| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี..ต่อค่ะ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1นางนมทั้งหลายสรงสนานพระกุมารด้วยน้ำหอม
ตกแต่งพระกุมารราวกะเทพบุตร
ให้บรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ที่ตกแต่งไว้ดีแล้ว ในห้องมีสิริเช่นกับเทพวิมาน
ทำให้เป็นที่ลุ่มหลงเพราะกลิ่นหอมอย่างเอกภายในห้อง
ด้วยพวงของหอม พวงระเบียบดอกไม้ พวกบุปผชาติ
และจุรณ์แห่งธูป และเครื่องอบเป็นต้น แล้วหลีกไป.
ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นพากันแวดล้อมพระโพธิสัตว์
พยายามให้พระโพธิสัตว์อภิรมย์ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องบ้าง
ด้วยกล่าวคำไพเราะเป็นต้นบ้าง มีประการต่างๆ
เพราะความที่พระโพธิสัตว์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพระปรีชา
พระองค์จึงมิได้ทอดพระเนตรดูหญิงเหล่านั้น
ทรงอธิษฐานว่า หญิงเหล่านี้อย่าได้ถูกต้องสรีระของเรา
แล้วทรงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ.
ครั้งนั้น พระสรีระของพระโพธิสัตว์แข็งกระด้าง
หญิงเหล่านั้น เมื่อได้ถูกต้องพระสรีระของพระโพธิสัตว์ คิดว่า
พระกุมารนี้มีสรีระแข็งกระด้าง คงไม่ใช่มนุษย์จักเป็นยักษ์
ทั้งกลัวทั้งสะดุ้ง ไม่อาจที่จะดำรงตนอยู่ได้ จึงพากันหนีไป
แม้ทดลองด้วยหญิงทั้งหลายในระหว่างๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง
ก็มิได้เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:26:13 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 2หมู่อมาตย์ พราหมณ์ พระราชา แม้ทดลองด้วยการทดลองอย่างใหญ่สิบหกครั้ง
และด้วยการทดลองอย่างน้อยมากครั้งอย่างนี้
ก็ไม่สามารถจะกำหนดจับพิรุธของพระโพธิสัตว์นั้นได้.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามหญิงทั้งหลายว่า
แม่มหาจำเริญทั้งหลาย ลูกของเราหัวเราะกับพวกเธอบ้างหรือไม่?
หญิงทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้เลย พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงสดับคำของหญิงเหล่านั้นแล้ว ทรงร้อนพระหฤทัย
เพราะเหตุนั้น มีรับสั่งให้เรียกพวกพราหมณ์ ผู้ทำนายลักษณะมาตรัสว่า
ท่านพราหมณ์ผู้เจริญทั้งหลาย
เมื่อพระกุมารประสูติ พวกท่านบอกแก่เราว่า
พระกุมารนี้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดม อันตรายไม่มีแก่พระกุมารนี้
บัดนี้ พระกุมารนั้นเป็นทั้งง่อยเปลี้ย เป็นทั้งใบ้ทั้งหนวก
ถ้อยคำของพวกท่านไม่ทำให้เรายินดีเลย.
ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระมหาราช ขึ้นชื่อว่า นิมิต ที่อาจารย์ทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ไม่เห็น ย่อมไม่มี
อีกประการหนึ่ง พระกุมารนี้เป็นโอรสที่ราชตระกูลทั้งหลายปรารถนาจึงได้มา
เมื่อพวกข้าพระองค์กราบทูลว่า เป็นกาลกรรณี
ความโทมนัสก็จะพึงมีแด่พระองค์
เพราะเหตุนั้นพวกข้าพระองค์จึงไม่กราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราช ถ้าเมื่อพระกุมารอยู่ในราชมณเฑียรนี้
จะปรากฏอันตราย ๓ อย่าง คือ
อันตรายแห่งชีวิต อันตรายแห่งเศวตฉัตร อันตรายแห่งพระอัครมเหสี
เพราะฉะนั้น ควรที่พระองค์จะชักช้าไม่ได้
โปรดให้จัดรถอวมงคล เทียมม้าอวมงคล ให้พระกุมารบรรทมบนรถนั้น
นำออกทางประตูทิศตะวันตก ฝังเสียในป่าช้าผีดิบ.
พระราชาได้ทรงสดับคำของ พราหมณ์เหล่านั้น
ทรงกลัวภยันตราย จึงโปรดให้ทำอย่างนั้น.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:26:56 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 3กาลนั้น พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับประพฤติเหตุนั้น
จึงรีบเสด็จเข้าเฝ้าพระราชาแต่พระองค์เดียว ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ พระองค์ได้พระราชทานพรแก่หม่อมฉันไว้
หม่อมฉันรับแล้ว ถวายฝากพระองค์ไว้
ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น แก่หม่อมฉัน ในบัดนี้.
พระราชาตรัสว่า จงรับเอาซิ พระเทวี.
พระนางกราบทูลว่า
ขอพระองค์ โปรดพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันเถิด
ตรัสว่า ให้ไม่ได้.
พระเทวีทูลถามว่า เพราะเหตุไร.
ตรัสว่า ลูกของเราเป็นกาลกรรณี.
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ถ้าไม่พระราชทานตลอดชีวิต
ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติเจ็ดปี.
ตรัสว่า ให้ไม่ได้.
พระเทวีทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติหกปี พระเจ้าข้า
ตรัสว่า ให้ไม่ได้.
พระเทวีทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติห้าปี พระเจ้าข้า
ตรัสว่า ให้ไม่ได้พระเทวี.
พระนางจันทาเทวีทูลขอราชสมบัติลดเวลาลงเป็นลำดับ
คือ สี่ปี สามปี สองปี ปีเดียว เจ็ดเดือน หกเดือน ห้าเดือน
สี่เดือน สามเดือน สองเดือน เดือนเดียว ครึ่งเดือน จนถึงเจ็ดวัน
พระราชาจึงพระราชทานอนุญาต.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:28:13 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 4พระนางจึงให้ตกแต่งพระโอรสแล้วอภิเษกว่า
ราชสมบัตินี้เป็นของเตมิยกุมาร
ให้ป่าวร้องทั่วพระนคร ให้ประดับพระนครทั้งสิ้น
ให้พระโอรสประทับบนคอช้าง ให้ยกเศวตฉัตรเบื้องบนพระเศียรพระโอรส
ทำประทักษิณพระนคร ให้พระโอรสผู้เสด็จมาบรรทมบนพระยี่ภู่อันมีสิริ
ตรัสวิงวอนตลอดคืนและวัน ถึงห้าวันว่า
พ่อเตมิยะ แม่ไม่เป็นอันหลับนอนร้องไห้อยู่ ถึงสิบหกปีเพราะพ่อ
ดวงตาทั้งสองของแม่ฟกช้ำ หัวใจของแม่เหมือนจะแตกด้วยความโศก
แม่รู้ว่า พ่อไม่ใช่ ง่อยเปลี้ย เป็นต้นเลย พ่ออย่าทำให้แม่ หาที่พึ่งมิได้เลย
ครั้นถึงวันที่หก พระราชารับสั่งให้หานายสารภี ชื่อสุนันทะ มาตรัสสั่งว่า
พ่อสุนันทสารถี พรุ่งนี้ เจ้าจงเทียมม้าอวมงคลคู่หนึ่ง ที่รถอวมงคลแต่เช้าทีเดียว
ให้พระกุมารนอนบนรถนั้น นำออกทางประตูทิศตะวันตก ประกาศว่า
คนกาลกรรณี
จงขุดหลุมสี่เหลี่ยมที่ป่าช้าผีดิบ ใส่พระกุมารในหลุมนั้น
แล้วเอาสันจอบทุบศีรษะให้ตาย กลบดินข้างบนทำดินให้พูนขึ้น
อาบน้ำแล้วกลับมา
นายสารถีทูลรับพระราชดำรัสว่า ดีแล้ว.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:28:47 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 5พระเทวีได้สดับดังนั้น ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยแตกทำลาย
เสด็จไปสำนักพระโอรส วิงวอนพระกุมารตลอดราตรี ตรัสว่า
พ่อเตมิยะ พระเจ้ากาสิกพระราชบิดาของพ่อ
มีพระราชดำรัสสั่ง ให้ฝั่งพ่อในป่าช้าผีดิบในวันพรุ่งนี้แต่เช้าทีเดียว
พ่อจะตายแต่เช้าพรุ่งนี้นะลูก
พระมหาสัตว์ได้สดับดังนั้น ก็มีพระมนัสยินดี ทรงดำริว่า
พ่อเตมิยะ ความพยายามที่เจ้าทำมาสิบหกปี
จะถึงที่สุดแห่งมโนรถของเจ้า ในวันพรุ่งนี้แล้ว
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงดำริอยู่อย่างนี้ ก็เกิดปิติขึ้นในภายในพระกมล
ส่วนพระหฤทัยของพระมารดาพระมหาสัตว์
ได้เป็นทุกข์เหมือนจะแตกทำลาย
แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมหาสัตว์ ก็ทรงดำริว่า
ถ้าเราจักพูด มโนรถของเราก็จักไม่ถึงที่สุด ดังนี้จึงไม่ตรัสกับพระชนนี้นั้น
ลำดับนั้น ครั้นราตรีนั้นล่วงไปรุ่งขึ้นเช้า
พระเทวีสรงสนานพระมหาสัตว์ ตกแต่งองค์แล้ว
ให้ประทับนั่งบนพระเพลาประทับ นั่งสวมกอดพระมหาสัตว์นั้น.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:29:21 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 6ครั้งนั้น นายสุนันทสารถีเทียมรถแต่เช้าทีเดียว
เทวดาดลใจให้เทียมม้ามงคล ที่รถมงคลด้วยอานุภาพแห่งพระมหาสัตว์
หยุดรถไว้แทบพระราชทวาร ขึ้นยังพระราชนิเวศน์
เข้าสู่ห้องอันเป็นสิริ ถวายบังคมพระเทวี แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระเทวี ขอพระแม่เจ้าอย่าได้กริ้วข้าพระบาท
ข้าพระบาทรับพระราชบัญชามา
กราบทูลดังนี้แล้ว เอาหลังมือกันให้พระเทวีผู้นั่งสวมกอดพระโอรสอยู่ หลีกไป
อุ้มพระกุมารดุจกำดอกไม้ลงจากปราสาท.
กาลนั้น พระนางจันทาเทวีสยายพระเกศา ข้อนพระทรวง
ทรงปริเทวนาการดังสนั่นอยู่กับหมู่นางสนมในประสาท.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพระมารดา ทรงกันแสง
ก็เป็นเหมือนมีพระหฤทัยแตกทำลายเป็นเจ็ดเสี่ยง ทรงดำริว่า
เมื่อเราไม่พูดกับพระชนนี พระชนนีของเราจักมีพระหฤทัยทำลายวายพระชนม์
จึงทรงใคร่จะพูดด้วย แต่ทรงดำริต่อไปว่า
ถ้าเราจักพูดกับพระมารดา ความพยายามที่เราทำมาสิบหกปี ก็จักหาประโยชน์มิได้
แต่เมื่อไม่พูด เราจักเป็นประโยชน์แก่ตนเอง
แก่พระชนกพระชนนี และแก่มหาชน
ทรงดำริดังนี้จึงทรงกลั้นโศกาดูรเสียได้ ไม่ตรัสกับพระชนนี.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:29:54 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 7ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีให้พระมหาสัตว์ขึ้นรถแล้ว แม้คิดว่า
เราจักขับรถตรงไปประตูทิศตะวันตก
ถูกเทวดาดลใจด้วยอานุภาพแห่งพระมหาสัตว์
ยังรถให้กลับแล้วขับรถตรงไปประตูทิศตะวันออก
ครั้งนั้น ล้อรถกระทบธรณีประตู พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับเสียงนั้น
ทรงดำริว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว
ได้มีพระมนัสแช่มชื่นเป็นอย่างยิ่ง
รถแล่นออกจากพระนครไปถึงสถานที่สามโยชน์
ชัฏป่าในที่ตรงนั้น ปรากฏแก่นายสารถีดุจป่าช้าผีดิบ
นายสารถีกำหนดว่า ที่นี้ผาสุก
จึงแวะรถจากทางเข้าที่ข้างทาง ลงจากรถเปลื้องเครื่องแต่งองค์ของพระมหาสัตว์
ห่อวางไว้ แล้วถือจอบลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยมในที่ไม่ไกลรถ
แต่นั้นพระมหาสัตว์ทรงดำริว่า
กาลนี้เป็นกาลพยายามของเรา ก็เราพยายามถึงสิบหกปี ไม่ไหวมือและเท้า
กำลังของเรายังมีอยู่ หรือว่าไม่มีหนอ?
ดังนี้แล้วลุกขึ้น ลูบมือขวาด้วยมือซ้าย ลูบมือซ้ายด้วยมือขวา
นวดพระบาททั้งสองด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง เกิดดวงจิตคิดจะลงจากรถ
ขณะนั้นแผ่นดินได้สูงขึ้นจดท้ายรถ ตรงที่ประดิษฐานพระบาทแห่งพระมหาสัตว์
ดุจผิวฝุ่นที่เต็มด้วยลมฟุ้งขึ้น ฉะนั้น.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:30:41 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 8พระมหาสัตว์เสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินไปมาสิ้นเวลาเล็กน้อย
ก็ทรงทราบโดยนิยามนี้ว่า
เรายังมีกำลังที่จะเดินทางไกลถึงร้อยโยชน์ได้ ในวันเดียว.
เมื่อทรงพิจารณาพระกำลังว่า หากนายสารถีประทุษร้ายเรา
กำลังของเราที่จะต่อสู้กับนายสารถีมีอยู่ หรือหนอ.
จึงทรงจับท้ายรถยกขึ้น ประทับยืนกวัดแกว่งรถนั้น
ดุจจับยานเครื่องเล่นของพวกเด็ก ฉะนั้น.
เมื่อทรงกำหนดว่า กำลังที่จะต่อสู้กับนายสารถีของพระองค์ยังมีอยู่
จึงมีพระประสงค์จะได้เครื่องประดับองค์.
ในขณะนั้นเองพิภพแห่งท้าวสักกเทวราชได้แสดงอาการร้อน.
ท้าวสักกะทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่า
ความปรารถนาของเตมิยกุมารถึงที่สุดแล้ว.
บัดนี้ เธอต้องการเครื่องประดับ เครื่องประดับของมนุษย์เธอจะต้องการทำไม
. เราจักให้เตมิยกุมารประดับองค์ด้วยเครื่องประดับทิพย์
จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทวบุตรมา มอบเครื่องประดับทิพย์แล้ว
ทรงส่งไปโดยตรัสสั่งว่า
ไปเถิด พ่อจงประดับเตมิยกุมารราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช
ด้วยเครื่องประดับทิพย์.
พระวิสสุกรรมเทพบุตร ฟังคำท้าวสักกะ รับเทวโองการแล้ว
ไปมนุษยโลก ไปยังสำนักพระมหาสัตว์
โพกพระเศียรพระมหาสัตว์ด้วยผ้าทิพย์หมื่นรอบ
ประดับพระมหาสัตว์ให้เป็นเหมือนท้าวสักกะ
ด้วยเครื่องประดับทั้งเป็นของทิพย์ และของมนุษย์ แล้วกลับไปที่อยู่ของตน
พระมหาสัตว์เสด็จไปยังที่ขุดหลุมของนายสารถี
ด้วยการเยื้องกรายของท้าวสักกเทวราช
ประทับยืนที่ริมหลุม.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:31:29 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 9เมื่อจะตรัสถามนายสารถีนั้น ได้ตรัสคาถาที่สามว่า
แน่ะนายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไม
เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกแก่เราเถิดเพื่อน ท่านจะใช้หลุมทำประโยชน์อะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสํ ได้แก่ หลุมสี่เหลี่ยม.
นายสารถีได้ฟังดังนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าขึ้นดู
กล่าวคาถาที่สี่ทูลตอบว่า
พระโอรสของพระราชา เป็นใบ้เป็นหนวกเป็นง่อยเปลี้ย
เหมือนไม่มีพระมนัส พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า ฝังลูกเราเสียในป่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺโข แปลว่า คนง่อยเปลี้ย
ก็ด้วยคำว่า มูโค นั่นแหละ ย่อมสำเร็จแม้ความเป็นคนหนวกของเตมิยกุมาร
เพราะคนหนวกไม่สามารถกล่าวตอบได้.
บทว่า อเจตโส ความว่า เหมือนไม่มีจิตใจ
นายสารถีกล่าวอย่างนี้ เพราะเตมิยกุมารไม่พูดถึง ๑๖ ปี.
บทว่า สมิชฺฌิตฺโถ ความว่า พระราชามีรับสั่งส่งไปแล้ว.
บทว่า นิกฺขนํ วเน ความว่า พึงฝังเสียในป่า.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะนายสารถีว่า
ดูก่อนนายสารถี ข้าพเจ้ามิได้เป็นคนหนวก มิได้เป็นคนใบ้
มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย มิได้มีอินทรีย์วิกลวิการ
ถ้าท่านฝังข้าพเจ้าในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
เชิญท่านดูขาและแขนของข้าพเจ้า และเชิญฟังคำภาษิตของข้าพเจ้า
ถ้าท่านฝังข้าพเจ้าเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:32:04 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : )
สลักธรรม 10บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า พธิโร ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อแสดงว่า
แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ถ้าพระราชามีรับสั่งให้ฝังพระโอรสนี้อย่างนั้น
แต่เรามิได้เป็นอย่างนั้น.
บทว่า ปิงฺคโล ได้แก่ มีอินทรีย์วิกลวิการ.
บทว่า มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขนํ วเน ความว่า ถ้าท่านฝังเรา ผู้เว้นจากความเป็นคนหนวกเป็นต้น
เห็นปานนี้เสียในป่า ท่านก็พึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
เตมิยกุมารนั้นเห็นนายสารถี แม้ฟังคาถาแรกแล้วก็ไม่แลดูพระองค์เลย
ทรงดำริว่า เราจักแสดงแก่นายสารถีนี้ว่า เราไม่หนวก ไม่ใบ้ ไม่ง่อยเปลี้ย
ตกแต่งสรีระแล้ว จึงตรัสคาถานี้ว่า อูรู เป็นต้น
คาถานั้นมีเนื้อความว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ท่านจงดูขาทั้งสองของเรา คือของข้าพเจ้า
ซึ่งเช่นกับลำต้นกล้วยทองคำ และแขนทั้งสองของเราคือของข้าพเจ้า
ซึ่งมีวรรณะดังใบกล้วยทองคำ และจงฟังคำอันไพเราะของเรา.
แต่นั้น นายสารถีคิดว่า นี่ใครหนอ ตั้งแต่มาก็สรรเสริญแต่ตนเท่านั้น
เขาหยุดขุดหลุมเงยหน้าขึ้นดู ได้เป็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์
เมื่อยังไม่รู้จักพระมหาสัตว์ว่า ชายคนนี้เป็นมนุษย์หรือเทวดาหนอ
จึงกล่าวคาถานี้ว่า ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกเทวราชผู้ให้ทานในก่อน
ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร?
โดย น้องแก้วค่ะ [20 พ.ค. 2546 , 00:33:00 น.] ( IP = 169.210.8.217 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |