มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ต้องการจะพ้นทุกข์ในวัฏฏะ




ต้องการพ้นทุกข์ในวัฏฏะ จะทำตนอย่างไรในการดำรงชีวิตปัจจุบันคะ

โดย พัชรินทร์ [24 ก.ย. 2544 , 17:22:19 น.] ( IP = 203.170.159.99 : : 203.170.159.99 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

[font color=”0000ff”] สวัสดีค่ะ น้องแก้วขอตอบแทนหลวงตานะค่ะเพราะท่านจำวัดอยู่ค่ะ
ก่อนที่จะเดินทางออกจากวัฏฏะได้ พี่ต้องรู้จักวัฎฎะให้กระจ่างก่อนค่ะ
แล้วเว้นจากอกุศลกรรมบถ 10 ให้ได้ค่ะแค่นี้ก่อนนะค่ะ แล้วน้องแก้วจะมาตอบอีกค่ะ

โดย น้องแก้วค่ะ - [24 ก.ย. 2544 , 20:39:13 น.] ( IP = 203.170.147.43 : : 203.170.147.43 )


  สลักธรรม 2

วัฏฏะเป้นอย่างไรคะ เคยได้ยินแต่คำว่าโลก โลกกับวัฏฏะเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่

โดย พัชรินทร์ [24 ก.ย. 2544 , 22:39:04 น.] ( IP = 203.170.146.20 : : 203.170.146.20 )


  สลักธรรม 3

เห็นทีจะยากครับ
ก็ขนาดในยุคครั้งกระโน้น
ดาบส ฤาษี ท่านนั่งสมาธิ
ทำความเพียรกันเป็นหลาย ๆ ร้อยปี
ก็ยังไม่สำเร็จเลย คงจะยากพอสมควร
สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ

อื่ม... แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหนทางเสียเลย
เอาว่า ปฏิบัติกันแบบง่าย ๆ ไปก่อนก็ดี
ผมมีแนวการปฏิบัติ ของอาจารย์ท่านหนึ่ง
เป็นการนำธรรมะมาประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวันได้ดีทีเดียว
ขอตัวไปค้นก่อนนะครับ
คงจะยาวสักกะหน่อยหนึ่ง...

โดย ... [24 ก.ย. 2544 , 22:57:57 น.] ( IP = 203.170.141.24 : : )


  สลักธรรม 4

แนวทางการปฏิบัติธรรม โดย อาจารย์ชวยง พิกุลสวัสดิ์

จิตใจของคนเราย่อมหวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบ คำว่าอารมณ์ หมายถึง สิ่งที่จิตได้รับรู้ซึ่งได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สิ่งที่สัมผัสได้ทางกาย (เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ความคิดต่าง ๆ

การได้รับอารมณ์ดี ๆ เรียกว่า ได้รับ สุขเวทนา เช่นเห็นภาพดี ๆ เห็นหน้าคนที่เราชอบ ได้กินอาหารรสดี ได้กลิ่นหอม ได้ยินเสียงดี ๆ ได้ยินเสียงคนชม อยู่ในที่อากาศเย็นสบาย นั่งบนเบาะนุ่ม ๆ คิดถึงเรื่องดี ๆ เหล่านี้เรียกว่า ได้รับสุขเวทนา

การได้รับอารมณ์ที่ไม่ดีเรียกว่า ได้รับทุกขเวทนา เช่น เห็นภาพที่ไม่ดี เห็นหน้าคนที่เราเกลียด ได้กินอาหารรสไม่ดี ได้กลิ่นเหม็น ได้ยินเสียงคนด่า อยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว ถูกหนามตำรู้สึกเจ็บ คิดถึงเรื่องที่ไม่ดี เหล่านี้เรียกว่าได้รับทุกขเวทนา

ถ้าได้รับอารมณ์ที่เป็นกลาง ๆ ไม่สบายหรือลำบากเกินไปก็เรียกว่า ได้รับ อุเบกขาเวทนา

โดยปกติคนเราทุกคน เมื่อได้รับสุขเวทนาก็จะมี ความชอบ ความพอใจ เกิดขึ้น เมื่อได้รับทุกขเวทนาก็จะมีความไม่ชอบไม่พอใจเกิดขึ้น ที่จริงแล้วสุขเวทนาไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดความพอใจ และทุกขเวทนาก็ไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ

แต่เป็นเพราะขณะที่เราได้รับเวทนาในการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส การสัมผัสทางกาย การนึกคิดอยู่นั้น มีกิเลสเข้าร่วมด้วย ทำให้เกิดความรู้สึกผิดไปจากความเป็นจริง ความรู้สึกที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น รู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ ในอารมณ์ที่มากระทบนี้เรียกว่า อุปาทาน

งานของการปฏิบัติธรรม ก็คือ การละอุปาทาน คือ ไม่ยินดี ยินร้ายในอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบ ให้รับรู้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉย ๆ

ขณะที่ทำสมาธิ เราสามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้ โดยการดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉย ๆ ทำใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์เหล่านั้น เช่น เมื่อมีนิมิตเกิดขึ้น ก็รับรู้ในนิมิตนั้น แต่อย่าดีใจ เมื่อนิมิต

ปรากฎอยู่ ก็ให้รู้ว่ามีนิมิตอย่างนั้น ๆ ปรากฎอยู่ ไม่ยินดีในนิมิตนั้น เมื่อนิมิตเสื่อมไป ก็ให้รู้ว่านิมิตกำลังเสื่อมไป ไม่ให้ยินร้าย ในความเสื่อมนั้น ให้ดูนิมิตเหมือนกับดูภาพยนตร์ในโทรทัศน์ นิมิตจะดีหรือไม่ดีก็ไม่เกี่ยวกับเราให้ดูเฉยๆ

เมื่อปีติเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าปีติเกิดขึ้น ไม่ให้ดีใจ เมื่อปีติปรากฎอยู่ก็ให้รู้ว่าปีติปรากฎอยู่ ไม่ให้พอใจในปีตินั้น เมื่อปีติเสื่อมไปก็ให้รู้ว่าปีติเสื่อม ไม่ให้เสียใจในความเสื่อมนั้น

เมื่อมีสุขเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าสุขเกิดขึ้น ไม่ให้ดีใจ เมื่อสุขปรากฎอยู่ ก็ให้รู้ว่าสุขปรากฎอยู่ ไม่ให้พอใจในสุขนั้น เมื่อสุขเพิ่มขึ้นก็ให้รู้ว่าสุขเพิ่มขึ้น ไม่ให้ดีใจ เมื่อสุขลดลง ก็ให้รู้ว่าสุขลดลง ไม่ให้เสียใจ เมื่อสุขเสื่อมไป ก็ให้รู้ว่าสุขเสื่อมไป ไม่ให้เสียใจ

เมื่อมีความฟุ้งซ่าน ก็ให้รู้ว่ามีความฟุ้งซ่าน ไม่ให้เสียใจ แล้วพยายามทำจิตให้สงบ เพื่อให้ความฟุ้งซ่านหายไป เมื่อความฟุ้งซ่านหายไป ก็ให้รู้ว่าความฟุ้งซ่านหายไป ไม่ให้มีความดีใจเกิดขึ้น

วันไหนนั่งสมาธิได้ดี ก็ให้รู้ว่าสมาธิดี แต่ไม่ให้ดีใจ วันไหนสมาธิไม่ดี ก็ให้รู้ว่าสมาธิไม่ดี ไม่ให้เสียใจ อย่างนี้เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาในขณะที่ทำสมาธิ

มีนักปฏิบัติหลายท่าน ทำสมาธิได้ฌาณขึ้นสูง แต่ติดในสมาธิ คือขณะใดที่สมาธิดีก็พอใจขณะใดที่สมาธิไม่ดีก็ไม่พอใจอย่างนี้เรียกว่าติดในสมาธิ ฝึกให้ตายก็ไม่มีทางบรรลุมรรคผล เพราะเหตุที่ไม่ยอมละอุปาทาน

ขณะที่เราทำกิจการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้ โดยการดูอารมณ์ที่มากระทบเฉย ๆ ทำใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์เหล่านั้น

เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็ให้รู้ในสุขเวทนานั้นเฉย ๆ ไม่ยินดีในสุขเวทนานั้น

ขณะที่เห็นภาพดี ๆ เช่น เห็นรถยนต์ราคาแพง ก็ให้รู้ในภาพนั้นเฉย ๆ ว่าเป็นรถยนต์ราคาแพงแต่ไม่ให้มีความรู้สึกสวย ชอบพอใจหรืออยากได้เกิดขึ้นในจิตใจ ถ้ามีความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ให้ละความรู้สึกเหล่านี้เสีย

ขณะที่เห็นภาพไม่ดี เช่น เห็นคนโดนรถชน ก็ให้รู้ในภาพนั้นเฉยๆ คือรู้ว่าคนโดนรถชนแต่ไม่ให้มีความรู้สึกไม่พอใจ เจ็บ ตกใจ ตื่นเต้น เกิดขึ้นในจิตใจ ถ้ามีก็ให้ละเสีย ให้รู้แต่เรื่องราวเฉย ๆ

ขณะที่ได้กินอาหารรสดี เช่น ไก่ย่าง ก็ให้รู้ในรสชาติเฉย ๆ ไม่ให้มีความรู้สึกอร่อย ชอบ พอใจเกิดขึ้น ในจิตใจ ถ้ามีก็ให้ละเสีย ขณะที่ฟังเพลงก็ให้รู้ในเสียงเพลงเท่านั้น ไม่ให้มีความรู้สึก ไพเราะ ชอบ เร้าใจ คึกคัก สนุก เกิดขึ้นในจิตใจ ถ้ามีก็ให้ละเสีย

เวลาอยู่ในที่อากาศเย็นสบาย ก็ให้รู้ว่าเย็นเฉย ๆ ไม่ให้มีความรู้สึกชอบหรือพอใจเกิดขึ้น ถ้าเปลี่ยนไปอยู่ในที่อากาศร้อน อบอ้าว ก็ให้รู้ว่าอากาศร้อนเฉย ๆ อย่าให้มีความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ ติดตามมา

เวลานึกถึงเรื่องดี ๆ เช่น นึกถึงใบหน้าของคนที่เรารัก ก็ให้รู้ในใบหน้านั้นเฉย ๆ ไม่ให้มีความรู้สึกชอบหรือพอใจ เวลานึกถึงใบหน้าของคนที่เราไม่ชอบ ก็ให้รู้ในใบหน้านั้นเฉย ๆ อย่าให้มีความรู้สึก โกรธ เกลียด หรือไม่ชอบเกิดขึ้น

ขณะที่เรายืนรอรถเมล์ ถ้ารอนานจนเกิดรอ รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจขึ้นมา ก็ให้ละความหงุดหงิดนั้นเสีย ทำความรู้สึกว่ากำลังยืนรอรถเมล์อยู่ รถยังไม่มาก็ให้รู้ว่ารถยังไม่มา ยืนรอนานแล้วก็ให้รู้ว่ายืนนานแล้วแต่อย่าให้มีความโกรธ ความหงุดหงิด เกิดขึ้นในใจ พยายามทำใจให้สบายแล้วก็รอต่อไปด้วยใจสงบ

ถ้าเห็นรถแล่นมาก็อย่าดีใจ ทำใจเฉย ๆ ถ้ารถแน่นก็อย่าเสียใจ ทำใจเฉย ๆ ถ้ารถว่างก็ให้รู้ว่ารถว่าง อย่าดีใจ ขึ้นไปหาที่นั่ง ได้นั่งที่ดีก็อย่าดีใจ ได้นั่งที่ไม่ดีก็อย่าเสียใจ รถแล่นเร็วก็ให้รู้ว่ารถแล่นเร็ว อย่าดีใจ เวลารถแล่นช้าอืดอาดก็อย่าเสียใจ ถ้ามีความไม่พอใจอยากให้รถแล่นเร็ว ก็ให้ละความไม่พอใจเสียให้รู้ว่ารถแล่นช้าเฉย ๆ อย่าอยากให้รถแล่นเร็ว มันจะแล่นอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของมัน ทำใจให้สบาย

การที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนั้น ควรจะทำตลอดทั้งวัน ไม่ใช่ทำวันละชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือก็ไปอยู่กับกิเลส เราควรฝึกละอุปทาน ให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน กิเลสเกิดขึ้นเมื่อใดก็ให้ละเมื่อนั้น

ละได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ หน้าที่ของเราคือฝึกละบ่อย ๆ ทำอยู่เสมอ ๆ ให้เป็นนิสัยอีกหน่อยก็เก่งไปเอง และในวันหนึ่ง ๆ เราก็ควรจะมีเวลาสักครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง สำหรับทำสมาธิหรือทำวิปัสสนาล้วน ๆ โดยไม่ทำกิจอื่นเลย เพื่อเพิ่มกำลังความตั้งใจ ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวัน ก็จะทำให้การปฏิบัติธรรมให้ผลเร็ว

ถ้าเราทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง และได้ลงมือปฏิบัติ ย่อมจะต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน แต่จะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีต และความเพียรที่ทำในปัจจุบัน ถ้ามีบุญบารมีมากก็จะได้ผลเร็ว ถ้ามีความเพียรมาก คือตั้งใจทำ ขยันทำ ก็จะได้ผลเร็ว

ตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตใจอยู่ตลอดเวลา ตอนแรกจิตใจของเราจะหวั่นไหว ไปตามอารมณ์ที่มากระทบได้ง่าย เช่น โดนว่าหน่อยก็โกรธ คนชมก็ชอบ อยากให้ชมอีก แต่เมื่อเราปฏิบัติธรรม หัดละอุปาทานอยู่เสมอ ๆ เราก็จะเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงขึ้น หวั่นไหวในอารมณ์ที่มากระทบน้อยลง คนว่าก็ไม่ค่อยโกรธ คนชมก็ไม่ค่อยดีใจเหมือนแต่ก่อน

ตอนที่เราหัดละอุปทานใหม่ ๆ อาจจะต้องมีการพิจารณาหาเหตุหาผลนานพอสมควร กว่าจะทำให้กิเลสคลายตัวลงได้ แต่เมื่อฝึกบ่อย ๆ ก็จะมีความเคยชิน สามารถละกิเลสได้ง่ายขึ้น และถ้าฝึกจนชำนาญ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นเพียงแต่รู้สึกตัวกิเลสก็จะดับไปทันที เรียกว่ากิเลสเกิดขึ้นปุ๊บก็ละได้ปั๊บ

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน แม้ว่าเราจะฝึกละอุปาทานจนชำนาญแล้วก็ตาม แต่บางครั้งที่จิตฟุ้งซ่านมาก เราก็ไม่สามารถที่จะละอุปาทานได้ บางครั้งเราอาจจะมีความรู้สึกว่าสภาพจิตของเราตกต่ำมาก เหมือนกับไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย มีแต่ความหงุดหงิด ฟุ้งซ่านรำคาญใจอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเราไม่รู้ในเหตุในผลดีพอก็อาจจะเกิดความท้อแท้ น้อยใจทำให้การปฏิบัติธรรมเสื่อมถอยลง หรืออาจจะถึงกับเลิกราไปเลยก็ขอให้เรารู้ในเหตุในผลว่าเป็นธรรมดาของการปฏิบัติธรรมที่ย่อมมีแพ้มีชนะ

บางครั้งจิตมีความฟุ้งซ่านมาก กังวลมาก เราก็ไม่สามารถละอุปทานได้ บางครั้งสติมีกำลังสมาธิดีเราก็สามารถละอุปทานได้ หน้าที่ของเราไม่ใช่การคิดมาก วังวล ท้อแท้ น้อยใจ แต่หน้าที่ของเราคือการฝึกหัดละอุปาทาน ทำมาก ๆ ทำบ่อย ๆ

เมื่อปฏิบัติธรรมได้ผลดี ก็อย่าดีใจ ปฏิบัติธรรมได้ผลไม่ดี ก็อย่าเสียใจ พยายามหาทางแก้ไขเพื่อให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าต่อไปเพียรรักษาจิตให้เป็นปกติอยู่เสมอ

คำว่า จิตที่เป็นปกติในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความรู้สึกเฉย ๆ เหมือนคนทั่วไป เพราะความรู้สึกเฉย ๆ ของคนทั่วไปนั้น เป็นลักษณะของจิตที่มีความฟุ้งซ่านเผลอสติ หดหู่ เศร้าหมอง เจือปนอยู่

คำว่าจิตที่เป็นปกติ ในที่นี้ หมายถึง สภาพจิตที่รู้ชัดในอารมณ์ที่มากระทบ เป็นสภาพจิตที่มีความกระปรี้กระเปร่า ผ่องใส เบิกบาน ไม่เศร้าหมอง

โดย ... [24 ก.ย. 2544 , 23:01:54 น.] ( IP = 203.170.141.24 : : )


  สลักธรรม 5

ผมอ่านหลายรอบเหมือนกัน
ยิ่งชีวิตในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ
น่าจะนำมาปฏิบัติกัน แต่ก็นั่นแหละ
ธรรมะ บางทีก็พ่ายต่อกามคุณ ๕ เหมือนกัน
ต้องให้เขาสนุกสนานกันไปก่อน พอเริ่มจะ
เบื่อ และเซ็ง ๆ ก็เริ่มจะเข้าวัดเข้าวากัน
แต่อายุอานามก็ปาเข้าไปเยอะแล้ว
แข้งขา ก็ไม่ค่อยดี นั่งนาน ๆ ไม่ค่อยจะได้
คือสังขารมันเริ่มจะเสื่อม ๆ ไป
อันนี้ก็เลยเสียประโยชน์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์มาก
ชีวิตในเมืองหลวง บางทีความรีบเร่ง
และก็การทำมาหากิน มันบีบมันรัดไปหมด
ใครว่า คนกรุงเทพฯ ฉลาดกว่าคนบ้านนอก
ผมไม่เชื่อเด็ดขาด ยิ่งยุคใหม่ เทคโนฯก้าวหน้า
คนบ้านนอก บ้านนา ดูทีวี ดูข่าว ดูสารคดี
ความรู้ สื่อการสอน กฏหมาย ฯลฯ ยิ่งการศึกษา
ทางไกลผ่านดาวเทียม ชาวบ้านนอกมีโอกาส
มากว่าคนในกรุงเสียอีก

คนในกรุงฯ ส่วนใหญ่อยู่ในรถ นั่งฟังเพลง
เอ็ฟฟะเอ็ม สมองเริ่มจะกลวง ๆ กันแล้ว
เชื่อเหอะ ผมว่าคนบ้านนอกฉลาดกว่าเยอะ
อาจจะแจมไม่ค่อยตรงนัก แต่แฝงไว้ด้วยสาระครับ
คือ โอกาสดี อยู่ที่ปัจจุบัน ศึกษาดูใจของเราเข้าไว้
พออ่านใจเราออก มันจะเห็นเองครับ...

โชคดีครับ หลุดพ้นเมื่อไหร่มาบอกผมมั่ง...
ผมคนกรุงเทพฯ ครับ...

โดย ... [24 ก.ย. 2544 , 23:09:10 น.] ( IP = 203.170.141.24 : : )


  สลักธรรม 6

สวัสดีค่ะคุณพัชรินทร์ ที่ถามมาดีนะค่ะ และที่คุณ..แกบอกมาก็ดีค่ะ แต่สำคัญอยู่ที่จะทำอย่างไรถึงจะถูกที่ดีนั้นสิค่ะ...เหมือนการปาเป้าทำอย่างไรจะได้ตรงเป้าไม่พลาดนั่นเอง. ก็คืกต้องฝึกฝนใช่ไหมค่ะ การฝึกฝนย่อมต้องอาศัยครูฝึกค่ะ ครูในที่นี้หมายถึงความรู้เสียก่อนนั้นคือ รู้ว่าอะไรคืดอุปาทานและอะไรเป็นปัจจัยให้มีอุปาทานไงค่ะ มีต่อนะค่ะ..ดอกแก้ว

โดย ดอกแก้วค่ะ - [25 ก.ย. 2544 , 07:12:37 น.] ( IP = 203.170.157.131 : : 203.170.157.131 )


  สลักธรรม 7

รอสักครู่นะค่ะกำลังเรียนวิถีจิตกันอยู่ค่ะ

โดย ลูกแก้ว [25 ก.ย. 2544 , 08:17:32 น.] ( IP = 203.170.157.131 : : 203.170.157.131 )


  สลักธรรม 8

สวัสดีค่ะ พี่พัชรินทร์
ระหว่างที่พี่ลูกแก้วกำลังเรียนวิถีจิตอยู่ เรามาเสวนาธรรมกันไปพลางๆก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวพี่ลูกแก้วเลิกเรียนแล้วคงมาคุยกับคุณพี่ต่อ
หนูก็กำลังเป็นนักเรียนอยู่เหมือนกัน กำลังศึกษาปฏิจจสมุปบาทอยู่ ในเรื่องราวของวัฏฏะอยู่ พอดี อยากเป็นนักเรียนที่ดี จึงต้องทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมา หลวงปู่สอนว่าจะพ้นจากวัฏฏะได้ ต้องทำลายที่กิเลสวัฏฏ์ ซึ่ง องค์ธรรม ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน นั่นเอง
จะไม่ให้เกิดกิเลส ก็ต้องมีสติและปัญญาเข้ามาตัดสินให้ทัน แล้วกรรมที่เกิดขึ้นใหม่จะได้ไม่เป็นกรรมที่ทำให้เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ ลูกโซ่แห่งวัฏฏะก็จะได้ถูกทำลายนั่นเอง หากเราดำเนินชีวิตด้วยหลักแห่งสติปัฏฐานอยู่เนืองๆ วัฏฏะ ก็คงจะสั้นลงเองค่ะ ว่าแลัวหนูเองก็จะต้องฝึกทำให้ได้เช่นเดียวกัน......ตอนนี้พี่ลูกแก้วเลิกเรียนพอดี คงต้องหยุดเสวนาแค่นี้ค่ะ

โดย อัญชลี ส. [25 ก.ย. 2544 , 13:41:57 น.] ( IP = unknown : : unknown )


  สลักธรรม 9


สวัสดีครับคุณพี่พัชรินทร์ อย่าไปวิตก วิจาร เรื่องวัฏฏะเลยนะครับ แม้โลกจะหมุนไป ในเบื้องต้นอย่าให้ใจหมุนไปตามกิเลสแค่นี้ก่อนนะครับ นี่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรอกครับ แต่คิดต่อไม่ออก

โดย เณรสิงห์ [25 ก.ย. 2544 , 13:55:32 น.] ( IP = 203.170.157.148 : : 203.170.157.148 )


  สลักธรรม 10

สาธุ ๆๆอนุโมทนากับคำตอบ ของทุกท่าน ขอบคุณมากค่ะ
ยินดีมากที่ได้รู้จักกับพี่เณร ???

โดย พัชรินทร์ [25 ก.ย. 2544 , 14:05:51 น.] ( IP = 203.170.157.148 : : 203.170.157.148 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org