มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เมตตา..คือรักแท้..ตอน ๒





เพียงมีศีลกันคนละ ๕ ข้อเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก


ศีลข้อที่ ๑ เว้นการฆ่าสิ่งมีชีวิต
ซึ่งได้แก่ มนุษย์และสัตว์ เรารู้กันดีทุกคนว่า
การถูกฆ่าเป็นทุกข์หนัก
เราเองก็ไม่อยากให้ใครมาฆ่าเรา
หรือแม้เพียงมาทำร้ายเราให้บาดเจ็บ

เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรฆ่าผู้อื่น สัตว์อื่น
ทั้งไม่ควรใช้ผู้อื่นฆ่าแทนเราด้วย

การฆ่านั้นนอกจากจะทำให้ผู้ถูกฆ่า
ได้รับทุกข์หนักแล้ว
ยังเป็นการก่อเวรก่ออภัยแก่สัตว์ทั้งหลายด้วย

แม้เราผู้ฆ่าเองก็ได้รับความทุกข์
ยิ่งฆ่าบ่อยก็ยิ่งทุกข์มาก

พระพุทธองค์ตรัสว่า
ผู้ฆ่าสัตว์ตายไปแล้ว หากกรรมคือการฆ่าสัตว์
ให้ผลย่อมให้ผลนำเกิดในอบาย

แม้เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มีอายุไม่ยืน

คือตายเสียตั้งแต่ในวัยอันไม่ควรจะตาย

แม้ไม่ได้ฆ่าสัตว์
เพียงเบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อน
ก็ยังทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีโรคภัยเบียดเบียนอยู่เสมอ
หรือที่เรียกว่าเป็นโรคมากนั่นเองคะ

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 22:48:21 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1


ศีลข้อที่ ๒ เว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้

ของสิ่งใดที่เจ้าของเขามิได้อนุญาต
ก็อย่าได้ไปหยิบฉวยเอามาเป็นของเรา

หรือใช้ผู้อื่นหยิบฉวยแทนเรา

เรารักของของเรา หวงแหนของของเราอย่างไร
คนอื่นเขาก็รักก็หวงแทนของของเขาอย่างนั้น

การไปหยิบเอาของของเขามา
โดยเจ้าของเขาไม่เต็มใจ ไม่ยินดีให้
ย่อมเป็นเหตุให้เจ้าของเกิดความขัดเคือง ขุ่นใจ หรือไม่ชอบหน้าเราไปจนตายก็ได้

โทษของการผิดศีลข้อนี้..อย่างหนัก
ทำให้เกิดในอบาย

อย่างเบาทำให้ทรัพย์สมบัติพินาศไป
ด้วยภัยนานัปการมีอัคคีภัยเป็นต้นเมื่อผู้นั้นเกิดเป็นมนุษย์


ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากการประพฤติผิดประเวณี

คือการล่วงเกินบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น

ธรรมดานั้น บุตร ภรรยา สามีย่อมเป็นที่รัก
ที่หวงแหนของผู้เป็นเจ้าของ
ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงเกิน
หรือทำมิดีมิร้ายผู้ที่ล่วงเกินบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่นจึงเป็นการก่อเวรโดยไม่รู้ตัว

เพราะการกระทำเช่นนั้น
ก่อให้เกิดความเจ็บแค้นแก่ผู้ถูกกระทำ
ทั้งอาจเป็นเหตุให้ผู้เป็นเจ้าของ
ตลอดจนพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง มิตรสหาย
ของผู้ที่ถูกล่วงเกินอาฆาต เจ็บแค้น
หรือทำร้ายฆ่าตีเอาได้

ดังตัวอย่างที่เราได้พบเห็นกันอยู่เสมอ

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 22:55:31 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 2

โทษของการผิดศีลข้อที่ ๓ นี้
พระพุทธองค์ตรัสว่า
อย่างหนัก
ทำให้เกิดในอบาย
อย่างเบาที่สุดเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์
ก็เป็นมนุษย์ที่มีเพศไม่สมบูรณ์
หรือมีสองเพศ ทั้งเป็นผู้มีศัตรูคู่เวรมาก




ศีลข้อที่ ๔ เว้นจากการกล่าวเท็จ

คือกล่าวคำที่ไม่เป็นจริง
โทษอย่างหนักทำให้เกิดในอบาย
โทษอย่างเบาเมื่อเกิดเป็นมนุษย์
คือการถูกกล่าวตู่ด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นจริง
ทั้งจะพูดสิ่งใดก็ไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้ฟัง


ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากการดื่มสุราเมรัย
และสิ่งเสพติดของมึนเมาทุกชนิด
อันจะเป็นเหตุให้เกิดความประมาท ขาดสติ

คนเราถ้าประมาทขาดสติแล้ว
ก็อาจจะล่วงศีลได้ครบทุกข้อ

ทั้งการเสพของมึนเมาเหล่านั้นก็เป็นการบั่นทอน สติปัญญา ให้เสื่อมถอย ความจำเลอะเลือน

เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
โทษอย่างหนักของผู้ล่วงศีลข้อ ๕ นี้
คือ การเกิดในอบาย
โทษอย่างเบาเมื่อเกิดเป็นมนุษย์
ก็เป็นมนุษย์ที่จิตใจไม่ปกติเป็นต้น .

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:01:48 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 3

ศีลทั้ง ๕ ข้อนี้
นอกจากจะเป็นศีลที่ทุกคนควรรักษาเป็นนิจ
เพื่อความเป็นปกติสุขของตนเองและผู้อื่นแล้ว

ผู้รักษายังชื่อว่าได้บำเพ็ญทานอย่างใหญ่หลวง

กล่าวคือให้ความไม่มีเวร
ไม่มีภัยแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งมวลด้วย

เพราะ....ผู้รักษาศีลข้อที่หนึ่ง ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์
ไม่ทำให้สัตว์ต้องหวั่นวิตก
และหวาดกลัวว่าจะถูกฆ่า


ผู้รักษาศีลข้อที่สอง ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น


ผู้รักษาศีลข้อที่สาม ชื่อว่าให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามี ของผู้อื่น


ผู้รักษาศีลข้อที่สี่ ชื่อว่าให้ความจริงแก่ผู้อื่น


ผู้รักษาศีลข้อที่ห้า ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง
คือ ให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์
ให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น
ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีผู้อื่น
และให้ความจริงแก่ผู้อื่น


โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:05:44 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 4

เพราะเหตุที่ผู้รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อนี้
ได้ชื่อว่าให้ความไม่มีเวรไม่มีภัย
แก่สัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกศีลทั้ง ๕ ข้อ นี้ว่า

มหาทาน
เพราะเป็นทานที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ
ไม่มีทานชนิดใดเสมอเหมือน

ทาน นั้น แปลว่า การให้
การให้สิ่งของแก่ผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นของดีมีค่าเพียงใด

พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า ทาน เท่านั้น

หาได้ทรงเรียกว่า มหาทาน ดังที่ทรงเรียกศีล
ทั้ง ๕ ข้อนี้

..ด้วยเหตุนี้ ศีล จึงสูงกว่าทาน
ละเอียดอ่อนกว่าทาน
ขัดเกลากิเลสได้ยิ่งกว่าทาน

หากทุกคนพร้อมใจกัน
รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว
เราก็จะอยู่ในโลกนี้ร่วมกัน
ด้วยความเป็นสุขจริง ๆ
เพราะต่างคนต่างก็พร้อมใจกัน
ในการให้ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่กัน

เพราะฉะนั้น การมีศีล
จึงเป็นสาราณียธรรมอีกข้อหนึ่ง
ที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:11:13 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 5


สาราณียธรรมข้อสุดท้าย คือ
เป็นผู้มีทิฏฐิความเห็นเสมอกัน


ทิฏฐิความเห็นในที่นี้ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ คือเห็นว่าบุญบาปมีจริงเป็นต้น
คนเราถ้ามีความเห็นไม่ตรงกัน

คนหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ
แต่อีกคนหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ
จะอยู่ร่วมกันเป็นสุขได้อย่างไร
มีแต่จะถกเถียงทะเลาะวิวาทกัน
เพราะความเห็นที่ขัดแย้งกันเท่านั้น

ถึงอย่างนั้นหากทั้งสองฝ่ายมีเมตตาอภัยให้กันแล้ว ก็ยังพอจะอยู่ร่วมกันได้
แม้จะไม่เป็นสุขนักก็ตาม

สาราณียธรรม ๖ ข้อ
ดังกล่าวนี้แหละ
ที่จะเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันด้วยความรัก
ความเอ็นดู และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
ไม่ทะเลาะวิวาทกัน

ในการเจริญสมณธรรมในป่า

พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้ภิกษุ
ที่ถูกเทวดาและอมนุษย์รบกวนเจริญเมตตา


โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:20:30 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 6


ดังมีกล่าวไว้ใน เมตตสูตร ขุ. ขุททกปาฐะ ข้อ ๑๐ ว่า ..

กรณียมถกุสลนยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ
สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ
สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี
สนฺตุสฺสโก จ สุภโร จ
อปฺปกิจฺโจ จ สลฺลหุกวุตฺติ
สนฺตินฺทฺริโย จ นิปโก จ
อปฺปคพฺโภ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ
น จ ขุทฺทํ สมาจเร กิญฺจิ
เยน วิญฺญู ปเร อุปวเทยฺยุ
สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ
สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ
ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา
ทีฆา วา เย มหนฺตา วา
มชฺฌิมา รสฺสกา อณุกถูลา
ทิฏฺฐา วา เย จ อทิฏฺฐา
เย จ ทุเร วสนฺติ อวิทูเร
ภูตา วา สมฺภเวสี วา
สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ
นาติมญฺเญถ กตถจิ นํ กิญฺจิ
พฺยาโรสนา ปฏีฆสญฺญา
นาญฺญมญฺญสฺส ทุกฺขมิจฺเฉยฺย
มาตา ยถา นิยํ ปุตฺตํ
อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข
มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ
มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ
อสมฺพาธํ อเวรํ อสปตฺตํ
ติฏฺฐนฺจรํ นิสินฺโน วา
สยาโน วา ยาว ตสฺส วิคตมิทฺโธ
เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย
พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ
ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม
สีลวา ทสฺสเนน สมฺปนฺโน
กาเมสุ วิเนยฺย เคธํ
น หิ ชาตุ คพฺภเสยฺยํ ปุนเรตีติ.


แปลว่า

กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้ สันติบท
พึงบำเพ็ญไตรสิกขา

กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นผู้ตรง ซื่อตรง
ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ เลี้ยงง่าย
มีกิจน้อย มีความประพฤติเบา
มีอินทรีย์อันสงบแล้ว มีปัญญาเครื่องรักษาตน
ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย
และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไรๆ

ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้
พึงเจริญเมตตาในสัตว์ทั้งหลายว่า
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข
มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด
สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีอยู่
เป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ไม่มีส่วนเหลือ

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:30:40 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 7



สัตว์เหล่าใด มีกายยาวหรือใหญ่
ปานกลางหรือสั้น ผอมหรือพี
ที่เราเห็นแล้วหรือไม่ได้เห็น
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาที่เกิด

ขอสัตว์ทั้งหมดนั้น
จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิดสัตว์อื่น
ไม่พึงข่มขู่สัตว์อื่น ไม่พึงดูหมิ่นอะไรเขา
ในที่ไหนๆ ไม่พึงปรารถนาทุกข์ให้แก่กันและกัน เพราะความโกรธ เพราะความเคียดแค้น
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน
แม้ด้วยการยอมสละชีวิตได้ฉันใด

กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง

แม้ฉันนั้นกุลบุตรนั้นถึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งสิ้น

ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางไม่คับแคบ
ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู กุลบุตรผู้เจริญเมตตานั้น
ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี
พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด
ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น

บัณฑิตทั้งหลาย กล่าววิหารธรรมนี้ ว่าเป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้
และกุลบุตรผู้เจริญเมตตา ไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิ เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยทัสสนะ นำความยินดีในกามทั้งหลายออกได้แล้ว ย่อมไม่ถึงความนอนในครรภ์อีกโดยแท้แล

ครั้นเมื่อภิกษุเจริญเมตตาดังกล่าวนี้แล้ว
เทวดาและมนุษย์ก็เกิดความเอ็นดู
ไม่รบกวนภิกษุนั้น

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:32:40 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 8

พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของเมตตาไว้ ๑๑ อย่าง ดังนี้ คือ

๑. หลับก็เป็นสุข

๒. ตื่นก็เป็นสุข

๓. มีหน้าตาผ่องใสเบิกบาน

๔. ไม่ฝันร้าย

๕. เป็นที่รักของมนุษย์

๖. เป็นที่รักของเทวดาและอมนุษย์

๗. เทวดารักษา

๘. ไม่เป็นอันตรายด้วยยาพิษหรือศาสตรา

๙. จิตเป็นสมาธิ

๑๐. เมื่อจะตายมีสติไม่หลงตาย

๑๑. หากไม่บรรลุมรรคผลในชาตินี้ก็จะได้ไปเกิดในพรหมโลก

( ข้อนี้หมายเฉพาะผู้ที่เจริญเมตตาจนได้ญาณ )

ผู้ที่เจริญเมตตาย่อมได้รับอานิสงส์
ดังกล่าวนี้
ควรหรือไม่ที่เราจะมีเมตตาต่อกัน
ปรารถนาดีต่อกัน และอภัยให้กัน
เพราะนอกจากตัวเราจะเป็นสุขแล้ว
ผู้อื่นก็ยังเป็นสุขด้วย

แต่ผู้ที่จะเจริญเมตตาให้ได้ผลนั้น
ต้องอาศัยขันติธรรม คือ ความอดทน อดกลั้น
ไม่โกรธตอบ ควบคู่กันไปด้วย
ดังเรื่องของ นางอุตตรา
ที่จะยกมาเล่าดังต่อไปนี้นะคะ


โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:37:03 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 9


นางอุตตรา เป็นธิดาของนายปุณณะ
ซึ่งเป็นคนยากจน
อาศัยอยู่ในเรือนของสุมนเศรษฐี

วันหนึ่งเมื่อนายปุณณะไปไถนา
ภรรยาเอาอาหารไปส่ง
ได้พบท่านพระสารีบุตร
ระหว่างทาง
จึงเอาอาหารที่เป็นส่วนของนายปุณณะ
ถวายท่านพระสารีบุตรเสียก่อนด้วยความเลื่อมใส

แล้วจึงกลับไปทำอาหารมาให้ใหม่
นายปุณณะทราบแทนที่จะโกรธ
กลับชื่นชมอนุโมทนา พร้อมกับเล่าว่า
ตนก็ได้ถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า
แก่ท่านพระสารีบุตรผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ
มาใหม่ๆ ด้วย ครั้นบริโภคอาหารแล้ว
นอนหลับไปด้วยความเมื่อยล้าจากการไถนา

พอตื่นขึ้นมาก็ได้เห็นก้อนดินที่ตนไถไว้
กลายเป็นทองไปหมด
จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ

พระราชาทรงให้ขนทองมาไว้ที่พระลานหลวง
แล้วทรงมอบให้นายปุณณะทั้งหมด
พร้อมกับพระราชทานตำแหน่งเศรษฐี
ให้แก่นายปุณณะ

ผลของบุญได้เกิดแก่นายปุณณะในวันนั้นเอง

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:43:46 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )


  สลักธรรม 10

เมื่อเป็นเศรษฐีแล้วได้ถวายทานแก่พระสงฆ์
อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน
ในวันที่ ๗ พระพุทธองค์
ทรงกระทำอนุโมทนา นายปุณณะ
ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
พร้อมทั้งภรรยาและนางอุตตราธิดา

ต่อมาสุมนเศรษฐี
ขอนางอุตตราให้แก่บุตรชายของตน
ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ

ปุณณเศรษฐีจึงไม่ยอมยกธิดาให้

สุมนเศรษฐียกเอาความคุ้นเคยที่มีมาแต่ก่อน
ขึ้นมาอ้าง ถึงอย่างนั้นปุณณะเศรษฐี
ก็ไม่ยอมยกธิดาให้

ต่อเมื่อสุมนเศรษฐีรับว่าจะจัดหาดอกไม้
มีค่าวันละ ๒ กหาปณะมาให้นางอุตตรา
บูชาพระพุทธเจ้าปุณณะเศรษฐีจึงตกลงยกให้


เมื่อนางอุตตรามาอยู่บ้านสามีแล้ว
ได้ขออนุญาตสามีรักษาอุโบสถศีล เดือนละ ๘ วัน ตามที่เคยกระทำเมื่ออยู่บ้านบิดา
แต่สามีไม่อนุญาต

นางคอยจนถึงวันเข้าพรรษาจึงขออนุญาตอีก
สามีก็ไม่ยินยอม

ครั้นอีกครึ่งเดือนจะออกพรรษา
นางจึงส่งข่าวไปเล่าเรื่องให้บิดามารดาทราบ
พร้อมกับขอเงิน ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ
เมื่อได้รับเงินแล้ว นางอุตตราก็จ้างนางสิริมา
หญิงโสเภณีในนครนั้น
ให้มาทำหน้าที่ภรรยาแทนตน
ตลอดเวลาครึ่งเดือน ที่นางจะรักษาอุโบสถ
ด้วยค่าจ้าง ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ
ซึ่งสามีก็ยินดีว่าจะได้เสพสุขกับนางสิริมา
จึงยินยอมให้ภรรยารักษาอุโบสถได้ตามปรารถนา

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [23 พ.ค. 2546 , 23:49:38 น.] ( IP = 203.107.210.243 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org