มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การตอบปัญหาในพระพุทธศาสนา






สวัสดีครับท่านทั้งหลาย
วันนี้พี่เณรอยากจะนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับปัญหาธรรมมาเสนอ

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงนั้น
พี่เณรใคร่อยากให้ทุกๆท่านทราบว่า


การตอบปัญหาในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า
ท่านได้เสนอวิธีการที่จะโต้ตอบปัญหานี้
ออกเป็น 4 ประการด้วยกัน

คือว่า ปัญหาบางอย่างเมื่อมีผู้ตั้งขึ้นแล้ว
ผู้ที่จะแก้ปัญหาก็ต้องตอบด้วยวิธียืนกระต่ายขาเดียว
ปัญหาประเภทนี้เรียกว่า “ เอกังสพยากรณ์ “
คือ การตอบโดยการยืนกระต่ายขาเดียว

ปัญหาบางอย่างตอบด้วยวิธีการ
ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ได้
จะต้องกล่าวจำแนกตามประเภท
ตามเหตุการณ์ อย่างนี้เรียกว่า “ วิภัชพยากรณ์ “

ปัญหาบางอย่างผู้ตั้งปัญหาถามขึ้นแล้ว
ผู้ตอบก็ต้องเอาคำถามของเขานั้นย้อนถาม
ผู้ถามก่อนตอบ

เรียกว่าย้อนหรือเรียกว่าศอกกลับ
ถ้าจะว่าไปแล้วก็เรียกว่าศอกกลับก็ว่าได้
เรียกว่า ปฏิปุจฉาพยากรณ์

ปัญหาบางอย่างตั้งขึ้นมาถามแล้ว
ผู้ถามมีเจตนาที่ไม่ใคร่จะบริสุทธิ์
ผู้ตอบพิจารณาเห็นว่า
ตอบไปแล้วไม่เกื้อกูลต่อประโยชน์ทั้งใน อดีต ปัจจุบันและอนาคต
ก็เป็นสิทธิที่ผู้ตอบจะยกเลิก

ยกปัญหาเสีย ไม่ตอบ อย่างนี้เรียกว่า ฐปนียพยากรณ์

โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 15:57:58 น.] ( IP = 203.107.210.115 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

วิธีการตอบปัญหาในพระพุทธศาสนา 4 ประการ

วิธีการตอบปัญหา 4 ประการนี้
พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้มาตลอดสมัยของพระองค์
ในการโต้ตอบกับพวกสมณพราหมณ์
เดียรถีนิครนถ์ต่างๆ
ที่เข้ามาลองดีพุทธิปัญญาของพระองค์
หรือผู้ที่เข้ามาตั้งคำถามโดยความเจตนาบริสุทธิ์ ต้องการจะมีความรู้ความสว่างจากพระองค์
ก็ต้องอาศัยการพิจารณาของพระองค์ว่า

ปัญหาเหล่านี้ควรจะตอบด้วยวิธีอะไร
ควรที่จะตอบด้วยเอกังสพยากรณ์
ก็ตอบด้วยเอกังสพยากรณ์


ควรที่จะตอบด้วยวิภัชชพยากรณ์
ก็ตอบด้วยวิภัชชพยากรณ์

ควรที่จะตอบด้วยปฏิปุจฉาพยากรณ์
ก็ตอบด้วยปฏิปุจฉาพยากรณ์

แล้วควรที่จะตอบด้วยฐปนียพยากรณ์
ก็ตอบด้วยฐปนียยพยากรณ์ไปตามเรื่องนั้นๆ


โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 16:03:36 น.] ( IP = 203.107.210.115 : : )


  สลักธรรม 2

คราวนี้พี่เณรจะสมมติปัญหาขึ้นว่า
ตายแล้วเกิดจริงไหม ?


ในข้อนี้ถ้าจะเอาวิธีการตอบปัญหา 4 ประเด็น
มาตอบปัญหาตายแล้วเกิดละครับ
ท่านลองนึกซิครับว่า
ควรจะเอาอะไรมาตอบ ในวิธีการ 4 ข้อ

ก็ต้องดูเหตุการณ์อีกนะครับว่าถูกถามนั้น
มีจุดประสงค์อย่างไร


ยกตัวอย่างเช่นว่ามีปริพาชกคนหนึ่งเป็นคนถือ
สัสสตทิฏฐิ ถือว่าตายแล้วอัตตาของเขานี่
อัตตาตัวนี้แหละหรือเรียกว่าวิญญาณ
จะไปเวียนว่ายตายเกิด
อัตตาตัวนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน
มั่นคงดุจเสาระเนียด ชื่อว่า วัชชโคตรปริพาชก
วัชชโคตรมีทิฏฐิอย่างนี้

เมื่อตั้งปัญหาถามพระพุทธเจ้าว่า
...พระสมณโคดม... ตายแล้วเอาอะไรไปเกิด
พระพุทธเจ้าไม่ตอบ
ปัญหาข้อนี้แก่วัชชโคตร

วัชชโคตรก็เสียใจ ก็ตัดพ้อพระพุทธเจ้าว่า
แหม ช่างกระไรเลย
เขาเองมีความสงสัยในปัญหาข้อนี้
ผูกใจมานานนักหนาแล้ว

นึกว่าได้รับความสว่างในสำนักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ากลับไม่ตอบปัญหา
เขาตัดพ้อพระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น


โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 16:14:18 น.] ( IP = 203.107.210.115 : : )


  สลักธรรม 3

พระพุทธเจ้าก็บอกว่าวัชชโคตรว่า

ถ้าหากว่าตถาคตจะตอบปัญหาข้อนี้แก่เธอ
เธอเป็นสัสสตทิฉฐิอยู่แล้วนะ
ถ้าตอบปัญหาข้อนี้แก่เธอเมื่อไหร่ละก็
เธอจะเข้าใจผิด
ยิ่งจะเป็นสัสสตทิฉฐิยิ่งขั้นไปอีก เป็นทวีคูณ เพราะฉะนั้นปัญหาข้อนี้เราจึงไม่ตอบเธอ

เพราะว่าโดยความจริงแล้วคนที่ยังมีกิเลสอยู่
ตายแล้วก็ต้องเกิด

ท่านครับ.. ถ้าพระองค์ตรัสบอกกับวัชชโคตรบอกว่าคนเราตายแล้วเกิด
วัชชโคตรซึ่งกำลังหลงผิดยึดถืออยู่แล้ว
ว่าอัตตาของตัวนี่แหละมั่นคงดุจจะเสาระเนียด
เป็นผู้ไปเวียนว่ายตายเกิดในชาติภพต่างๆ
ก็ยิ่งจะเตลิดเปิดเปิงนึกวา
พระพุทธเจ้ามาสนับสนุนทิฏฐิของตัวว่าจริงไงครับ

เมื่อคนเราตายแล้วต้องเกิด
สิ่งที่ไปเกิดเป็นตัวนั่นแหละ
คือตัวอัตตาที่ข้ากำลังถืออยู่
จะนึกไปยินดีว่า
พระพุทธเจ้ามาสนับสนุนทิฏฐิของตัว
อย่างนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงไม่ตอบ
คำถามของวัชชโคตรก่อน
เพราะจะเป็นเหตุให้เขาเกิดความสงสัยยิ่งขึ้น

เมื่อตัดพ้อเช่นนี้แล้วพระองค์จึงแสดง
“ ปฏิจจสมุปบาท “
ให้เห็นเป็นการทำลายสัสสตทิฏฐิ
ของวัชชโคตรปริพาชกครับผม



โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 16:23:07 น.] ( IP = 203.107.210.115 : : )


  สลักธรรม 4

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
ถ้าไปตอบอย่างง่ายๆ บอกว่า..
เออ คนเราตายแล้วก็ต้องไปเกิดซิ
วิญญาณนี่แหละไปเกิด ตอบง่าย ๆ อย่างนี้
คนที่เป็นสัสสตทิฏฐิก็จะ หลงผิดเป็นสัสสตทิฏฐิยิ่งขึ้น

จึงไม่ทรงตอบในเบื้องแรก
แล้วก็แสดง ปฏิจจสมุปบาท ในเบื้องปลาย
เป็นการทำลายความเข้าใจผิดของวัชชโคตรปริพาชกไปเสีย
นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่น่าศึกษาประดับความรู้มากๆนะครับผม
…


คราวนี้ถ้าหากว่าคนที่เชื่ออยู่แล้วว่ากฏแห่งกรรมมีจริง
การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง
แล้วสิ่งที่ไปเวียนว่ายตายเกิดนี่ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน เราเขาอะไร

แต่ทว่าเป็นสังขารธรรมที่เกิดดับสืบสันตติกันได้ ถ้าคนมีความเชื่อถือเช่นนี้
มาตั้งปัญหากับพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็ทรงพยากรณ์ไปตามเหตุคือ

พยากรณ์ใช้วิธีวิภัชชพยากรณ์
บอกว่าถ้าคนยังมีกิเลสตัณหาอยู่
ก็ต้องทำอะไรที่เป็นกรรม
เมื่อมีกรรมแล้วก็มีวิบากเป็นผล

ชีวิตของสัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดนั้น
ย่อมเป็นไปอย่างแน่นอนตราบใดที่ยังไม่หมดเหตุครับ




โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 16:32:17 น.] ( IP = 203.107.210.115 : : )


  สลักธรรม 5

พี่เณรจะขอยกเรื่องราวที่พระองค์ทรงตรัส
กับท่านพระอานนท์เถระมาให้ท่านได้อ่าน
เพื่อเข้าใจในเรื่องราวชีวิตที่เกิดแก่เจ็บตาย
ภายใต้กฏแห่งกรรมนะครับผม…


อย่างเช่นมีอุบาสก
อุบาสกหรือชาวพุทธในพระศาสนา
ที่มีความเข้าใจในเรื่องกฎของกรรมดีพอแล้ว
ได้ตั้งปัญหาถามพระองค์

...พระองค์ก็แสดงโดยวิภัชชพยากรณ์...
หรือแม้ไม่ต้องตั้งปัญหา
พระองค์ก็แสดงอยู่แล้ว

เช่นว่าแสดงกับพระอานนท์เถรเจ้า
พยากรณ์คติพจน์ของบรรดาอุบาสก อุบาสิกา
ในนาลันทคามว่า.....

อุบาสกชื่อนั้นๆมรณะไปแล้ว
กำลังเสวยอยู่ในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ
ตาม ทิฏฐานุคติอันชอบของผู้นั้น

ทรงพยากรณ์ทิฏฐิอยู่แล้ว
ทรงพยากรณ์คติของผู้ล่วงลับไปแล้ว
ให้กับพระอานนท์เถระเจ้าฟัง


แล้วก็ตรัสบอกว่าดูก่อนอานนท์
ที่ตถาคตพยากรณ์คติสัปรายภพ
ของอุบาสกชื่อนั้น อุบาสิกาชื่อนั้น
ณ. ตำบลบ้านนั้น ๆ เพราะเหตุไร

.. ก็เพื่อว่าจะเป็นเครื่องพยุงใจ
ให้แก่ปัจฉิมาชนตาชน คือชนที่เกิดภายหลัง
ได้มีความกระปรี้กระเปร่า
มีกำลังใจในการประกอบกุศลกรรม
มีกำลังใจในการทำความดี

เพราะมีข้อยืนยันว่าเมื่อทำกรรมดีอย่านี้แล้ว
ตายไปแล้วก็ได้เสวยผลกรรมดีในคติสัมปรายภพนั้น ๆนั่นเอง


โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 17:33:50 น.] ( IP = 203.107.205.201 : : )


  สลักธรรม 6

ทรงแสดงอย่างนี้คนที่ไม่เข้าใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวตะวันตก
ที่เริ่มศึกษาพุทธศาสนาใหม่ ๆ
พอรู้ว่า..

พระพุทธเจ้าปฏิเสธเรื่องโซล
คือ วิญญาณหรือตัวอาตมัน

เรื่องเวียนว่ายตายเกิดนั้นบางคนบางพวก
กล่าวว่า.. เรื่องเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องไร้สาระ

เรื่องเวียนว่ายตายเกิดนี้เป็นเรื่องนอกคอก
นอกบาลี มีที่ไหนพระพุทธเจ้าจะมาสนใจเรื่องนี้
และตัดสินเองว่า

ควรจะพูดแต่เรื่องทางพ้นทุกข์ลัดนิ้วมือเดียว
ทำอย่าไรถึงจะพ้นทุกข์ดีกว่าไม่เสียเวลา


พูดเรื่องพุทธภาวะในจิตเดิมดีกว่า
จะได้พ้นทุกข์ไปไว ๆ ตรัสรู้เร็ว ๆ
ดีกว่าจะไปมัวแต่พูดเรื่องเนิ่นช้า

เรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องวัฏสงสาร
เป็นเรื่องทำให้คนเนิ่นช้า ไปพูดเรื่องนี้ทำไม

ปฏิจจสมุปบาทว่าที่จริงแล้วก็มีขณะ
ปัจจุบันขณะเดียว นี่มติของบางท่านนะครับ
แต่ไม่ใช่ทั่วไป

บางท่านว่าปฏิจจสมุปบาทอยู่ในขณะจิต ปัจจุบันขณะเดียวอย่างนี้

โดยปฏิเสธ..อตีตอัทธา.. อนาคตอัทธา
ปฏิเสธหมด ว่าเรื่องการแบ่งปฏิจจสมุปบาท
เป็นเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต
เป็นมติของพระอรรถกถาจารย์
ที่ไหนจะมีในบาลีพุทธพจน์
ปฏิเสธอย่านี้ก็มีอยู่

ซึ่งถ้าหากว่าจะพิจารณาแล้ว
จะเห็นว่าธรรมะในพุทธศาสนานี้
ไม่ใช่จะเกณฑ์คนทุกคน
ให้เป็นพระอรหันต์ในพริบตาเดียวหมดใช่ไหมครับ



โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 17:46:09 น.] ( IP = 203.107.205.201 : : )


  สลักธรรม 7

เพราะว่าธรรมะในพุทธศาสนามีหลายชั้น
หลายวิธีการเหมือนกับอัธยาศัยของสัตว์
ตั้งแต่โง่กระทั่งถึงคนฉลาด

เพราะฉะนั้นพุทธศาสนา
จึงเป็นสาธารณะประโยชน์แก่ผู้ที่น้อมนำไปปฏิบัติ
ได้ทุกชั้นทุกวัย

ไม่ใช่จะกะเกณฑ์คน
ให้เป็นพระอรหันต์กันหมดในพริบตาทั้งโลก
เป็นไปไม่ได้

เพราะเรายังต่างกรรมต่างวาระ
ต่างอัธยาศัย

เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนี้
นี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา


เราจะเป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์ไม่ได้
ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด


โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 17:51:30 น.] ( IP = 203.107.205.201 : : )


  สลักธรรม 8

สัมมาทิฏฐิในองค์มรรค ๘ นี่

สัมมาทิฏฐิแบ่งเป็น 2 ชั้น
คือ โลกียสัมมาทิฏฐิและ โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ

โลกียสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ กัมมัสสกตาญาณ

ถ้าคนที่มีกัมมสกตาญาณเชื่อในเรื่องว่า
ทำกรรมได้รับผลแห่งกรรมนั้น
เท่ากับเชื่อว่าจะต้องมีเวียนว่ายตายเกิด


ถ้าเชื่อกรรมก็ต้องเชื่อเวียนว่ายตายเกิด
เป็นเงาตามตัว

ใครก็ตามนะครับถ้าขาดโลกียสัมมาทิฏฐิแล้ว
โลกุตตรสัมมาทิฏฐิก็เกิดไม่ได้

โลกุตตรสัมมาทิฏฐิได้แก่
การเห็นแจ้ง ในอริยสัจจ์ ๔
แต่การที่จะเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ ๔ ได้นั้น
คนนั้นจะต้องมี โลกียสัมมาทิฏฐิเป็นบุพภาค
ไม่มีโลกียสัมมาทิฏฐิเป็นบุพภาคแล้ว
การเห็นแจ้งในอริยสัจจ์เป็นไปไม่ได้

ข้อนี้พี่เณรจำได้ขึ้นใจเลย
เพราะหลวงพ่อแสวงท่านสอนย้ำมากๆเลยครับ




โดย เณรชิต [30 ก.ค. 2546 , 18:01:30 น.] ( IP = 203.107.205.201 : : )


  สลักธรรม 9


วันนี้พี่เณรขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ
เพราะยังมีงานอื่นๆอีกมากที่ต้องสะสาง
แล้วจะกลับมาพบกับท่านอีกครับ…


ขอความเจริญในธรรม
จงบังเกิดแก่พี่ๆน้องๆทุกๆท่านนะครับ
สวัสดีครับ


โดย พี่เณร [30 ก.ค. 2546 , 18:12:17 น.] ( IP = 203.107.205.201 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ..สาธุ ..สาธุ..สาธุ
ตาสว่างขึ้นเยอะเลยค่ะกับความรู้เรื่องการตอบคำถาม
เพราะมีตัวอย่างประกอบด้วยก็เลยยิ่งเข้าใจง่าย
ตอบสั้นเกินไปก็อันตราย ตอบผิดวิธีก็ทำให้คนฟังไขว้เขวได้
....และก็ชอบเรื่อง..บุพภาค..ด้วยค่ะเพราะเห็นถึงความสัมพันธ์กันดี

โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ค. 2546 , 21:40:55 น.] ( IP = 202.129.12.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org