| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
๚ ๛วิปัสสนา..คืออะไรแน่ ๛๚ 6.
สลักธรรม 11กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
แม้จะเจ็บป่วย แต่ด้วยจิตที่ปรารถนาดี จึงเสียสละถ่ายทอดความรู้
เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง
แล้วจะแบ่งเวลาในการปฏิบัติ ก่อนที่จะต้องหลับไปในแต่ละวันค่ะโดย เซิ่น [13 มิ.ย. 2546 , 23:33:18 น.] ( IP = 203.170.158.25 : : )
สลักธรรม 12ขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาจิตของท่าน
อาจารย์ด้วยครับ![]()
...ผมอ่านมาตรงที่กล่าวว่า..
"ถ้าไม่รู้จริงแล้วถึงจะมีความเพียรก็ไม่มีประโยชน์"
ใคร่อยากจะให้อาจารย์
ช่วยอธิบายเหตุผลตรงนี้หน่อยครับ
เราท่านทั้งหลายจะได้ทราบ
และเห็นความสำคัญของสัมมาทิฎฐิครับผมโดย วิชิต [14 มิ.ย. 2546 , 06:59:46 น.] ( IP = 203.107.210.72 : : )
สลักธรรม 13สวัสดีค่ะคุณวิชิต..ที่ให้อธิบายเหตุผลดังกล่าวนั้น
ก็จะขอตกตัวอย่าง
ที่จะทำให้เข้าใจได้ชัดเจนนะคะ
ตัวอย่าง เช่น ฟุ้ง สภาวธรรมคือ อุทธัจจะนี้เป็นต้น
ถ้าเราไม่เข้าใจ อุทธัจจะก็เกิดขึ้นเป็นปัจจัย
ทั้งความพอใจ และไม่พอใจ
ที่จริงเราก็ไม่ได้อยากให้มันเกิด
แต่มันก็เกิดตามอำนาจของเหตุปัจจัย
เพราะฉะนั้น เราจะพอใจหรือไม่พอใจก็เกิด
ถ้าลงได้มีเหตุ - มีปัจจัยพอ
ที่จะต้องเกิดขึ้นก็เกิดเหมือนกัน
แต่ถ้ามีเหตุมีปัจจัยไม่พอที่จะให้เกิดขึ้น
ก็ไม่เกิดเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เราก็ใช้ความสังเกต
คือ เราเข้าใจแล้วว่า เวลานั่งนี่ให้ดูรูปนั่ง
ทีนี้เวลามันหลุดไปหรือเรียกว่าฟุ้งไป
ถ้าเรามีความสังเกตว่องไวดี
เราก็รู้ว่า อ้อ ฟุ้งไป
เพียงรู้ว่า ฟุ้งไปเท่านั้น กลับมาดูรูปนั่งใหม่
ทีนี้ความพอใจและไม่พอใจที่จะอาศัย
ความฟุ้งเกิดขึ้นก็ไม่มีคะ
เมื่อความพอใจ ไม่พอใจไม่เกิดแล้ว
จิตที่เรามากำหนด พิจารณารูปนั่ง
ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิด ปัญญา
เข้าไปรู้ความจริง
การที่จิตมันไม่เกิดปัญญา ก็เพราะเหตุว่า
กิเลส มันคอยแทรกเข้าไปอยู่
พอกิเลสเข้าไปก็ปิดบังปัญญาเหมือนกับคนสายตาไม่ดี
สายตาไม่ดีมองอะไรมันก็ไม่เห็น
ถ้าคนสายตาดี ๆมองอะไรก็เห็น
แต่ว่ามันเป็นธรรมชาติที่เรามองไม่เห็น
เราก็ต้องเอาแว่นมาช่วยไงคะ
ปัญญาก็เหมือนกันคะ
ปัญญาจักขุ จักษุ คือ ปัญญา ที่จะทำให้และเห็นอะไรต่ออะไร
อาศัยแว่น คือ ปัญญามาช่วยส่องก็เห็นชัด
ถึงแม้จะตัวหนังสือจะเล็ก...
คือ ความสุขุมก็เห็นได้
ถ้าตาเปล่า คือ ไม่มีปัญญาแล้วไม่อาจจะเห็นได้คะ
ถึงจะพยายามหรี่ตาดู เพียรเพ่งเท่าใด
ก็ไม่สามารถมองเห็นรูเข็มได้ฉันใด
การไม่รู้ความจริงถึงเพียรไปก็ไร้ประโยชน์ไงคะ
ด้วยความนับถือ
อ. บุษกร เมธางกูร
![]()
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [14 มิ.ย. 2546 , 07:16:15 น.] ( IP = 203.107.210.72 : : )
สลักธรรม 14กราบเรียนอาจารย์บุษกรที่เคารพค่ะ
ได้ติดตามอ่านเรื่องวิปัสสนามาตั้งแต่ตอนแรก และพยายามที่จะทำความเข้าใจเพื่อจะให้เข้าถึงเนื้อความที่อาจารย์ได้อธิบาย
จนะกระทั่งได้มาอ่านคำถามของ"คุณวิชิต"ที่ถามถึงความสำคัญของสัมมาทิฏฐิ จึงได้อ่านทวนความใหม่อีกครั้งได้พบกับคำว่า
......จิตที่เรามากำหนด พิจารณารูปนั่ง
ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิด ปัญญา เข้าไปรู้ความจริง
ปัญญาจักขุ จักษุ คือ ปัญญา ที่จะทำให้และเห็นอะไรต่ออะไร .....
ประกอบกับที่ได้มีโอกาสศึกษาเรื่องวิปัสสนาญาณ๑๖ หรือโสฬสญาณมาแล้ว ก็พอที่จะทราบความหมายของญาณต่างๆมาบ้าง ..แต่ก็ยังไม่เข้าใจในความสำคัญของญาณทั้ง ๑๖ นั้นเท่าไรนัก
จึงขอโอกาสถามเพื่อเป็นความรู้ว่า
๑. ปัญญาจักษุ เกี่ยวข้องกับญาณ ๑๖ หรือไม่คะ
๒.การกำหนดรูปนามอันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานี้ มีความเกี่ยวข้องกับญาณ ๑๖ หรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องแล้วเกี่ยวข้องกันอย่างไรคะ
๓.อาจารย์จะพอมีวิธีการเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างให้เห็นถึงความสำคัญของญาณ ๑๖ และเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรในแต่ละญาณได้ไหมคะอย่างเช่นในเรื่องของขันธ์ ๕ นั้น
รูปขันธ์ เปรียบเหมือน โรงพยาบาล
เวทนาขันธ์ เปรียบเหมือน ความป่วยไข้
สัญญาขันธ์ เปรียบเหมือน สมุฎฐานของความเป็นไข้ ทำให้เกิดเวทนาต่าง ๆ
สังขารขันธ์ เปรียบเสมือน การเสพของแสลงเข้าไป
วิญญาณขันธ์ เปรียบเหมือน คนไข้
ที่มีความเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันอย่างนี้เป็นต้นค่ะ
หากคำถามนี้ถามอย่างสลับขั้นตอน ก็ขออภัยด้วยนะคะ...เพราะความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังมีไม่มากค่ะ ...กราบขอบพระคุณค่ะอาจารย์
โดย น้องกิ๊ฟ [14 มิ.ย. 2546 , 19:45:04 น.] ( IP = 169.210.12.124 : : )
สลักธรรม 15
วันนี้รู้สึกขอบคุณกุศลที่ตนเองได้ทำมาในอดีต จึงทำให้ได้มีโอกาสทองเช่นนี้
นั่นก็คือ
ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องสำคัญที่จะทำให้ชีวิต..หมดสิ้นจากความทุกข์
โดยการเดินตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔
..ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำความเข้าใจในเรื่องนี้
โดยเฉพาะการโยนิโสมนสิการให้ถูกต้อง
![]()
![]()
![]()
แต่เพราะพวกเราโชคดี(หลายชั้น)
ที่ได้มีโอกาสพบคณาจารย์ ผู้อุทิศชีวิตมาเป็นมัคคุเทศน์ให้ในการเดินทางนี้
อยากบอกว่าเป็นมัคคุเทศน์ที่ผ่านการย่ำขวากหนามในเส้นทางเดินนี้มาแล้ว ...จึงนำทางเราไปได้
![]()
![]()
![]()
ทำให้นึกถึงหลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการปฏิบัติวิปัสสนา
คือข้อบุคคลสัปายะ ที่กล่าวถึงคุณสมบัติของกัลยาณมิตร
โดยเฉพาะในข้อที่ว่า...สามารถอธิบายเรื่องที่ซับซ้อน ลึกซึ้งให้เข้าใจง่ายได้
![]()
![]()
![]()
ซึ่งคุณสมบัติทั้ง ๗ ประการของกัลยัณมิตรนี้ล้วนมีครบถ้วนในท่าน
อาจารย์บุษกร เมธางกูร
.
อยากบอกว่า โดยธรรมชาติแล้ว ...คนเราทุกคนต้องห่วงตนเอง
แต่ท่านอาจารย์ของเรานั้นแม้ท่านจะเจ็บป่วยเพียงใด ูเหมือนจะไม่เคยสนใจ.
แต่กลับมาใส่ใจกับการที่จะพยายามพาลูกศิษย์ไปให้พ้นจากการย่ำอยู่กับกิเลส
.จากการอ่านมาทั้ง ๖ ตอน...
เหมือนอาจารย์จะถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้สึกของท่านที่กลั่นออกมาด้วยหัวใจ
อยากบอกว่าเป็นหัวใจ..ที่เราจะไปหาจากใคร ๆ ไม่ได้อีกแล้ว
กราบขอบพระคุณอาจารย์บุษกรเป็นอย่างยิ่งค่ะ
จะพยายามนำสิ่งที่ท่านอาจารย์มอบให้ด้วยหัวใจ มาแก้ไขชีวิตให้ได้...ค่ะ.
โดย วยุรี [14 มิ.ย. 2546 , 19:49:55 น.] ( IP = 203.113.39.8 : : )
สลักธรรม 16การอุปมานั้น เท่าที่จำได้นั้นนะคะ ท่านกล่าวว่า
ยังมีบุรุษเจ้าเรือนคนหนึ่ง รับประทานอาหารในตอนเย็นแล้วก็ขึ้นสู่ที่นอน นอนหลับไป
ในคืนนั้น ...เกิดไฟไหม้ขึ้นในเรือน
บุรุษผู้นั้นตื่นขึ้นมาเห็นไฟไหม้เรือน กำลังลุกโชติช่วง ก็สะดุ้งตกใจ รำพึงว่า
"อนิจจาเอ๋ย ข้าพเจ้านี้อยู่ท่ามกลางไฟทีเดียว
แล้วจะตายในกองไฟเสียอีกเล่า
ทำไฉนข้าพเจ้าจึงจะพ้นกองเพลิงออกไปได้?
ทางไหนหนอ?"
ดำริแล้วบุรุษผู้นั้นก็ลุกออกจากที่ แล้วก็รีบวิ่งออกมาโดยเร็วพลัน
ครั้นพ้นเพลิงไหม้แล้ว ชายคนนั้นก็ยืนอยู่ในที่ที่ไฟไหม้ไม่ถึงอันนี้ฉันใด
อุปมัยพระโยคาวจรผู้เจริญวิปัสสนาไปตามลำดับแห่งญาณ ๑๖ คือ
ขณะเจ้าของเรือนนอนอยู่ในเรือน .....เปรียบด้วยผู้ครองรูปนามจริง
ขณะเจ้าของเรือนบริโภคอาหารแล้วนอนในกลางคืนนั้น....เปรียบเสมือนวิปัสสนาอ่อนๆ คือ
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [15 มิ.ย. 2546 , 14:50:57 น.] ( IP = 169.210.13.197 : : )
สลักธรรม 17ญาณที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ เห็นรูปนาม เหมือนกำลังนอน
ญาณที่ ๒ ปัจจยปริคคหญาณ เห็นปัจจัยของนามรูป เหมือนใกล้ตื่น
ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ เห็นลักษณะของนามรูป เหมือนบุรุษตื่นเห็นแสงไฟ
ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ เห็นนามรูปเกิดดับ เหมือนเห็นไฟกำลังลุก
ญาณที่ ๕ ภังคญาณ; เห็นความดับของนามรูป เหมือนเห็นไปกำลังลุกเข้ามาใกล้
ญาณที่ ๖ ภยญาณ เห็นความดับไปๆของนามรูปว่าเป็นภัย เหมือนเห็นไฟนั้นจะไหม้ตนน่ากลัว
ญาณที่ ๗ อาทีนวญาณ เห็นนามรูปเป็นโทษ เหมือนเห็นไฟนั้นเป็นโทษอย่างร้ายกาจ
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [15 มิ.ย. 2546 , 15:00:42 น.] ( IP = 169.210.13.197 : : )
สลักธรรม 18ญาณที่ ๘ นิพพิทาญาณ เห็นนามรูปน่าเบื่อหน่าย เหมือนความเบื่อหน่ายต่อไฟนั้น
ญาณที่ ๙ มุญจิตุกมญตาญาณ เห็นนามรูปน่าเบื่อหน่ายแล้วใคร่จะหนี เหมือนหาทางนี้ไฟนั้น
ญาณที่ ๑๐ ปฏิสังขาญาณ หาทางหนีจากนามรูปที่น่าเบื่อหน่ายนั้น เหมือนหาทางหนีไฟนั้นซ้ำ
ญาณที่ ๑๑ สังขารุเปกขาญาณ หาทางหนีแล้วยังหนีไม่พ้นจึงดูเฉยอยู่ เหมือนดูไฟแล้วรำพึง
ญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ การดูนั้นมีกำลังชัดยิ่งขึ้น เหมือนเห็นไฟใกล้เข้ามา
ญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณ เห็นทางไปนิพพาน เหมือนเห็นทางออกจากไฟ
ญาณที่ ๑๔ มัคคญาณ เห็นพระนิพพาน เหมือนกำลังวิ่งออกจากไฟ
ญาณที่ ๑๕ ผลญาณ เสวยวิมุตติสุข เหมือนพ้นไฟนั้นแล้ว
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [15 มิ.ย. 2546 , 15:02:16 น.] ( IP = 169.210.13.197 : : )
สลักธรรม 19ญาณที่ ๑๖ ปัจจเวกขณญาณ พิจารณามรรค ผล นิพพาน ฯ เหมือนบุรุษนั้นมายืนอยู่ รู้ว่าตนพ้นอันตรายแล้ว
ญาณทั้ง ๑๖ ย่อมเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน
บางญาณก็เกิดในวิถีเดียวกันก็มี โดยเป็นปัจจัยแก่ปฏิเวธธรรม คือ
มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [15 มิ.ย. 2546 , 15:21:01 น.] ( IP = 169.210.13.197 : : )
สลักธรรม 20
กราบขอบพระคุณในความเมตตาของอาจารย์ที่ให้คำตอบมาค่ะ.... จะพยายามทำความเข้าใจให้ยิ่งขึ้นไปนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มิ.ย. 2546 , 20:38:01 น.] ( IP = 169.210.12.134 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |