มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ชาติที่แล้ว




ผมมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมันไม่สามารถหาคำตอบได้สำหรับผม คือว่าเพื่อนผมคนหนึ่งเธอ มีอาการคล้ายกับมองเห็นภาพบางอย่างในอดีต คือบ่อยครั้งที่เธอนอน เธอจะฝันถึงเรื่องราวแปลกๆ ฝันว่ามีชายคนหนึ่งมาหาเธอ บ่อยมาก คนๆนี้บอกกับเธอว่า เธอเป็นภรรยาเค้า และเค้าก็รอเธอมานานแล้ว และคราวนี้เค้าจะพาเธอไป แต่เธอเล่าให้ผมฟังว่าเธอไม่ไป และพยายามหนี ซึ่งในตอนแรกๆ เธอหนีทุกครั้งที่แต่ แต่หลังๆเธอเริ่มคุยกับชายคนนั้น เค้าจะตามมาหาเธอในฝันหลายๆครั้ง เหมือนกับว่าเค้าต้องการให้เธอไปอยู่ด้วย ผมแนะนำให้เธอไปทำสังฆทาน ทำบุญให้ แต่พอเธอไปทำ เธอก็ยังฝันเช่นเดิมอีก เมื่อล่าสุดเธอมาเล่าให้ผมฟังว่า เค้าได้พาเธอไปที่แห่งหนึ่งซึ่งเธอไม่รู้จัก เป็นบ้านทรงไทยโบราณ เป็นบ้านของชายคนนั้น เค้าบอกเธอว่าเค้ารอเธอที่นี่มานานแล้ว เมื่อเธอได้ยินเธอเลยหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น เรื่องราวอย่างนี้สำหรับผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับบางคนที่ไม่สามารถบอกใครได้ แต่เธอเล่าให้ผมฟัง เธอกลัวว่าซักวันเธอจะยอมตามชายคนนั้นไป เธออาจจะไม่ได้กลับมาอีก เรื่องราวเรื่องนี้ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องราวที่เชื่อยาก ในยุคสมัยนี้ แต่ผมอยากช่วยเพื่อนผม ไม่ให้ต้องมากังวลกับความฝันในทุกค่ำคืน ในทางพุทธศาสนาพอจะอธิบายเรื่องราวอย่างนี้ได้หรือเปล่าและมีวิธีในการแก้ไขยังไงครับ

โดย คนฝันร้าย [9 มิ.ย. 2546 , 22:59:16 น.] ( IP = 202.44.14.194 : : 202.44.9.99 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ก่อนที่ คนฝันร้ายจะให้เชื่อในเรื่องจากความฝันต้องเข้าใจ หลักการที่ทำให้เกิดการฝันก่อน จึงจะตัดสินได้ว่าความฝันนั้นเป็นจริงหรือไม่
ความฝันเกิดจาก เหตุ ๔ อย่างคือ


ปุพพนิมิต : เป็นความฝันที่เกิดจากอำนาจของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ที่ตนเคยทำมาในอดีต และเมื่อถึงเวลาให้ผล อำนาจกรรมเหล่านี้ก็จะมากระตุ้นใจให้เกิดเป็นความฝันขึ้นก่อน ฝันชนิดนี้จะเป็นจริงดังฝันแน่นอน

จิตอาวรณ์ เป็นความฝันที่เกิดจากอำนาจของจิตที่หน่วงเอาอารมณ์ที่ตนเคยเห็น เคยได้ยิน หรือได้พบมาแล้ว เก็บเอาอารมณ์นั้นมาฝัน ฝันชนิดนี้เอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้

เทพสังหรณ์ เป็นความฝันที่เกิดจากอำนาจของเทวดามาบอกเหตุร้ายเหตุดี ฝันชนิดนี้อาจเป็นจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ขึ้นอยู่กับเทวดานั้นมีความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ) หรือ มีความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ)หรือไม่

ธาตุกำเริบ เป็นความฝันที่เกิดจากอำนาจของบุคคลที่ธาตุกำเริบ เช่น ท้องไส้ไม่เป็นปกติ ฝันชนิดนี้เอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้

สิ่งที่เล่ามานั้น ก็เหลือวิสัยที่จะตอบให้ชัดได้
แต่ทางพุทธศาสนาก็แสดงถึง เรื่องกรรมพัวพัน
ก็มีอยู่ ที่ท่านแสดงถึงปุพเพกตบุญตา ทำบุญกันมา
แต่ชาติปางก่อน แต่ถ้าอยากรู้แน่มาศึกษาพระอภิธรรมเชื่อว่าสิ่งนี้ มีคำตอบให้ในใจคุณแถมมีทุน
สร้างกุศลไม่รู้หน่าย ไม่กลับกลายติดยึดให้ใจหมอง

โดย เณรวัส [10 มิ.ย. 2546 , 09:03:46 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )


  สลักธรรม 2

คำตอบของท่านเณรวัส
กระจ่างดีครับ

โดย JaY [10 มิ.ย. 2546 , 15:06:15 น.] ( IP = 202.44.14.194 : : 202.44.10.32 )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะ คนฝันร้าย
อ่านแล้วคล้ายๆกับเรื่องทวิภพ หรือไม่ก็บ่วงบรรจถรณ์เลยนะคะ ..ความรักระหว่างภพชาติตามกันไปตามกันมา ...หากันจนเจอแล้วก็ได้อยู่ด้วยกัน
จะให้เณรวัสตอบอยู่คนเดียวก็เกรงว่าจะสั้นไป เหมือนจะทำร้ายจิตใจคนรอคำตอบ


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนนะคะว่าตามเหตุแห่งการฝันที่คุณเณรวัสท่านบอกไว้นั้น
เพื่อนของคุณคนนั้นอาจจะมีประสบการณ์ดังกล่าวจริงๆก็ได้
หรือเป็นเรื่องที่คิดไปเองก็ได้เพราะยากจะวินิจฉัย
...แต่ที่แน่ๆก็คือ ในขณะที่ฝันอยู่นั้นเพื่อนของคุณคนนี้เธอมิได้นอนหลับตามปกติ
.....เพราะการนอนหลับตามปกติที่เรียกว่าหลับสนิทนั้น จิตจะเป็นภวังค์ไม่มีการเห็นภาพหรือได้ยินเสียงใดๆอย่างเด็ดขาด
...อย่าเพิ่งสงสัยนะคะว่าคำว่า ภวังค์คืออะไร


แต่จะเล่าเรื่องทางพระอภิธรรมให้ฟังพอสังเขปค่ะว่า
โดยปกตินั้นคนเราจะรับอารมณ์ได้ทางทวารทั้งหก ที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เมื่อมีอารมณ์มาปรากฏแล้ว สิ่งที่จะมารู้อารมณ์ได้ก็คือ จิต
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ..จิต..คือตัวการสำคัญที่ทำให้คนสัตว์รู้อารมณ์ได้ทั้งทุกข์และสุข



โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 19:25:30 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )


  สลักธรรม 4

คราวนี้มาดูความเป็นไปของจิตให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ
เหตุที่ทำให้เกิดจิตขึ้นได้ มีองค์ประกอบอยู่ ๔ อย่าง คือ อดีตกรรม อารมณ์ เจตสิก วัตถุรูป

อดีตกรรม คือ การกระทำทางทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ
ที่ได้แสดงความรู้สึกในการเห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ..การกระทำเหล่านี้ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่จะเก็บประทับไว้ในจิตนั้น เมื่อได้รับอารมณ์เช่นนั้นอีก จิตก็จะรู้ว่าเป็นสิ่งนั้นทันทีเพราะเคยพบมาแล้ว ....คงเข้าใจบ้างนะคะตรงนี้


ต่อไปค่ะ ...อารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ที่มาปรากฏให้ทวารได้รับรู้ ...ถ้าปราศจากอารมณ์แล้วจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

องค์ประกอบที่สาม เรียกว่า เจตสิก ..เจตสิกคือสภาวธรรมชนิดหนึ่งที่มาประกอบกับจิต เพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีม ...มี ๕๒ ชนิด มีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามหน้าที่ เช่น ผัสสะเจตสิก ทำหน้าที่กระทบอารมณ์ เป็นต้น .....

องค์ประกอบสุดท้าย วัตถุรูป คือ ทวารต่างๆที่รับอารมณ์นั่นเองค่ะ

จะเห็นว่า ในแต่ละวันเรามักจะได้รับอารมณ์ทางทวารต่างๆอยู่มิได้ขาด บางก็ครั้งให้ความรู้สึกที่รุนแรง บางครั้งก็บางเบาเสียจนจำอะไรไม่ได้ แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้ถูกเก็บไว้แล้วในจิต...(เป็นอำนาจจิตประการหนึ่งซึ่งน่าอัศจรรย์มาก)

อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เราเรียกว่า อารมณ์ทางปัญจทวาร
ส่วนอารมณ์ทางมโทวารเป็นอารมณ์ที่รับช่วงมาจากทางปัญจทวารในขณะนั้น หรือไม่ก็เป็นอารมณ์เก่าๆที่เคยพบแล้วและเก็บไว้ในใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 19:25:55 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )


  สลักธรรม 5

.....ข้อสังเกต คือ อารมณ์ทางมโนทวารจะเป็นอารมณ์ใหม่ที่ไม่เคยผ่านมาทางปัญจทวารไม่ได้เลย แม้กระทั่งความนึกคิดตรึกตรองทั้งหลายล้วนมาจากอารมณ์เก่า ...และน่าสงสัยในเรื่องความคิดของนักวิทยาศาสตร์นะคะว่า เป็นอารมณ์เก่าๆได้ยังไง เพราะของที่ประดิษฐ์ขึ้นมาล้วนแล้วแต่ใหม่เอี่ยมทั้งนั้น .....อันนี้มีคำตอบค่ะ แต่ไม่ขอตอบให้ทราบในกระทู้นี้หรือกระทู้ไหนๆนะคะขอเรียนให้ทราบ

คราวนี้มาที่เรื่องของความฝัน ที่เป็นการนอนไม่หลับเพราะมีอารมณ์มากระทบใจอยู่เสมอ เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางมโทวาร เรียกว่า ธรรมารมณ์ ที่จิตใจได้เก็บเรื่องราวในอดีตมารวบรวมสร้างภาพขึ้นใหม่อย่างที่ใจต้องการก็ได้ หรืออย่างที่หวาดกลัวก็ได้

ในพระพุทธศาสนาก็มีการกล่าวถึงเรื่องของความฝันไว้หลายๆแห่ง เช่น สุบินนิมิตของพระนางมหามายาเทวี ในคราวที่ทรงตั้งพระครรภ์ พระสุบินนิมิตของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะทรงตรัสรู้ พระสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ..... และก็มีการทำนายว่า สุบินนิมิตนั้นหมายความว่าอย่างไร


โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 19:26:21 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )


  สลักธรรม 6

จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าหัวเราะเยาะหรอกค่ะเกี่ยวกับความฝันนี้
แต่ก็มีที่ควรจะพิจารณานะคะเกี่ยวกับการเดินทางข้ามภพข้ามชาติ ...ย้อนอดีต
เพราะแม้กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ที่ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
คือญาณที่สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วได้ทั้งสิ้น
ก็ทรงเพียง “ระลึก” ได้ และนำมาเล่าให้ฟังพุทธสาวกฟังเท่านั้น
มิเคยมีใจความที่ใดบอกไว้เลยว่า ทรงย้อนกลับไปในอดีตด้วยพระวรกาย



เพราะธรรมทุกประการที่นอกเหนือจากพระนิพพาน ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา และมีสภาพเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปทั้งหมด อดีตชาติก็ดับไปหมดแล้วเช่นกันค่ะ
...ใครที่รออยู่จริงก็อาจเป็นได้ในลักษณะของโอปปาติกะเท่านั้น....


เพราะฉะนั้นก็ขอสรุปเบื้องต้นว่า
เนื้อหาสาระเรื่องราวบางส่วนของความฝันนี้จะต้องเป็นสิ่งที่เพื่อนคุณเคยพบมาแล้ว
พอเก็บมาฝันครั้งหนึ่งก็เป็นการย้ำลงไปในจิตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ประกอบกับความกลัวหรือจิตนาการที่มีอยู่ในใจอันเนื่องมาจากภาพอื่นๆที่เคยได้พบ ก็มีส่วนทำให้เรื่องราวมีความคืบหน้ามากขึ้น เป็นการย้ำคิดย้ำทำที่ควรจะกำจัดออกไป


เรื่องที่เคยพบมาแล้วนี้ หมายความถึง เรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในชาติไหนก็ไม่ทราบ หรือเรื่องที่เคยพบเห็นผ่านสายตาและความรู้สึกในชาตินี้แหละค่ะ เช่น การอ่านนวนิยาย การดูละคร หรือภาพยนตร์ ที่มักจะมีการสร้างภาพยนตร์ในลักษณะนี้ออกมาแทบทุกชนชาติ เมื่อเห็นหรือนึกขึ้นมาบ่อยๆก็เก็บไว้ในจิตเป็นอารมณ์เก่าให้เข้มข้นยิ่งขึ้นได้ค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 19:26:47 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )


  สลักธรรม 7

มาถึงตรงนี้แล้วคุณผู้หญิงท่านนั้นจะฝันจริงฝันไม่จริงอย่างไร ก็เรียกว่าเป็นผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับค่ะ และสิ่งที่สำคัญมากๆที่ปรากฏในคำถามก็คือ เธอผู้นั้นไม่ต้องการจะจมอยู่กับความฝันเหล่านั้น และพยายามที่จะไม่ให้ความฝันเกิดขึ้นอีก

วิธีการแก้ไข คือ ต้องนอนหลับให้สนิทค่ะ จึงจะไม่ฝัน
การนอนไม่หลับนี้มีสาเหตุสองประการใหญ่ๆคือ หนึ่งเพราะอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ ได้แก่ ความทุกข์ ความสุข ความเสียใจ ความกังวล เป็นต้น ....ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และสองอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางกาย เช่น มีเสียงดังรบกวน เป็นต้น



ทางโลกบอกวีธีการแก้ไขไว้หลายประการ เช่น การใช้ยานอนหลับ การทำสังฆทาน สเดาะห์เคราะห์ การแก้กรรม เป็นต้น .... แล้วแต่ความเชื่อน่ะค่ะ
ทางพระพุทธศาสนาก็บอกวิธีการแก้ไขไว้ค่ะ คือ การละกิเลส ....เพราะโลภะ โทสะ โมหะ นั่นแหละค่ะที่เหนี่ยวรั้งใจไว้ให้ใคร่ครวญครุ่นคิดอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น ด้วยความเป็นสุขบ้างทุกข์บ้าง

แล้วก็ยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น .....พอมาได้รับสิ่งที่กระตุ้นเตือน (...สิ่งที่กระตุ้นเตือนนี้ก็คือ เหตุแห่งความฝันที่คุณเณรวัสกล่าวไว้นั่นแหละค่ะ) แล้วก็จะแสดงออกมาโดยความฝันบ้าง การละเมอบ้าง ...และความวิตกกังวล ความกลัวที่ปรากฏนั้นก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่งนะคะ


โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 19:28:17 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )


  สลักธรรม 8

การละกิเลส มีวิธีคือการเจริญภาวนา ได้แก่ การทำสมาธิเพื่อกำจัดความฟุ้งซ่าน ...นิวรณ์ทั้งหลาย และการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน......คือการกำจัดกิเลสโดยตรงตามลำดับขั้นของปัญญา

สำหรับคุรผู้หญิงท่านนี้ ก็คงน่าที่เริ่มที่การศึกษาพระธรรมเสียก่อนเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องของชีวิต แล้วก็ค่อยๆพิจารณาไปก่อนที่จะถึงขั้นตอนของการเจริญภาวนา ...ให้ทราบว่า อะไรเป็นความฝัน อะไรเป็นความจริง และอะไรคือสิ่งที่ตนต้องการในชาตินี้

เมื่อเริ่มทราบองค์ประกอบของชีวิตอย่างถูกต้องแล้ว ว่าชีวิตคืออะไร ..รูปธรรมคืออะไร ..นามธรรมคืออะไร ...สิ่งที่เรียกว่า จิต นั้นคืออะไร

เชื่อว่าปัญหาอันน่าหนักใจนี้คงจะคลายไปได้มากเลยค่ะ ....ไม่ต้องถึงขนาดไปทำพิธีใดๆให้สิ้นเปลืองเงินทอง


คงจะให้คำตอบไว้เท่านี้นะคะ
แต่จะขอแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งเพื่ออ่านทำความเข้าใจค่ะ ชื่อ หนังสือความฝัน เขียนโดยท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

เป็นหนังสือที่ให้คำตอบในเรื่องที่คุณถามมาได้เป็นอย่างดี รวมถึงคำว่า ชาติก่อน ชาติหน้า ภวังค์ และคำตอบที่เกี่ยวกับการค้นคิดของนักวิทยาศาสตร์นั้นด้วย

...หนังสือเล่มนี้ท่านอาจารย์บุญมีได้พูดถึงเรื่องความฝันแปลกๆของตนเองไว้เช่นกัน .....


คงจะหาซื้อได้ตามร้านหนังสือใหญ่ๆบางแห่งนะคะ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นร้านใดบ้าง

เพราะเมื่อหลายปีก่อนมูลนิธิ (อาจารย์บุษกร เมธางกูร)ได้อนุญาตเป็นธรรมทานให้สำนักพิมพ์สยามประเทศจัดพิมพ์เผยแพร่หนึ่งครั้งโดยไม่ได้คิดค่าลิขสิทธิ์แต่ประการใด ...... หวังเพียงที่จะเผยแพร่พระอภิธรรมปิฎกให้กว้างขวางเท่านั้น
ซึ่งก็ไม่ทราบว่าหนังสือจะคงยังมีจำหน่ายอยู่หรือไม่นะคะ


โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 19:34:38 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )


  สลักธรรม 9


ต้องขอบอกจริงๆแบบหมดใจเลยว่า
น้องกิ้ฟเป็นผู้ที่มีน้ำใจมากมายจริงๆ

เสียสละความสุข ไม่มัจฉริยะ มีเมตตา
ร่ายคำตอบเสียละเอียดลออจริงๆ
สมแล้วที่เป็นผู้เรียนพระธรรมมา
เพราะเห็นว่า..บุญ...เป็นสิ่งที่ควรเร่งทำ
ไม่ปล่อยปละเลยด้วยการคิดว่า
สิ่งนี้เล็กน้อย


ขอความเจริญในธรรมทานนี้จงคุ้มครองรักษา
เจตนาให้สมบูรณ์ปราศจากอุปสรรค
และถึงซึ่งวิมุติได้สมปรารถนานะครับ…

โดย เทพธรรม [10 มิ.ย. 2546 , 20:03:15 น.] ( IP = 203.107.207.16 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณในคำพรของท่านอาจารย์ค่ะ
สาธุ...สาธุ....สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2546 , 20:41:32 น.] ( IP = 169.210.12.188 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org