มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


น้องแก้ว..ถามหลวงตา





กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพยิ่งค่ะ

น้องแก้วอยากทราบว่า
การนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ควรนั่งนั้นเป็นอย่างไรเจ้าคะ

หลวงตากรุณาบอกน้องแก้วด้วยเจ้าคะ
น้องแก้วจะได้นั่งถูกไงเจ้าคะ…

โดย น้องแก้วค่ะ [22 พ.ค. 2546 , 10:23:58 น.] ( IP = 203.107.208.9 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11


พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกิจในปุเรภัตอย่างนี้แล้ว

ประทับนั่งในที่บำรุงที่พระคันธกุฎี

ทรงให้ทาพระบาทแล้วประทับยืนบนตั่งรองพระบาท ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยากในโลก

การได้อัตภาพเป็นมนุษยหาได้ยาก

การถึงพร้อมด้วยศรัทธาหาได้ยาก

การบรรพชาหาได้ยาก

การฟังพระสัทธรรมหาได้ยาก ดังนี้

ในที่นั้น บางพวกทูลถามกัมมัฏฐานกับพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานกัมมัฏฐาน

อันเหมาะสมแก่จริยาของภิกษุเหล่านั้น

แต่นั้นภิกษุทั้งหมดถวายบังคมพระมีพระภาคเจ้าแล้ว

ไปยังที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆ

บางพวกไปสู่ป่า

บางพวกไปสู่โคนไม้

บางพวกไปสู่ภูเขาเป็นต้นแห่งใดแห่งหน

บางพวกไปสู่ภพชั้นจาตุมหาราชิกา

บางพวกไปสู่ภพชั้นวสวัตตี ดังนี้แล

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎี

ถ้าพระองค์มีพระพุทธประสงค์

ทรงมีพระสติสัมปชัญญะสำเร็จสีหไสยาสน์ครู่หนึ่ง

โดยพระปรัศว์เบื้องขวา

ลำดับนั้น พระองค์ทรงมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า

ทรงลุกขึ้นตรวจดูโลกในภาคที่ ๒

ในภาคที่ ๓ ในบ้านหรือนิคมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ ในปุเรภัต

มหาชนถวายทาน ในปัจฉาภัตเขานุ่งห่มเรียบร้อยถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นประชุมกันในวิหารลำดับนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปด้วยปาฏิหาริย์อันเหมาะสมแก่บริษัทที่ประชุมกัน

ประทับนั่งเหนือบวรพุทธาอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ในธรรมสภาแสดงธรรมนี้ สมควรแก่กาล

สมควรแก่สมัย ครั้นทรงทราบเวลาจึงทรงส่งบริษัทไป มนุษย์ทั้งหลายพากันถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไปนี้เป็นกิจในปัจฉาภัต. …


โดย หลวงตา [23 พ.ค. 2546 , 08:32:02 น.] ( IP = 203.107.202.174 : : )


  สลักธรรม 12

ครั้นพระองค์เสร็จกิจในปัจฉาภัตอย่างนี้แล้ว

ถ้ามีพระประสงค์จะโสรจสรงพระวรกาย

ทรงลุกจากพุทธอาสน์ เสด็จเข้าซุ้มเป็นที่สรง

ทำพระวรกายให้เหมาะกับฤดูกาลด้วยน้ำที่อุปัฏฐากจัดถวาย

ฝ่ายอุปัฎฐากได้นำพุทธอาสน์มาปูไว้ในบริเวณพระคันธุฎี

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งผ้าที่ย้อมแล้ว ๒ ชั้นคาดประคดเอว

ทำเฉวียงบ่าเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่นั้น

เร้นอยู่ครู่หนึ่งแต่พระองค์เดียว

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้น ๆ ไปยังที่อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าบรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกถามปัญหา

บางพวกขอกัมมัฏฐาน

บางพวกขอฟังธรรม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความประสงค์ของภิกษุเหล่านั้นให้สำเร็จ

ให้ปุริมยามล่วงไปนี้ เป็นกิจในปุริมยาม

ก็ในเวลาที่กิจในปุริมยามสิ้นสุดลง

เมื่อภิกษุทั้งหลายถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป

เหล่าเทวดาในหมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นได้โอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถามปัญหาตามที่แต่งขึ้น

โดยที่สุดถามถึงอักขระทั้ง ๔พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแก้ปัญหาของเทวดาเหล่านั้น ก็ให้มัชฌิมยามล่วงไปนี้ เป็นกิจในมัชฌิมยาม

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่ง

ปัจฉิมยามออกเป็น ๓ ส่วนแล้ว

ทรงให้ส่วนหนึ่งล่วงไปด้วยการจงกรม

เพื่อจะทรงปลดเปลื้องความบอบช้ำ

แห่งพระวรกาย ซึ่งถูกการนั่งจำเดิมแต่ปุเรภัตบีบคั้น

ในส่วนที ๒ พระองค์เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฏีทรง

มีพระสติ สัมปชัญญะ

สำเร็จสีหไสยาสน์โดยพระปรัศว์เบื้องขวา

ในส่วนที่ ๓ พระองค์เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง

ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ

เพื่อทรงเห็นบุคคลผู้ที่ได้สร้างบุญญาธิการไว้

โดยคุณมีทานและศีลเป็นต้น

ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย.

นี้เป็นกิจในปัจฉิมยาม


โดย หลวงตา [23 พ.ค. 2546 , 08:38:54 น.] ( IP = 203.107.202.174 : : )


  สลักธรรม 13

กราบนมัสการและกราบขอบพระคุณหลวงตามากๆ ขอรับ

โดย ซาโยจัง [23 พ.ค. 2546 , 10:24:13 น.] ( IP = 202.133.169.42 : : )


  สลักธรรม 14

มารับความรู้ต่อค่ะน้องแก้ว....ได้ทราบรายละเอียดในแต่ละช่วงยามมากขึ้นหลายอย่างเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะหลวงตา

โดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ค. 2546 , 15:27:03 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 15

มากราบพระพุทธองค์ค่ะ แม้พระองค์จะปรินิพพานนานแล้วก็ตามแต่พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ยังศรัทธาล้นใจแก่อนุชนรุ่นหลังค่ะ


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อรหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

_/l\_ _/l\_ _/l\_

โดย น้องอุ๊ [23 พ.ค. 2546 , 18:32:13 น.] ( IP = 202.57.181.18 : : )


  สลักธรรม 16

กราบนมัสการหลวงตาและขอบคุณน้องแก้วที่เมตตาช่วยตั้งคำถามให้ได้มีความรู้ความเข้าใจในธรรมต่างๆมากขึ้นค่ะ
อ่านแล้วได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์มากค่ะที่ท่านได้ใช้เวลาที่มีอยู่ทั้งหมดได้ทรงโปรดสัตวโลกทั้งหลาย ขอนอบน้อมต่อพระองค์ท่านค่ะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อรหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

โดย เล็ก [23 พ.ค. 2546 , 22:43:12 น.] ( IP = 203.107.196.5 : : )


  สลักธรรม 17

กราบนมัสการหลวงตาครับ
สวัสดีน้องแก้วและทุกๆคนด้วยครับ
น้องจุกมาเข้าห้องเรียนสายอีกแล้ว
หลวงตาอย่าดุนะครับ

ขอก้มลงกราบน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ

โดย น้องจุก [25 พ.ค. 2546 , 14:29:32 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.12.100 )


  สลักธรรม 18


กราบขอบพระคุณหลวงตาครับผม วันนี้ผมมีปัญหาถามหลวงตานะครับสงสัยครับคิดเองกลัวจะผิดครับ
คือว่า......

...ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา
เป็นอย่างไรกันครับผม
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
อันสัมปยุตด้วยสุขเวทนานั้น
เว้นสุขเวทนา ในกามาวจรจิต
รูปาวจรจิต โลกุตตรจิต
อันเป็นที่เกิดแห่งสุขเวทนา

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ผมอยากทราบว่า.... ทำไมจึงเว้นสุขเวทนา ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตตรจิตครับหลวงตาที่เคารพ

โดย เณรชิต [26 พ.ค. 2546 , 05:57:01 น.] ( IP = 203.107.212.41 : : )


  สลักธรรม 19

แหมพ่อเณร..ถามดีนิเราช่างคิดช่างสังเกตดีนะ
ไม่ใช่ฟังๆท่องๆไปตามๆกัน

เพราะการจะรู้ธรรมะนั้นต้องใช้ปัญญาเท่านั้น.


ฟังคำตอบนะตั้งใจทำความเห็นตามไปด้วยนะจะได้เข้าใจ....

ทำไมจึงเว้นสุขเวทนา ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตตรจิต

เพราะสุขเวทนาไม่ได้สัมปยุตกับตัวสุขเวทนาเอง เมื่อจิตเกิดขึ้นขณะหนึ่งก็มีเวทนาเจตสิกดวงเดียวเท่านั้น โดยจะเป็นเวทนาประเภทใดประเภทหนึ่งในบรรดาเวทนา ๓ คือ

สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา

ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็เว้นสุขเวทนา

โดยนัยเดียวกันเมื่อกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่งว่า มีธรรมอะไรสัมปยุตด้วยบ้างก็ต้องเว้นธรรมที่กล่าวถึงนั้นเสมอ

เพราะไม่สัมปยุตกับตัวเอง เช่นธรรมที่สัมปยุตกับจิต ได้แก่เจตสิก (ไม่รวมจิต)

ธรรมที่สัมปยุตด้วยผัสสะ ได้แก่จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน เว้นผัสสเจตสิก เป็นต้น

ส่วนคำว่าในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตตรจิตนั้น

ไม่มีคำว่าอรูปาวจรจิต

เพราะอรูปาวจรจิตไม่มีสุขเวทนา มีเฉพาะอุเบกขาเวทนาเท่านั้น
ทีนี้เข้าใจไหมละ

โดย หลวงตา [26 พ.ค. 2546 , 06:04:50 น.] ( IP = 203.107.212.41 : : )


  สลักธรรม 20


กราบนมัสการหลวงตาครับผม
สวัสดีครับพี่เณรสุดหล่อ
พี่เณรถามเก่งจัง หลวงตาก็ตอบได้ชัดเจนดี
แล้วน้องจุกจะตอบอะไรละเนี่ย

โดย น้องจุก [26 พ.ค. 2546 , 11:49:07 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.12.99 )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org