| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เหตุผลในการกำหนดอิริยาบถ (๒)
สลักธรรม 1ด้วยเหตุนี้ เราจึงทิ้งหนังสือไม่ได้ เพราะเป็นตำราที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางไว้ แต่เราทำตามตัวหนังสือทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะตัวหนังสือพูดเข้าไปไม่ถึงความจริงของการปฎิบัติ
ดังนั้น ผู้ปฎิบัติจำเป็นต้องอาศัยผู้เคยฝึกฝนอบรม ได้เหตุได้ผลที่ถูกต้องมาแล้วช่วยแนะนำ
ผู้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จำเป็นต้องมีความรู้ มีจิตใจที่ประกอบด้วยเหตุผลเสียก่อน ไม่เช่นนั้นการปฎิบัติจะล้มเหลว
จะปฎิบัติกี่เดือนกี่ปี ผลดีจะเกิดขึ้นมาจากการปฎิบัติไม่ได้เลย เปรียบได้กับวิชาการทั้งหลาย เราต้องมีความรู้ เราจึงจะทำเรื่องนั้นได้ ถ้าเราจะเป็นช่าง เราต้องหัดวิชาช่าง ถ้าเราเป็นข้าราชการ เราต้องเรียนวิชาทำราชการ เราจะทำงานอะไรก็แล้วแต่ เราไม่มีความรู้ ทำไปก็ล้มเหลว เพราะทำไม่ถูกต้อง
การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นกัน จำเป็นต้องทำความเข้าใจเสียให้ดีพอ หากเหตุผลในใจไม่มี ความเข้าใจในใจไม่มี การปฎิบัติจะไม่ถูกต้องเป็นอันขาด จะไม่ได้ผลอะไรเลย ได้ผลก็เป็นสมาธิไป
ผู้สมัครใจมาเข้าปฎิบัติ แม้ไม่รู้อะไรเลย ก็เท่ากับเป็นการเริ่มต้นหัด ถึงจะไม่ถูกต้องก็ตาม การเริ่มต้นครั้งแรกก็ช่างมันก่อน ค่อยๆหัด ค่อยๆฝึกฝน เพื่อให้รู้ผล การเดิน เดินอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
แม้ผู้มาเรียนจริงๆ เข้าปฎิบัติจริงๆ ยังผิดอยู่ก็มีมาก
![]()
โดย ธัญธร นำเสนอ [9 ส.ค. 2546 , 22:01:22 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
สลักธรรม 2เคยมีผู้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานมาแล้ว ๓ - ๔ ปี ตั้งใจจะเข้าปฎิบัติเป็นเวลา ๑๕ วัน แต่เมื่อปฎิบัติไปได้ ๖ -๗ วัน ก็ขอลากลับบ้าน โดยอ้างเหตุผลว่า ตนจะขอกลับไปหาความรู้เพิ่มเติม สำหรับเรื่องปฎิบัติโดยตรง เพราะเมื่อมีการสอบอารมณ์ หลังจากได้แนะนำไปว่า ให้พิจารณารูป ท่าทางที่นั่ง ที่ยืน ที่เดิน เวลานั่ง ก่อนจะเปลี่ยนอิริยาบถ จากอิริยาบถนั่งเป็นเดินนั้น จะต้องดูก่อนว่า การที่จะไปเดินนั้นต้องมีเหตุ เหตุนั่งมันเมื่อย นั่งอยู่นานไม่ได้ ต้องไปเดิน ไม่ใช่ไปหาความสบาย แก้ปัญหาเมื่อยที่เรานั่งต่างหาก เราจึงเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อให้เห็นว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข
แต่ท่านผู้นี้ปฎิบัติอย่างจริงๆจังๆ โดยดูให้เมื่อยนานๆ จนเมื่อยมาก จึงกำหนดใจว่า นั่งมันเมื่อย แล้วจึงเปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืน นั้นกลายเป็นอัตตาภาวนาไป
อัตตาภาวนา หมายความว่าจะดูความทรมานของร่างกายของเราที่เมื่อยอยู่ ให้เมื่อยนานๆ ที่จริง ไม่ต้องไปดูเมื่อย ให้เห็นชัดนานๆ เช่นเดียวกัน เวลาเห็นสุนัขหรือแมวเดินผ่าน มันก็เห็นอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปจ้องสุนัขหรือแมวที่เดินผ่าน
หรือแม้จะเดินไปตลาด เราจะไปจ้องหน้าคนนั้น จ้องหน้าคนนี้ จ้องของที่เขาขาย นั่นเป็นสิ่งผิดปกติ ทั้งๆที่เราเห็นนิดเดียว ก็รู้ว่าเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย เห็นสุนัข เห็นแมว เห็นนิดเดียวก็รู้แล้ว
ฉะนั้น การไปจ้องดูความปวดเมื่อย เป็นการจงใจทำเพื่อดู เป็นการแกล้งทำ ทั้งที่ความเป็นจริง ปวดเมื่อยนิดเดียว เราก็เปลี่ยนแล้ว อะไรหนุนหลังให้เราแกล้งทำ.. ตัณหาหนุนหลัง เพราะมันอยากดู อยากเห็นรูปนาม
โดย ธัญธร นำเสนอ [9 ส.ค. 2546 , 22:15:58 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
สลักธรรม 3
ติดตามมาทำความเข้าใจต่อค่ะ
.....ขอบคุณมากค่ะพี่ธัญธรที่คิดถึง
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2546 , 22:19:12 น.] ( IP = 203.107.202.162 : : )
สลักธรรม 4เพราะฉะนั้น การดูปวดเมื่อย ดูเมื่อยนานๆแล้วจึงค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ จึงเป็นอัตตาภาวนา มีตัณหาหนุนหลัง ทำเพื่อจะดู
ถ้าทำเพื่อจะดู ก็ไม่เป็นวิปัสสนา เพราะเป็นการทำเหมือนแกล้ง เช่นเดียวกับการยกมือ ค่อยๆยกขึ้นช้าๆ แล้วค่อยๆดูไป จะเห็นได้ว่า การดูนั้น เป็นดูเหมือนกัน แต่ดูมากไปหน่อย จึงปฎิบัติผิด
นอกจากนั้น ผู้ปฎิบัติท่านนี้ยังเกิดอาการปวดศรีษะ ในขณะปฎิบัติอยู่บ่อยๆ เพราะปฎิบัติอย่างจริงจัง อยู่ที่ห้องกรรมฐาน ทำตั้งแต่เช้าจนถึงนอนกลางคืน ทำวันยังค่ำ
แต่ถ้าเราสังเกตุ โดยเอาความสังเกตุในใจของเรา ออกมาสังเกตุดูรูป ดูนามเท่านั้น ก็จะไม่มีการปวดศรีษะ เพราะไม่ได้เคร่งครัดดูอย่างจริงจัง
การที่เคร่งครัดดูอย่างจริงจัง เท่ากับมีตัณหาหนุนหลังอีกแล้ว ตัณหาจะคอยหนุนหลังให้ดูรูป ดูนามให้เห็นชัดๆ ดูรูปก็จ้องดู ดูนามก็จ้องดู อาการที่เราจ้องลงไปเช่นนั้น ตัณหาก็หนุนหลัง ความอยากก็หนุนหลัง
ฉะนั้น การปฎิบัติแล้วเกิดปวดศรีษะ เพราะตั้งเจตนาตั้งจิตเคร่งเครียดไป จึงทำให้ความเป็นไปของร่างกายก็ไม่ปกติ เหมือนคนตั้งสมาธิแรง ทำให้หายใจไม่สะดวก เช่นนี้เป็นต้น
การยกตัวอย่างประกอบ เพื่อแสดงว่า การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น แม้ว่าจะเรียนมาแล้วก็จริง มีหนังสือว่าไว้ก็จริง อ่านเข้าใจตามหนังสือ แต่ตัวหนังสือพูดเข้าถึงการปฎิบัติจริงๆไม่ได้ จึงต้องอาศัยท่านผู้รู้ชี้แนะ แยกแยะออกไปอีกทีหนึ่ง ถ้าผู้ปฎิบัติผิดจะทำให้เสียเวลา เพราะจะได้แต่สมาธิ ไม่ได้วิปัสสนา
...
...
![]()
ยังมีต่อค่ะ
โดย ธัญธร นำเสนอ [9 ส.ค. 2546 , 22:36:26 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
สลักธรรม 5สาธุ สาธุ สาธุ
ขอบคุณครับในความเพียรที่ดี
ที่ครูพยายามมอบให้สร้างด้วยความหวังดี
และบริสุทธิ์ใจในเจตนาครับโดย เทพธรรม [10 ส.ค. 2546 , 06:10:54 น.] ( IP = 203.107.211.119 : : )
สลักธรรม 6อนุโมทนาคุณธัญธร อย่างยิ่งค่ะ โดย หน่อง [10 ส.ค. 2546 , 23:27:38 น.] ( IP = 203.155.186.81 : : )
สลักธรรม 7อนุโมทนาค่ะ
โดย น้องฟู [11 ส.ค. 2546 , 08:56:04 น.] ( IP = 202.47.247.130 : : 202.6.107.15 )
สลักธรรม 8สวัสดีค่ะฟ้ามุ๋ย..น้องสาวทางภาคใต้
อนุโมทนาและขอบคุณมากๆๆค่ะ![]()
เงียบหายไปนาน ที่แท้ไปแอบซุ่มหางานดีๆมานำเสนอนั่นเอง
ขอบคุณอีกครั้งคะโดย พี่ดา [11 ส.ค. 2546 , 10:05:31 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.12.121 )
สลักธรรม 9ดีใจค่ะ ที่ได้มีโอกาสอ่านในสาระธรรมที่ดีๆ เช่นนี้อนุโมทนาค่ะพี่ฟ้ามุ่ย
และจะมาติดตามต่อนะคะ เพราะการปฏิบัติถูก ย่อมนำทางชีวิตที่ถูกจริงๆโดย น้องอุ๊ [11 ส.ค. 2546 , 16:38:05 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |