั้น
ความเป็นมนุษย์ของเรา
จะสมบูรณ์ที่สุดก็เพราะได้เข้าถึง
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ..
อันเกษมจากโยคะ
หมดสิ้นทั้งกิเลสและขันธ์ทั้งปวง
ไม่ต้องเกิดมาพบกับความทุกข์อีก
ด้วยความปรารถนาดีจริงๆ
ที่พยายามนำพระธรรมมาแสดง
ไว้ให้ท่านสมาชิก
ได้มีโอกาสที่ดีของชีวิตนะคะ
ก่อนที่เราจะต้องแยกย้ายกันไปตามกรรม
![]()
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [18 พ.ค. 2546 , 22:48:20 น.] ( IP = 203.107.209.244 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |